5 อันดับโรคร้ายที่เกิดขึ้นกับคนวัย 30

posted: 1 year ago
1,250 views
5 อันดับโรคร้ายที่เกิดขึ้นกับคนวัย 30

comments

ด้วยสภาวะเร่งรีบในปัจจุบัน ที่เป็นตัวบีบคั้นให้คนเราต้องกดดัน และเคร่งเครียดกับการทำงาน จนหลงลืมดูแลสุขภาพร่างกาย จึงทำให้คนวัยทำงานทุกวันนี้มีสุขภาพที่แย่ลง พบแพทย์บ่อยมากขึ้น ด้วยปัจจัยเสี่ยงต่างๆ รอบตัว ทั้งเรื่องมลภาวะ ความเครียด การรับประทานอาหารที่ไม่เป็นผลดีต่อสุขภาพ รวมไปถึงปัจจัยภายในของแต่ละบุคคล เพราะฉะนั้นกลุ่มคนวัยทำงาน โดยเฉพาะ หนุ่มสาว วัย 30 ปีขึ้นไป กลายเป็นกลุ่มเสี่ยงต่อโรคร้ายที่กำลังคืบคลานเข้ามาทำลายสุขภาพชนิดที่คุณอาจคาดไม่ถึง มาดูกันว่าโรคร้ายต่างๆ ที่คุณมองข้ามไปนั้นมีโรคอะไรบ้าง

1. โรคทางเดินปัสสาวะอักเสบ

generali-1

 


อาการของโรค : โรคนี้จะมีอาการปวดท้องน้อย ปัสสาวะแสบขัด และมีเลือดปนออกมา ลองเช็คดูสิว่าคุณมีอาการเหล่านี้หรือไม่?

ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรค

ปัจจัยที่ทำให้เกิดโรคนี้มีมากมาย มาลองดูกันว่าคุณมีปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้หรือไม่

  1. สุขภาพอนามัยไม่ดี
  2. ดื่มน้ำน้อย
  3. กลั้นปัสสาวะ
  4. ปัสสาวะและทำความสะอาดหลังปัสสาวะไม่สะอาด
  5. เป็นคนชอบนั่งอยู่กับที่
  6. การมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรกๆ
  7. คู่ครองมีเชื้อโรค
  8. ท้องผูกหรือท้องเสีย
  9. หญิงชราหรือเด็กเล็ก
  10. ผู้หญิงในวัยทอง
  11. การคาสายสวนปัสสาวะ
  12. โรคนิ่วในทางเดินปัสสาวะ
  13. โรคอัมพาต
  14. โรคเบาหวาน
  15. รับประทานยากดภูมิคุ้มกันของร่างกาย
  16. ได้รับรังสีบริเวณกระเพาะปัสสาวะ
  17. รูปัสสาวะตีบ
  18. การตั้งครรภ์
  19. การคุมกำเนิดโดยการสวมห่วงอนามัย ใช้หมวกหรือใช้แผ่นอุดกั้นปากมดลูก
  20. โรคต่อมลูกหมากโต
  21. อ้วนมากเกินไปหรือผอมมากเกินไป
  22. พันธุกรรม

การรักษา

ดูแลตัวเองเบื้องต้น เช่น วิธีการใช้ธรรมชาติบำบัด โดยการพักผ่อนให้เพียงพอ เว้นการกระทบกระเทือน ดื่มน้ำให้มากวันละเกิน 2 ลิตร  ไม่กลั้นปัสสาวะ วิธีใช้ยารักษาตามอาการ โดยใช้ยาแก้ปวดท้อง ยาแก้ปัสสาวะบ่อย วิธิการใช้ยาปฏิชีวนะชนิดรับประทานที่ครอบคลุมเชื้อที่มักเป็นสาเหตุ เป็นต้น และการรักษาโดยแพทย์

การป้องกัน

  1. ดูแลสุขภาพให้แข็งแรง ด้วยการกินอาหารให้ถูกสุขลักษณะ  ดื่มน้ำให้มาก นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกายเป็นประจำ
  2. ดูแลน้ำหนักไม่ให้อ้วนหรือผอม
  3. ละเว้นการนอนดึก ดื่มสุรา สูบบุหรี่
  4. ดูแลสุขภาพอนามัยส่วนบุคคล
  5. ระวังการทำความสะอาดอวัยวะเพศ
  6. ระวังการติดเชื้อโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
  7. อย่าห่วงงานจนกลั้นปัสสาวะ ไม่ควรนั่งเก้าอี้นานเกิน 2 ชั่วโมง
  8. ไม่ควรกลั้นอุจจาระ
  9. หากป่วยเป็นโรคที่ทำให้ภูมิต้านทานต่ำ พยายามดูแลตัวเองตามคำสั่งแพทย์อย่างเคร่งครัดเพื่อให้เกิดโรคกำเริบซึ่งจะทำให้ติดเชื้อง่าย

2. โรคปวดหัวไมเกรน

generali-2


อาการของโรค : เกิดจากการทำงานเครียด ปวดหัวมาก เหมือนมีอะไรเต้นตุบๆ อยู่ภายใน

ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรค

  1. ความเครียดที่เกิดทางกายหรือใจ
  2. แสงที่จ้าเข้าตา เสียงที่ดัง  เสียงที่ดังเข้าหู กลิ่นหอมฉุนของน้ำหอมหรือกลิ่นเหม็นอย่างรุนแรง
  3. เป็นภูมิแพ้
  4. นอนไม่หลับหรือนอนหลับไม่สนิท
  5. หิวหรือถึงเวลากินแล้ว ไม่ได้กินข้าว
  6. สูบบุหรี่หรือได้รับควันบุหรี่จากเพื่อนร่วมงาน
  7. ฮอร์โมนเอสโตรเจนจากยาคุมกําเนิด สมุนไพรหรือ ฮอร์โมนทดแทนการหมดประจําเดือน
  8. อาหารบางชนิดซึ่งเป็นกับคนบางคน เช่น กาแฟ เหล้า ช็อกโกแลต นม เนย ไอศกรีม น้ําตาลเทียม ผงชูรส หัวหอม ถั่ว ไส้กรอก ของหมักดอง ปลารมควัน ฯลฯ
  9. อากาศร้อนชื้น ในบรรดาปัจจัยเหล่านี้ ปัจจัยที่พบมากที่สุดในการกระตุ้นให้เกิดโรคปวดหัวไมเกรน ได้แก่ ความเครียด พักผ่อนน้อย ความหิว และการไม่ได้ดื่มกาแฟ

การป้องกัน

ป้องกันได้โดยการลดความเครียด ออกกำลังกายเป็นประจำ ไม่นอนดึก ไม่ทำงานจนเกินแรง ไม่อดอาหาร ไม่รับประทานอาหารที่ทำให้เกิดโรคไมเกรน ไม่รับประทานยาคุมกำเนิด ไม่รับประทานฮอร์โมนทดแทนการหมดประจำเดือน ฯลฯ

การรักษา

รักษาได้ด้วยตนเองโดยวิธีธรรมชาติบำบัด เช่น การนวด การประคบเย็น ร้อน ดื่มชา กาแฟ น้ำขิง ทำสมาธิ ฝังเข็ม นอนหลับพักผ่อน เป็นต้น

รักษาโดยแพทย์ อาการปวดหัวที่บ่งบอกว่าเป็นอันตราย และควรไปพบแพทย์ คือ

  1. ปวดหัวกระทันหันอย่างรุนแรงอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
  2. ปวดหัวร่วมกับอาการชัก
  3. ปวดหัวพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงของสติ เช่น มึน เบลอ ซึม โคม่า
  4. ปวดหัวหลังได้รับอุบัติเหตุทางศรีษะ
  5. ปวดหัวที่มีอาหารปวดหู ปวดตาอย่างรุนแรงร่วมด้วย
  6. ปวดหัวเรื้อรังติดต่อเป็นระยะเวลานานๆ
  7. ปวดหัวในเด็กชนิดเป็นซ้ำแล้วซ้ำอีก
  8. ปวดหัวและมีไข้สูง

3. โรคกรดไหลย้อน

generali-3


อาการของโรค : มีอาการเสียวแปลบที่หน้าอกด้านซ้ายจนจุกไปถึงด้านหลัง

ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรค

  1. พันธุกรรม เช่น เด็กดาวน์
  2. เป็นโรคไส้เลื่อนกะบังลม
  3. เป็นโรคหอบหืด
  4. เป็นโรคภูมิแพ้
  5. อ้วน
  6. ตั้งครรภ์
  7. อายุ (40 ปีขึ้นไป) อาจเกิดจากความเสื่อมของหูรูดหลอดอาหารและความสามารถในการย่อยอาหาร
  8. เป็นนิ่วในถุงน้ำดี
  9. มีกรดมากในกระเพาะอาหาร
  10. มีแคลเซียมมากในเลือด
  11. รับประทานอาหารมากเกินไป
  12. โรคภูมิแพ้บางอย่าง เช่น โรคหนังแข็งหรือทําให้หลอดอาหารผิดปกติ
  13. ได้รับสารสเตียรอยด์
  14. การสูบบุหรี่
  15. ความเครียด
  16. อาหารบางอย่าง เช่น อาหารที่เพิ่มกรด อาหารที่ย่อยยาก เป็นต้น
  17. ยาบางชนิดที่ทําให้ กระเพาะอาหารหลั่งกรดมาก อาหารและกรดคั่งค้างในกระเพาะอาหาร หรือหูรูดหลอดอาหารคลายตัว เช่น แอสไพริน ยาขยายหลอดลม ยาแก้หดเกร็ง ยาลดการเต้นของหัวใจ ยารักษาโรคความดันโลหิตสูง ยากล่อม ประสาท ยากันแท้ง วิตามินซี เป็นต้น

การดูแลรักษา

การดูแลรักษาด้วยตัวเอง โดยปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต ดังนี้

  1. การรับประทานอาการควรมีความระมัดระวังเกี่ยวกับอาหารที่อาจทำให้เกิดโรคกรดไหลย้อน
  2. ไม่สูบบุหรี่ ไม่ดื่มแอลกอฮอร์
  3. หลีกเลี่ยงการใช้ยาที่ทำให้เกิดผลข้างเคียงทำให้เกิดโรคกรดไหลย้อน
  4. ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน
  5. การนอนควรสวมเสื้อผ้าที่ทำให้นอนหลับสบาย และควรนอนตะแคงซ้ายเพื่อลดอาการเกิดกรดไหลย้อน และนอนหนุนหมอนให้สุงพอประมาณ
  6. การแต่งกายไม่ควรรัดรูปมากเกินไป การนั่ง การยืนให้ถูกสุขลักษณะ และพยายามลดความเครียด

4. โรคปวดกระดูกกล้ามเนื้อและข้อ

generali-4


อาการของโรค : หากมีอาการปวดไหล่จนยกของหรือยกแขนไม่ได้ ควรไปพบแพทย์ เพราะอาจเกี่ยวพันกับกระดูกต้นคอ

สาเหตุของการเกิดโรค

  1. เอ็นอักเสบ
  2. กล้ามและเอ็นเสื่อมสภาพ
  3. ถุงหุ้มข้ออักเสบ
  4. ข้ออักเสบ

อาการปวดไหล่ที่ควรไปพบแพทย์ ได้แก่ ปวดไหล่จนยกแขนไม่ขึ้น ยกของหรือใช้แขนไม่ได้ ได้รับบาดเจ็บจากการกระทบกระทั่ง ทำให้ข้อไหล่ผิดรูปร่าง ปวดจนนอนไม่หลับ ปวดจนยกแขนไม่ได้ มีอาการบวมรอบๆ ข้อไหล่ มีไข้ ข้อไหล่บวมแดง มีก้อนขึ้นที่ข้อไหล่ หรืออาการผิดปกติอื่นๆ

การรักษา

  1. การรักษาด้วยตัวเองเบื้องต้น เช่น การพักผ่อน ประคบร้อนและประคบเย้น และการใช้ยาต้านอักเสบ
  2. การรักษาโดยแพทย์ ประกอบด้วย การฉีดสารสเตียร์รอยด์ หรือแพทย์ทางเลือก อย่างการ ฝังเข้ม นวดกดจุด การจัดกระดูก การอบสมุนไพร ไปจนถึงการผ่าตัด

5. โรคหมอนรองกระดูกสันหลังเคลื่อน

generali-5


อาการของโรค : ลักษณะจะมีอาการปวดหลังและร้าวมาที่ขาทั้งสองข้าง ปวดจนต้องตื่นขึ้นมากลางดึก หรือปวดจนเดินไม่ได้

การรักษา

โดยวิธีธรรมชาติบำบัดหรือพบผู้เชี่ยวชาญเพื่อรักษาเบื้องต้น ได้แก่

  1. พักผ่อน
  2. ประคบเย็น ในกรณีที่รู้สึกปวดและให้ประคบบริเวณกระดูกสันหลังที่กดปวด
  3. ประคบร้อนในกรณีที่กล้ามเนื้อหลังแขน ขาเก็งเพื่อช่วยลดอาการเกร็งได้
  4. ออกกำลังกายแบบยืดกล้ามเนื้อจะช่วยลดอาการปวดได้
  5. นอนบนพื้นที่นอนที่แข็ง
  6. นวดอย่างถูกวิธี
  7. จัดกระดูกสันหลัง
  8. เรียนรู้อิริยาบถต่างๆ
  9. ใช้เครื่องกระตุ้นไฟฟ้า
  10. ธาราบำบัด
  11. กายภาพบำบัด
  12. พบแพทย์เพื่อฝังเข็ม
  13. สวมปลอกคอ

รักษาโดยแพทย์แผนปัจจุบัน

  1. เลือกใช้ยาในการรักษาภาวะอาการปวด
  2. การผ่าตัด

 

และทั้งหมดคือ 5 โรคที่คนวัย 30 ควรใส่ใจ เพราะอย่างที่ทราบกันว่าสุขภาพดีๆ ไม่มีขาย ถ้าอยากได้ต้องหมั่นดูแลสุขภาพร่างกายของคุณเองให้แข็งแรงอยู่เสมอ นอกจากนั้นการสังเกตอาการและสิ่งผิดปกติที่เกิดจากร่างกายของคุณอย่างสม่ำเสมอก็จะช่วยให้คุณห่างไกลจากโรคภัยต่างๆ ได้ อย่าคิดว่าอายุเรายังน้อย คงไม่เป็นอะไร แต่การสร้างเกราะป้องกันไว้ก่อนจะทำให้ชีวิตของคุณห่างไกลจากโรคภัยไข้เจ็บ ไม่ต้องเกิดโรคเรื้อรังจนกลายเป็นโรคร้ายที่รักษาให้หายขาดไม่ได้

แต่ชีวิตอาจไม่แน่นอน หากคุณพบกับปัญหาสุขภาพจนเกิดเป็นโรคร้ายแรง การทำประกันภัยอาจเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกให้คุณได้อุ่นใจ ด้วยแผนการประกันภัยที่ตอบโจทย์วัยทำงานอย่างเราๆ กับ GEN MAX 7 จาก Generali ที่แม้เป็นโรคร้ายก็สามารถสมัครได้ แถมได้รับความคุ้มค่า ในเวลาแค่ 7 ปี พร้อมรับเงินคืนถึง 7 เท่า และพิเศษสำหรับคนทำงาน กับการลดหย่อนภาษีได้สูงสุดถึง 100,000 บาท สมัครวันนี้ ฟรีบัตรของขวัญเซ็นทรัล มูลค่า 12,000 บาท สุดคุ้มอย่างนี้ กดไปดูรายละเอียดเพิ่มเติมและสมัครเลย คลิก !


avatar
by Wanwara Sutthisak

อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับ

เรื่องที่คุณอาจสนใจ

loading icon