มาเปลี่ยนวิธีการทำงานเป็น Smart Worker กัน

posted: 1 year ago
มาเปลี่ยนวิธีการทำงานเป็น Smart Worker กัน

comments

การทำงานกับเวลาส่วนตัวมักจะเป็นอะไรที่สวนทางกันตลอดเวลา บางคนให้เวลากับตัวเองไปเที่ยวพักผ่อนซะเยอะ แต่ก็ไม่ค่อยมีความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน หรือบางคนทำงานหนักหามรุ่งหามค่ำจนประสบความสำเร็จ แต่ก็แทบจะไม่มีเวลาส่วนตัวหรือเวลาให้กับคนในครอบครัวเลย

แต่ถ้าเราบอกคุณว่า คุณสามารถประสบความสำเร็จในการทำงานและมีความสุขในการใช้ชีวิตได้ไปพร้อมๆ กันละคะ คุณจะสนใจไหม?


ทำงานให้ฉลาดขึ้น-ไม่ใช่หนักขึ้น

ทำงานให้ฉลาดขึ้น ไม่ใช่หนักขึ้น

เราไม่ได้จะบอกว่า การทำงานหนักเป็นสิ่งไม่ดีนะคะ การทำงานหนัก คือ การที่คุณทุ่มเทเวลาส่วนใหญ่หรือทั้งหมดของคุณให้กับการทำงาน ซึ่งการทำเช่นนั้นก็สามารถนำความสำเร็จในชีวิตมาให้กับคุณได้เหมือนกัน

แต่การทำงานหนักตลอดเวลา จะส่งผลให้คุณมีเวลาส่วนตัวที่จะไปใช้กับครอบครัว หรือดูแลตัวเองน้อยลง ซึ่งในระยะยาวแล้วมันอาจจะส่งผลร้ายต่อทั้งตัวคุณเองและคนรอบข้างของคุณด้วย

การทำงานแบบ Smart Worker เป็นวิธีการทำงานที่จะช่วยให้คุณประสบความสำเร็จในขณะที่ยังสามารถมีเวลาส่วนตัวเพื่อทำกิจกรรมอื่นๆ ในชีวิตได้ ช่วยเพิ่มความสมดุลให้กับชีวิตของคุณและยังช่วยให้คุณมีความสุขกับการใช้ชีวิตได้มากขึ้น โดยการทำงานแบบให้ฉลาดขึ้น ถ้าให้พูดง่ายๆ มันก็คือ

การทำงานให้มีประสิทธิภาพและสำเร็จมากที่สุด โดยใช้เวลาที่น้อยที่สุดนั่นเอง

แต่ละคนก็อาจจะมีวิธีการที่แตกต่างกันออกไปขึ้นอยู่กับเป้าหมายในชีวิตของแต่ละคน หลายคนอาจจะเคยได้ยินประโยคที่ว่า “work smarter, not harder” หรือ “ทำงานให้ฉลาดขึ้นไม่ใช่หนักขึ้น” กันมาบ้าง แต่พูดน่ะมันง่าย แล้วการลงมือทำล่ะ เราควรจะเริ่มต้นจากตรงไหน วันนี้ rabbit finance มีคำตอบค่ะ


6 วิถีการทำงานฉลาดขึ้นแบบ Smart Worker

1.กำหนดเวลาให้การทำงานของคุณ

1.กำหนดเวลาให้การทำงานของคุณ

แน่นอนว่าในหนึ่งวันเราไม่ได้มีงานเข้ามาเพียงงานเดียวแน่ๆ และบางครั้งมันก็ยากที่จะจัดการว่า งานไหนต้องทำก่อนทำหลัง

หลายๆ คนเลือกที่จะเขียนลิสต์สิ่งที่ต้องทำในแต่ละวันไว้ข้างตัว ซึ่งนั้นก็ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี แต่มันก็ไม่ได้หมายความว่าคุณจะทำงานเสร็จทันกำหนดส่งเสมอไป

นอกจากการกำหนดสิ่งที่ต้องทำในแต่ละวันแล้ว คุณควรจะต้องกำหนดเส้นตายหรือกรอบเวลาส่งงานที่แน่นอนเพิ่มลงไปด้วย เพื่อที่คุณจะได้ลำดับความสำคัญได้ว่า งานไหนต้องทำก่อน งานไหนไว้ทำวันอื่นได้

เพราะการทำแบบนี้จะทำให้คุณสามารถจัดการตัวเองและบริหารเวลาการทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น หมดปัญหางานค้างต้องหอบไปทำเสาร์อาทิตย์แน่นอน

นอกจากนั้น คุณควรจะต้องรู้จักตัวเองด้วยว่า งานประเภทนี้คุณต้องใช้เวลาทำมากขนาดไหน ยิ่งคุณรู้ว่าตัวเองใช้เวลาทำงานนั้นๆ มากเท่าไหร่ ยิ่งง่ายต่อการจัดสรรเวลาในแต่ละวันให้เพียงพอต่อทั้งการทำงานและเวลาส่วนตัวของคุณเท่านั้น


2.ใช้หลัก GPS ในการทำงาน

2.ใช้หลัก GPS ในการทำงาน

GPS ในที่นี้ ไม่ใช่อันที่เป็นแผนที่พูดได้หรอกนะคะ แต่มันหมายถึง การกำหนด Goal, Purpose, Scope หรือ เป้าหมาย, จุดประสงค์, กรอบการทำงาน ต่างหาก

  • Goal หรือ เป้าหมาย คือ การตั้งเป้าหมาย ว่าต้องการจะให้โปรเจกต์นี้ประสบความสำเร็จแบบไหน
  • Purpose หรือ จุดประสงค์ คือ การทำความเข้าใจว่า เราทำงานนี้ไปทำไม และทำเพื่ออะไร เพื่อที่เราจะได้มองเห็นภาพรวมของงานที่ทำอยู่
  • Scope หรือ กรอบการทำงาน คือ การกำหนดรายละเอียดต่างๆ ของโปรเจกต์นั้นๆ เช่น เวลาส่งงาน, รูปแบบการทำงาน, งบประมาณ และอื่นๆ

หลัก GPS นี้จะเป็นตัวช่วยกำหนดทิศทางในการทำงานของคุณ ไม่ให้คุณออกนอกทะเลเวลาทำงาน และช่วยให้คุณสามารถโฟกัสกับการทำงานตรงหน้าได้มากขึ้น มันเป็นหลักการทำงานที่คุณควรจะคำนึงถึงทุกครั้งเมื่อต้องการจะเริ่มโปรเจกต์ใหม่สักอย่างหนึ่ง


3.จัดตารางชีวิตในแต่ละวัน

3.จัดตารางชีวิตในแต่ละวัน

เหมือนตอนสมัยเด็กๆที่เรามีตารางเรียนว่าเวลานี้เราจะต้องเรียนวิชาอะไร การจัดตารางชีวิตก็ใช้หลักการเดียวกันค่ะ คือ การจัดสรรเวลาในแต่ละวันว่าเราจะต้องทำอะไร ตอนไหนบ้าง

ซึ่งการทำแบบนี้จะช่วยให้เราสามารถแบ่งเวลาได้ว่า เวลาไหนเราควรจะทำงานและเวลาไหนเราควรจะพักผ่อนซึ่งมันจะช่วยทำให้เราโฟกัสกับสิ่งที่ต้องทำตรงหน้าได้มากขึ้น และลดการตัดสินใจในแต่ละวันด้วย

นอกจากนั้น การทำตารางรายปี รายเดือน หรือรายสัปดาห์เพิ่มเติม เช่น การกำหนดให้วันเสาร์เป็นวันครอบครัว หรือการกำหนดว่าเราจะต้องออกไปเที่ยวเดือนละ 1 ครั้ง ก็จะทำให้เราสามารถรักษาสมดุลในการทำงานและการใช้ชีวิตไปพร้อมกันได้อย่างลงตัวมากขึ้นนั่นเอง


4.จัดระเบียบอีเมลล์ใหม่

4.จัดระเบียบอีเมลใหม่

เทคโนโลยีมีบทบาทสำคัญในการทำงานยุคปัจจุบันอย่างมาก ซึ่งอีเมลนี่แหละเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เราทำงานหนักขึ้นแบบไม่รู้ตัว

บางครั้งเรานั่งทำงานอยู่ อ้าวอีเมลงานใหม่เข้ามาก็ต้องรีบกดอ่านหรือตอบทันที แล้วก็ต้องมานั่งลังเลว่าจะทำงานไหนก่อนดี ซึ่งจะเริ่มใหม่หรือจะกลับมาทำงานเก่าก็ต้องเสียเวลาคิดอีกว่าทำไปถึงไหนแล้วและต้องทำอะไรต่อ จนท้ายสุดก็ไม่มีอะไรเสร็จสักอย่าง ซึ่งการที่จะต้องทำงานหลายอย่างในเวลาเดียวกัน นอกจากงานจะออกมาไม่ดีแล้ว ยังเสียเวลาการทำงานเพิ่มขึ้นด้วย

ซึ่งปัญหานี้จะหมดไปเพียงแค่คุณเรียนรู้การ จัดระเบียบอีเมลของตัวเอง เพื่อให้คุณสามารถโฟกัสกับงานตรงหน้าและทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยการ

  • เลือกเวลาในการอ่านอีเมล โดยการจัดสรรเวลาช่วงหนึ่งในแต่ละวันเพื่อเปิดอ่านอีเมลโดยเฉพาะ (ยกเว้นอันไหนงานด่วน ก็เปิดอ่านได้)
  • แบ่งโฟลเดอร์เป็นแต่ละวันในสัปดาห์ ซึ่งเมื่อไหร่ที่มีอีเมลใหม่เข้ามาก็ให้เลือกลบหรือย้ายอีเมลนั้นไปอยู่ในโฟลเดอร์ของวันที่ต้องการจะทำงานหรือต้องการตอบอีเมลนั้นๆ โดยห้ามไม่ให้มีเหลือในอินบ็อกซ์เด็ดขาด

ซึ่งการทำแบบนี้จะช่วยให้คุณสามารถเรียงลำดับความสำคัญของงานได้ และไม่ต้องมานั่งกังวลว่าจะลืมทำงานไหนไปหรือเปล่า เพราะ คุณได้แบ่งการทำงานไว้หมดแล้ว ง่ายขึ้นเยอะเลยใช่มั้ยคะ


5.ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากศูนย์เสมอไป

5.ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากศูนย์เสมอไป

การเริ่มงานใหม่ตั้งแต่ต้น กว่าจะเสร็จเป็นรูปเป็นร่างก็ย่อมใช้เวลานานแน่นอน แล้วมันจะดีกว่ามั้ยถ้าเราสามารถเริ่มจากตรงกลางได้

งานบางชิ้นมันอาจจะเคยมีคนทำไว้ก่อนแล้ว ซึ่งแทนที่เราจะเริ่มใหม่จากศูนย์ เราก็อาจเลือกที่จะใช้งานของคนอื่นมาเป็นแบบอย่าง (reference) หรือเป็นตัวช่วยให้การกำหนดทิศทางการทำงานของเราให้มันง่ายและเสร็จได้เร็วมากขึ้นได้ (แต่ก็ไม่ใช่ลอกเขามาทั้งหมดนะคะ)

นอกจากนั้น การเลือกปรึกษาผู้เชี่ยวชาญหรือผู้ที่มีประสบการณ์ทำงานมาก่อนก็จะทำให้เรารู้ว่า เราควรจะทำงานไปในทิศทางไหนมากขึ้น ทำให้ไม่เสียเวลาและช่วยให้งานของเราสำเร็จได้เร็วมากขึ้นด้วย


6.เขียนโน๊ตเตือนใจตัวเองเสมอ

6.เขียนโน๊ตเตือนใจตัวเองเสมอ

ในการทำงาน การมีเวลาที่จำกัดหรือการงานด่วนแทรกเข้ามาเป็นสิ่งที่เราหลีกเลี่ยงไม่ได้อยู่แล้ว ก่อนที่คุณจะหยุดการทำงานสักชิ้นหนึ่ง

เราอยากให้คุณเขียนโน๊ตเตือนตัวเองก่อนทุกครั้งว่า เราทำงานไปถึงไหนแล้ว และเราจะต้องทำอะไรต่อไป

เพราะวิธีนี้จะช่วยให้คุณสามารถทำงานต่อได้ง่ายและรวดเร็วมากขึ้น โดยไม่ต้องมานั่งเสียเวลารำลึกความหลังว่า เราทำงานไปถึงไหนแล้วและเราจะต้องทำอะไรต่อไป

การทำงานแบบ Smart Worker หัวใจของมัน คือ การหาวิธีการทำงานที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด ที่จะทำให้เราไปถึงเป้าหายของเราได้ไวที่สุด ดังนั้น รากฐานของมัน จึงมาจากการที่คุณรู้จักตัวตน สไตล์การทำงาน และจุดแข็งของตัวเอง แล้วจึงต่อยอดสิ่งนั้นให้ออกมาเป็นวิธีการทำงานในรูปแบบการทำงาน ที่จะทำให้คุณสามารถรักษาสมดุลชีวิตของคุณให้มีความสุขกับทั้งการทำงานและมีความสุขกับชีวิตของคุณไปได้พร้อมๆกันนั่นเอง ขอให้ทุกคนทำงานอย่างมีความสุขนะคะ


avatar
by V.yada
หมูน้อย ผู้อยากเข้าใจโลกกว้างให้มากขึ้น
เรื่องที่คุณอาจสนใจ
loading icon