6 ความเชื่อผิดๆ เกี่ยวกับบัตรเครดิต

posted: 2 years ago
4,415 views
6 ความเชื่อผิดๆ เกี่ยวกับบัตรเครดิต

comments

การนำเงินในอนาคตมาใช้ก่อนอย่างบัตรเครดิตเป็นที่นิยมอย่างมากในสังคมไทย ณ ปัจจุบัน เพราะว่าง่ายต่อการจ่ายในแต่ละครั้ง ไม่ต้องนับเงินให้ยุ่งยาก มีบัตรแค่ใบเดียวก็สามารถจ่ายได้เลยในทันที ยิ่งใช้บัตรเครดิตเท่าไหร่ คะแนนสะสมก็จะเพิ่มขึ้นไปด้วย

สิ่งที่จะตามมาคือรอบบิลที่ระบุยอดชำระว่าต้องจ่ายเท่าไหร่ ถ้าเจ้าของบัตรจ่ายเต็มก็ถือว่าหมดกันในเดือนนั้นๆ หรือถ้าไม่อยากจ่ายเต็มก็ยังได้ คือใช้วิธีจ่ายขั้นต่ำไปก่อน แล้วจ่ายไปเรื่อยๆ จนกว่าจะหมด ดังนั้น วินัยในการใช้บัตรจึงจำเป็นสำหรับเจ้าของบัตร

ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับบัตรเครดิต

 

 

อย่างที่กล่าวไปข้างต้นว่า ถ้าขาดวินัยในการใช้บัตร ผลสุดท้ายก็จะเป็นหนี้บัตรเครดิต จนไม่สามารถทำธุรกรรมทางการเงิน หรือขอสินเชื่อกับธนาคารได้อีกเลย เพราะกลายเป็นคนมีประวัติเสียเรื่องเงินไปแล้ว หลายคนยังมีความเชื่อบัตรเครดิตแบบผิดๆ และยังทำตามอยู่ ซึ่งความเข้าใจผิดเหล่านั้นอาจส่งผลให้เป็นหนี้ก้อนโตในอนาคตก็ได้ มาดูความเชื่อผิดๆ เกี่ยวกับบัตรเครดิตกันเถอะ

  • บัตรเครดิตไม่เห็นดี บัตรเดบิตสิดีกว่า

 

ถึงแม้บัตรเครดิตและบัตรเดบิตจะใช้รูดได้เหมือนกัน  แต่บัตรเดบิตก่อนรูดต้องมีเงินสำรองก่อนถึงจะใช้งานได้ เงินสำรองที่ว่าคือเงินที่เจ้าของบัตรเทียวใส่บัญชีเงินฝากเรื่อยๆ นั่นแหละ แบบนี้การใช้บัตรเดบิตก็เสี่ยงจะเป็นหนี้น้อย แต่ก็ลำบากที่ไม่ได้ใช้เงินในอนาคต

ประโยชน์ของบัตรเครดิตที่นอกจากนำเงินในอนาคตมาใช้แล้ว คะแนนเครดิตที่ได้สามารถนำมากู้เงินสร้างบ้าน หรือขอสินเชื่อเงินกู้ได้ เพราะคะแนนเครดิตเป็นส่วนสำคัญที่ธนาคารใช้พิจารณา ทุกคนรู้อยู่แล้วว่าติดเครดิตบูโรไม่สามารถธุรกรรมการเงินกับธนาคารได้ (แต่สินเชื่อเพื่อคนเป็นหนี้ยังมี) แต่การไม่มีประวัติเครดิตเลยก็อาจจะกู้เงินไม่ได้เหมือนกัน เพราะธนาคารมองว่าเสี่ยงเกินไปที่จะปล่อยสินเชื่อให้กับผู้ที่ไม่มีประวัติใดๆ มาก่อน

  • ยอดค้างในบัตรเยอะเท่าไหร่ คะแนนเครดิตยิ่งดี

 

ยอดชำระที่ค้างในบัตร หมายถึงว่าเจ้าของบัตรใช้การจ่ายเงินแบบขั้นต่ำไปก่อน แล้วค่อยๆ โดนกินดอกเบี้ยไปเรื่อยๆ ไม่เสียหายอะไรเพราะคิดว่ามีเงินค้างในบัตรเท่าไหร่ก็ยิ่งดี ในความเป็นจริงแล้ว คะแนนเครดิตที่ดีจะคิดจาก

  • ประวัติการชำระเงิน 35%
  • จำนวนวงเงินที่มีในบัตร 30%
  • ความยาวนานประวัติเครดิต 15%
  • บัญชีบัตรเครดิตใหม่ๆ 10%
  • หนี้สินต่างๆ ที่ค้างไว้ 10%

 

จะเห็นได้ว่าหนี้สินต่างๆ ที่ค้างไว้ถูกคิดไป 10% การจ่ายเงินขั้นต่ำก็เป็นการค้างยอดชำระ ดังนั้น ความเข้าใจนี่ผิดมากเลยทีเดียว เมื่อยอดชำระมาถึงทางที่ดีควรจ่ายบิลเต็ม ดีกว่ามาคอยโปะดอกเบี้ยเรื่อยๆ

  • บัตรเครดิตใบเดียวก็เพียงพอ

 

บัตรเครดิตใบเดียวย่อมมีปัญหาน้อยกว่าหลายใบ เพราะถึงวันจ่ายบัตรใบเดียวก็วุ่นวายน้อยกว่า เจียดเงินมาจ่ายน้อยกว่าบัตรหลายใบ ซึ่งคะแนนเครดิตที่ดีไม่จำเป็นต้องมีบัตรเครดิตหลายใบ เพราะประวัติเครดิตที่ดียังรวมไปถึง หนี้รถ หรือสินเชื่ออื่นๆ อีกด้วย

ถ้าคุณสามารถชำระหนี้ต่างๆ ให้ทันเวลา ไม่มียอดอะไรค้าง คะแนนเครดิตก็จะน่าเชื่อถือมากขึ้น ยิ่งถ้าเป็นบัตรเครดิตที่จ่ายเต็มจำนวนทุกครั้งก็จะทำให้คะแนนเครดิตน่าเชื่อ ตามกันไป ถ้าการมีบัตรเครดิคหลายใบแล้วทำให้การจ่ายยอดเต็มนั้นลำบาก สู้ปิดบัตรทุกใบแล้ว เหลือบัตรไว้ใบเดียว และจ่ายหนี้อื่นๆ ให้เต็มจำนวนทุกช่องทางจะดีกว่า

แต่บัตรใบเดียวก็มีผลเสียเหมือนกัน ถึงแม้จะปลดหนี้ได้ แต่ถึงเวลาที่ต้องขอสินเชื่อมา ประวัติการใช้บัตรต่างๆ หรือประวัติวงเงินที่จะถูกคิดเป็นคะแนนเครดิตดีจะเสียไป ส่งผลให้การขอสินเชื่อไม่อาจผ่านได้ เพราะกลายเป็นคนไม่มีประวัติเกี่ยวกับคะแนนเครดิตแล้ว

  • ปิดบัตรเครดิตลดความวุ่นวาย

 

การปิดบัตรเครดิตเป็นการบอกลาหนี้ที่ดี หมายความว่าหนี้ที่ค้างอยู่ได้รับการชำระเรียบร้อยแล้ว แต่ในมุมมองของธนาคารมันจะส่งผลเสียให้กับเจ้าของบัตรเหมือนกัน สมมติว่าปิดบัตรเครดิตหลายใบไปพร้อมกัน วงเงินสูงๆ ที่จะถูกคิด 30%  และประวัติเครดิตที่ใช้มาอย่างยาวนานที่จะถูกคิดอีก 35% ทำให้คะแนนเครดิตเมื่อคิดรวมๆ กันแล้ว ถูกลดทอนลงไป ดังนั้น การปิดบัตรเครดิต ใบเดียวหรือหลายใบก็ยังเป็นความเชื่อผิดๆ อยู่ดี

  • รายได้เยอะจะทำให้คะแนนเครดิตดี

 

ไม่ว่าจะบัตรเครดิตหรือบัตรผ่อนสินค้า สิ่งหนึ่งที่จะทำให้วงเงินในบัตรมีเยอะคือฐานเงินเดือนของผู้ถือบัตร โดยธนาคารมองว่าการมีฐานเงินเดือนที่สูงก็ควรจะให้วงเงินสูงตามไปด้วย เพราะบุคคลนั้นมีความสามารถในการจ่ายหนี้ทุกงวด  ธนาคารจะจึงปล่อยกู้สินเชื่อให้

แต่เป็นความจริงเพียงเสี้ยวเดียวเท่านั้นที่ธนาคารใช้ในการตัดสินใจ ประวัติการบริหารหรือชำระหนี้มากกว่าที่ธนาคารมอง ถ้าเรามีประวัติในการชำระที่ดี ไม่เคยค้างหนี้ หรือค้างแล้วตามจ่ายไม่เคยผิดนัด ธนาคารก็เชื่อว่าสินเชื่อที่ปล่อยออกไปจะได้คืนมาแน่นอน สรุปว่า ต่อให้มีเงินเดือนมากมายแค่ไหน แต่ถ้าหนีหนี้ หรือผิดชำระบ่อยๆ ไม่ค่อยเคลียร์หนี้ ก็ไม่อาจสู้คนเงินเดือน 18,000 บาทที่ไม่มีหนี้ค้างเลย

  • ไม่จำเป็นต้องเช็คเครดิตบูโร

 

บางคนมั่นใจว่าไม่ได้มีหนี้สินอะไรติดค้างอยู่แล้ว อีกทั้งเวลาอันใกล้นี้ก็ไม่มีโครงการจะขอสินเชื่ออะไร ไม่ต้องเสียเงินค่าธรรมเนียม 100 บาทจากธนาคารที่ให้บริการรับตรวจเช็คเครดิตบูโร แต่ถ้าในอนาคตเกิดอะไรเข้าฝันให้ต้องขอสินเชื่อ แล้วดันมียอดค้างชำระเพียง 1 บาทจากบัตรเครดิต ก็เท่ากับว่าคุณเป็นคนมีหนี้

ซึ่งมันส่งผลเสียให้กับการกับสินเชื่อที่จะขอ และคะแนนเครดิต ควรตรวกเช็คเครดิตบูโรอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง เพื่อตรวจสอบสิ่งผิดปกติที่อาจจะเกิดขึ้นกับรายงานเครดิตของเรา อีกอย่างสถานที่ที่ใกล้สุดๆ อย่างคนเมืองก็คือ BTS สถานีศาลาแดง หรือเช็คสถานที่ต่างๆ ได้ทางเว็บไซต์ของบริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด หรือ NCB ได้เลย

(cc) : สมาชิกหมายเลข 2843185 @pantip

 

จะเห็นได้ว่าความเข้าใจผิดบางเรื่องจะก้ำกึ่งซึ่งกันและกันอยู่บ้าง ระหว่างมีบัตรใบเดียวดีกว่าหรือปิดบัตรให้หมดไปเลย ทั้งสองข้อนี้อยู่ที่คนถือบัตรเครดิตมากกว่า (ไม่ว่าบัตรนั้นจะเป็นของธนาคารอะไร หรือมีสิทธิ์ประโยชน์อะไรแฝง)ว่าจะบริหารหนี้สินได้ดี  

ละจริงๆ แล้วเครดิตบูโรเป็นเพียงตัวกลางที่คอยรวบรวมข้อมูลการชำระหนี้ โดยข้อมูลจะถูกเก็บไว้ถึง 3 ปี หากคุณหมั่นชำระยอดค้างที่มีติดต่อกันเป็นเวลา 3 ปีคะแนนเครดิตก็จะกลับมาสวยงามเหมือนเดิม 


avatar
by 9 Tails
เนกอยา กอเนกอ
อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับ
เรื่องที่คุณอาจสนใจ
loading icon