7 มหากาพย์สงคราม พลิกชะตาชีวิตโลก!

posted: 1 year ago
3,787 views
7 มหากาพย์สงคราม พลิกชะตาชีวิตโลก!

comments

ชั่วชีวิตของมวลมนุษยชาตินั้น เราคงปฏิเสธ ไม่ได้ว่าเต็มไปด้วยการต่อสู้ต่างๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นการต่อสู้กับแนวคิดใหม่ๆ การต่อสู้กับธรรมชาติ รวมไปถึงการต่อสู้ด้วยกันเองของมนุษย์ ล้วนแล้วแต่เป็นรากฐานต่อยอดมาถึงปัจจุบันกันทั้งนั้น

และในวันนที้ Rabbit Daily จะพาคุณไปรู้จักกับ 7 สงคราม มหากาพย์ที่สามารถพลิกชะตากรรมของโลกได้!

 


สงครามกับเปอร์เซีย (The Battle of Marathon)

หรืออีกชื่อที่รู้จักกันในนามของการยุทธที่มาราธอน (the Battle of Marathon) เป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ชาติกรีซ เกิดขึ้นในช่วงปี 492 – 479 ก่อนคริสตกาล

โดยสงครามนี้ เกิดขึ้นขณะที่ชนชาติกรีกยังแบ่งเป็นรัฐต่างๆ เช่น เอเธนส์ สปาร์ตา โครินท์ ซึ่งแต่ละรัฐต่างมีอิสระในการปกครองตนเองที่เรียกว่า city-states  ส่วนทางเปอร์เซียเป็นจักรวรรดิที่ยิ่งใหญ่ มีดินแดนตั้งแต่เอเชียไมเนอร์ไปจนถึงอินเดีย ทางใต้ก็ยึดครองดินแดนอียิปต์ไปจนถึงทะเลทรายลิเบีย ส่วนทางเหนือจรดดินแดนของพวกไซเทียน (Scythian)

ซึ่งเหตุการณ์ที่ ชาวไอโอเนียน ซึ่งเป็นชนเชื้อสายกรีกในดินแดนยึดครองของเปอร์เซีย บริเวณเอเชียไมเนอร์ ได้พากันก่อการกบฏขึ้น และขอความช่วยเหลือจากรัฐกรีกอื่นๆ ซึ่งผลก็คือชาวไอโอเนียนสามารถก่อการกบฏสำเร็จ เมื่อเรื่องถึงหูกษัตริย์แห่งเปอร์เซียก็ยอมไม่ได้ จึงได้เกิดการส่งกองทัพเข้าปราบปรามกบฏไอโอเนียนจนราบคาบ  หลังจากนั้นก็ตามไปสะสางความแค้นกับรัฐกรีกอื่นๆ ที่เคยให้ความช่วยเหลือชาวไอโอเนียน และถือโอกาสให้การบุกรัฐกรีก เป็นส่วนหนึ่งในการปูทางไปสู่การยกทัพเพื่อยึดครองยุโรปทั้งหมด

The Battle of Marathon

ด้วยเหตุนี้เองฝั่งเปอร์เซียเองได้ยกทัพมาสองทางคือ ทางบก ทางทะเล ซึ่งแต่ละเส้นทางต่างมีข้อได้เปรียบเสียเปรียบแตกต่างกันไป หลังจากการรบราฆ่าฟันมานานนับหลายปี มีการปรับเปลี่ยนการยุทธมากมาย ติดต่อกันหลายต่อหลายทัพ จนเกิดเป็นกลยุทธ์ในการทำสงครามใหม่ขึ้นจากการปะทะของทัพทั้งสองเป็นไปอย่างดุเดือด จนสงครามนี้ได้ถูกยกย่องใน การยุทธ์มาราธอน นั่นเอง

ซึ่งชัยชนะในครั้งนี้ ตกเป็นของฝั่งชนชาติกรีก ของรัฐเอเธนส์ หลังได้ชัยชนะ ทหารเอเธนส์คนหนึ่งชื่อ ฟิดิบปิดิส (Pheidippides) ได้วิ่งกลับเอเธนส์ซึ่งห่างออกไป 21 ไมล์ (ประมาณ 34.5 กิโลเมตร) ทั้งๆ ที่ยังสวมชุดเกราะเพื่อนำข่าวชัยชนะของกองทัพ  ทหารผู้นั้นวิ่งผ่านภูเขาเมทอส และเนินเขาไลคาเวทอส ผ่านอโครโพลิส มาสู่สภา เมื่อมาถึงก็ชูโล่ห์ขึ้นเหนือศีรษะพร้อมกับร้องว่า เราชนะ จากนั้นก็ล้มลงสิ้นใจ  ซึ่งเป็นประวัติที่มาของคำว่า “วิ่งมาราธอน” ในปัจจุบันอีกด้วย

 

Battle of Cajamarca

สมรภูมิคาจามาร์คา (Battle of Cajamarca)

ฟรานซิสโก้ ปิซาร์โร่ กอนซาเลส ได้เดินทางไปสำรวจตามที่ต่างๆ เขาออกเดินทางจาปานามา มุ่งตรงสู่เปรู โดยระหว่างการสำรวจนี้ ก็ได้มีปากเสียงกับชนพื้นเมืองบ้าง จนเกิดการสู้รบกัน และฝั่งปิซาร์โร่ก็เป็นฝ่ายได้รับชัยชนะ ก่อนตั้งค่าย ตั้งถิ่นฐาน โดยปิซาร์โร่ยังไม่ได้เดินทางต่อในทันที แต่เขาได้ส่งคนเข้าไปเจรจากับ อตาฮวลปา จักรพรรดิของชนเผ่าอินคา แต่ทางกษัตริย์อวตาฮวลปาเองก็ได้ปฏิเสธที่จะให้พวกเขาตั้งถื่นฐาน หรือตั้งค่ายในดินแดนของอินคา

และเมื่อวันที่ 16 พ.ย. ปี ค.ศ.1532 ฟรานซิสโก้ ปิซาร์โร่ กอนซาเลส ได้นำกองทหารเข้าโจมตีชนเผ่าอินคา ในคาจามาร์คา (เปรู) ก่อนได้รับชัยชนะ และจับเอาองครักษ์กษัตริย์อตาฮวลปา แห่ง คาจามาร์คา ทั้ง 12 คน มาสังหาร รวมไปถึงจับตัวกษัตริย์อตาฮวลปามาขัง ก่อนจะนำมาประหารด้วยวิธีเก้าอี้รัดคอ โดยเขาให้เหตุผลว่า กษัตริย์อตาฮวลปานั้น ได้พยายามฆ่าปิซาร์โร และชาวสเปน

หลังจากนั้นเขาก็ได้แต่งตั้งคนอื่นๆ ในราชวงศ์ขึ้นมาเป็นกษัตริย์แห่งอินคาแทนที่กษัตริย์องค์ก่อน เพื่อเป็นหุ่นเชิด และให้ชาวอินคาไม่รู้สึกต่อต้าน ซึ่งเหตุการณ์นี้เอง ที่ส่งผลให้เกิดศึกขัดแย้งของชาวสเปนและชนเผ่าอินคาก่อสงครามกันมาอย่างยาวนานกว่าชาวอินคาจะหลุดพ้นจากการปกครองของสเปน

 

Battle of Hastings

สงครามเฮสติงท์ (Battle of Hastings)

นับตั้งแต่ชาวโรมันถอนกำลังจากบริเทนไปในช่วงศตวรรษที่ 5 ดินแดนส่วนที่เป็นประเทศอังกฤษก็ถูกปกครองโดยชาวแซกซอน ซึ่งเป็นกลุ่มชนเชื้อสายเยอรมันที่เข้ารุกรานอังกฤษ ในช่วงเวลาดังกล่าวอังกฤษค่อนข้างจะแยกตัวจากแผ่นดินใหญ่ของยุโรปอยู่มาก อย่างไรก็ดี อังกฤษก็ยังมีการติดต่อสัมพันธ์ทางการทูตกับแคว้นนอมังดีทางตอนเหนือของฝรั่งเศสอยู่ โดยในเวลานั้นแคว้นนอมังดีอยู่ใต้อำนาจของฝรั่งเศสและรับเอาวัฒนธรรมฝรั่งเศสมาใช้ด้วย

ต่อมา ค.ศ.1007 กษัตริย์อีเธลเรด (Ethelred) ก็ได้อภิเษกสมรสกับเจ้าหญิงเอมม่า แห่งนอมังดี หลังการสมรสพระนางได้ย้ายมาอยู่ที่อังกฤษพร้อมกับนำเอาผู้ติดตามชาวนอร์แมนจำนวนมากมาด้วย ก่อนที่ได้เริ่มต้นเผยแพร่วัฒนธรรมของชาวนอร์แมนมาสู่อังกฤษ ซึ่งสร้างความไม่พอใจให้กับราชวงศ์อังกฤษที่มีเชื้อสายแองโกลแซกซอนเป็นอย่างมาก

และในวันที่ 14 ต.ค. ปี ค.ศ.1066 ดยุควิลเลียมได้นำทัพนอมังดี ถือสิทธิ์การครองบังลังก์ในอังกฤษ เข้าโจมตี โดยกล่าวอ้างว่า หากกษัตริย์เอ็ดเวิร์ด (โอรสของ กษัตริย์อีเธลเรด และ เจ้าหญิงเอมม่า) ได้ให้สัญญาว่า หากพระองค์ไม่มีพระโอรส ก็จะทรงให้ดยุควิลเลียมเป็นรัชทายาทของพระองค์



(อย่างไรก็ดี สัญญาดังกล่าวอาจเป็นเพียงคำกล่าวอ้างของดยุควิลเลียมเพียงข้างเดียวก็เป็นได้ เนื่องจากในเวลานั้นการขึ้นครองบัลลังก์ของกษัตริย์อังกฤษไม่ได้ทำโดยการสืบต่อทายาท หากแต่สภาขุนนางจะเป็นผู้เลือก)

ซึ่งทัพของดยุลวิลเลียมนี้ ได้รับการสนับสนุนจาก เยอรมัน, เดนมาร์ก และอิตาลี โดยดยุควิลเลียมให้สัญญาว่า จะแบ่งผลประโยชน์ที่ได้จากจากอังกฤษให้เป็นการตอบแทน นอกจากนี้องค์สันตปาปายังทรงสนับสนุนพระองค์ในการครองบัลลังก์ด้วย

โดยทัพทั้งสองก็พบกันที่เฮสติงท์ (HASTING) ก่อนที่ชัยชนะจะตกเป็นของดยุควิลเลียม ซึ่งได้ปราบดาภิเษกขึ้นเป็นกษัตริย์พระนามว่า วิลเลียม ผู้พิชิต (William the conqueror) และชัยชนะของพวกนอร์แมนครั้งนี้ สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้เกาะอังกฤษ โดยเป็นการส่งผ่านวัฒนธรรมและขนบประเพณีต่างๆ รวมทั้งเรื่องของศาสนา ความเชื่อของแผ่นดินใหญ่สู่อังกฤษ และยังเป็นการเริ่มระบบศักดินาขึ้นในอังกฤษอีกด้วย

ศึกเฮสติงท์ได้พลิกโฉมหน้าประวัติศาสตร์ของอังกฤษทำให้อังกฤษเข้ามาเป็นหนึ่งเดียวกับยุโรป และกลายเป็นก้าวแรกที่สำคัญของการพัฒนาสู่ความเป็นชาติมหาอำนาจในยุคหลัง

 

Siege of Orléans

การล้อมออร์เลอ็อง (Siege of Orléans)

การล้อมออร์เลอ็อง (Siege of Orléans) คือยุทธการในสงครามร้อยปี ที่เกิดขึ้นระหว่าง  12 ตุลาคม ค.ศ. 1428 – 8 พฤษภาคม ค.ศ. 1429 ที่ เมืองออร์เลอ็อง ฝรั่งเศส

นี่ถือเป็นสงครามระหว่างกองทัพของฝ่ายราชอาณาจักรอังกฤษ ที่นำโดย จอห์น แทลบอต เอิร์ลแห่งชรูส์บรีที่ 1, ทอมัส มอนทาคิวต์ เอิร์ลแห่งซอลส์บรีที่ 4 และวิลเลียม เดอ ลา โพล ดยุคแห่งซัฟฟอล์กที่ 1 กับฝ่ายราชอาณาจักรฝรั่งเศส ซึ่งร่วมมือกับราชอาณาจักรสกอตแลนด์ นำโดย ฌ็อง เดอ ดูนัว (Jean de Dunois), ฌีล เดอ แร (Gilles de Rais), โจนออฟอาร์ก (Joan of Arc) และฌ็อง เดอ บร็อส (Jean de Brosse)

ซึ่งผลของการล้อมเมืองครั้งนี้ ฝรั่งเศสเป็นฝ่ายได้รับชัยชนะ และรักษาเมืองออร์เลอ็องไว้ได้ ซึ่งตรงจุดนี้เองที่ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงของสงครามร้อยปี และเป็นสงครามใหญ่สงครามแรกที่ โจนออฟอาร์ก จากเด็กสาวชาวนา ขึ้นมาเป็น หญิงสาวผู้นำทัพของฝรั่งเศส ได้มีบทบาทในสงคราม

ชัยชนะทางการทหารครั้งนี้เป็นชัยชนะครั้งใหญ่ครั้งแรกของฝ่ายฝรั่งเศสหลังจากที่พ่ายแพ้ต่ออังกฤษอย่างยับเยินในยุทธการอาแฌ็งกูร์ (Battle of Agincourt) ในปี ค.ศ. 1415

หลังจากสงครามในครั้งนั้น ออร์เลอ็องก็ถูกล้อม เพราะถือว่าเมืองนี้เป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของทั้งสองฝ่าย จุดประสงค์ของการล้อมเมืองครั้งนี้ ถ้าออร์เลอ็องเสียเมืองก็เท่ากับว่า จอห์นแห่งแลงคาสเตอร์ ดยุคแห่งเบดฟอร์ดที่ 1 (John of Lancaster, 1st Duke of Bedford) จะสามารถชนะฝรั่งเศสได้อย่างแน่นอน แต่ทว่าสถานการณ์ต่างๆ ก็เปลี่ยนไป หลังจากที่โจนออฟอาร์กเข้าร่วมทัพได้เพียง 9 วัน ทัพอังกฤษก็ได้พ่ายแพ้กลับไป

 

battle-of-tours

ยุทธการตูร์ (Battle of Tours)

หรือที่เรียกกันว่า ยุทธการปัวติเยร์ (Battle of Poitiers) เป็นยุทธการที่เกิดขึ้นในบริเวณเมืองปัวติเยร์ และ ตูร์ ใกล้กับหมู่บ้าน Moussais-la-Bataille ราวยี่สิบกิโลเมตรทางตอนเหนือของปัวติเยร์ เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม ค.ศ. 732

ถือเป็นสมรภูมิของการสู้รบ ที่อยู่ติดกับเขตแดนระหว่าง จักรวรรดิแฟรงค์ กับ อากีแตน นักประวัติศาสตร์กล่าวว่ายุทธการครั้งนี้เป็นจุดที่เปลี่ยนแปลงความขัดแย้งต่อต้านอิสลาม การต่อสู้ที่เป็นการพิทักษ์คริสต์ศาสนาให้เป็นศาสนาของยุโรป และเป็นจุดที่แสดงอำนาจอันสูงสุดของมุสลิมที่คืบเข้ามาในยุโรปอีกด้วย รวมไปถึง เป็นจุดของความหันเหของสมัยที่สำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์โลก

ซึ่งสงครามในครั้งนี้ ฝ่ายแฟรงค์เป็นฝ่ายได้รับชัยชนะ และสามารถขยายอำนาจลงมาทางใต้ ส่วนรายละเอียดของการสงครามรวมทั้งจุดที่ต่อสู้และตัวเลขของผู้เข้าร่วมไม่เป็นที่ทราบแน่นอนจากหลักฐานที่ยังเหลืออยู่ แต่สิ่งที่น่าสนใจคือฝ่ายแฟรงค์ได้รับชัยชนะโดยไม่มีกองทหารม้า

มีนักประวัติศาสตร์กล่าวว่า ถ้าฝ่ายอากีแตนได้รับชัยชนะ ศาสนาที่จะได้รับความนิยม และเป็นศาสนาที่โดดเด่นอาจจะกลับกลายเป็นศาสนาอิสลามแทนก็เป็นได้

 

American War of Independence

สงครามปฏิวัติอเมริกัน (American War of Independence)

โดยสงครามนี้เกิดขึ้นใน ปี ค.ศ. 1775-1783 ถือเป็นอีกหนึ่งหน้าประวัติศาสตร์ระดับโลก ด้วยเปิดฉากเป็นสงครามระหว่างสหราชอาณาจักรบริเตนใหญ่และไอร์แลนด์ กับ 13 อาณานิคมอังกฤษในทวีปอเมริกาเหนือ  ก่อนจบลงด้วยสงครามทั่วโลก ระหว่างชาติมหาอำนาจทั้งหลายในทวีปยุโรป

สงครามดังกล่าวเป็นผลมาจากการปฏิวัติอเมริกาในทางการเมือง ซึ่งถูกกระตุ้นด้วยข้อพิพาทระหว่างรัฐสภาแห่งบริเตนใหญ่กับชาวอาณานิคมซึ่งคัดค้านพระราชบัญญัติแสตมป์ ค.ศ. 1765 ซึ่งชาวอเมริกันเห็นว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญ

ทางรัฐสภาเอง ก็ยืนยันสิทธิ์ของตนในการเก็บภาษีชาวอาณานิคม แต่ชาวอเมริกันอ้างสิทธิ์ของตนว่าเป็นชาวอังกฤษในการไม่จ่ายภาษีหากไม่มีผู้แทน ชาวอเมริกันจัดตั้งสภาภาคพื้นทวีปที่เป็นอันหนึ่งเดียวกัน และรัฐบาลเงาในแต่ละอาณานิคม ซึ่งหลังจากนั้นได้เกิดการคว่ำบาตรชาอังกฤษของอเมริกา ได้นำไปสู่กรณีชาที่บอสตัน ใน ค.ศ. 1773



รัฐบาลอังกฤษตอบสนองสถานการณ์ กรณีชาที่บอสตัน ด้วยการยุติระบบการปกครองตนเองในแมตซาชูเซ็ตส์ และกำหนดให้อยู่ภายใต้การควบคุมของกองทัพ ใน ปี ค.ศ. 1775  จากนั้นจึงเริ่มการยึดอาวุธของกบฏ ทหารอาสาสมัครท้องถิ่น ซึ่งรู้จักกันในชื่อ “minutemen” เผชิญหน้ากับทหารอังกฤษและทำลายกองทัพอังกฤษได้เกือบทั้งหมด

ยุทธการเลซิงตันและคอนคอร์ดเป็นชนวนสงคราม โดยมี ฝรั่งเศส, สเปน และสาธารณรัฐดัตช์ ช่วยจัดหาเสบียง เครื่องกระสุนและอาวุธอย่างลับๆ ให้แก่กองทัพปฏิวัติ ในปี ค.ศ. 1776 โอกาสในการประนีประนอมหมดลงเมื่ออาณานิคมต่างๆ ประกาศอิสรภาพ และจัดตั้งประเทศใหม่ขึ้น ชื่อว่า สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม ค.ศ. 1776

และในที่สุด  ฝรั่งเศส, สเปน และสาธารณรัฐดัตช์ ก็ได้เข้าร่วม สนับสนุนฝ่ายอเมริกาอย่างเต็มตัวใน ปี ค.ศ. 1778 ซึ่งการมีส่วนร่วมของฝรั่งเศสในครั้งนี้ ช่วยบีบให้กองทัพอังกฤษที่สองยอมจำนนที่การล้อมยอร์กทาวน์ใน ปี ค.ศ. 1781

 

Battle of Stalingra

ยุทธการสตาลินกราด (Battle of Stalingrad)

ยุทธการสตาลินกราด ถือเป็นยุทธการใหญ่ที่สำคัญในสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งนาซีเยอรมนีและฝ่ายพันธมิตร กำลังสู้รบกับสหภาพโซเวียต เพื่อแย่งชิงการควบคุมนครสตาลินกราด (ปัจจุบันคือ วอลโกกราด สหพันธรัฐรัสเซีย)

นาซีเยอรมนีมีจุดประสงค์ในการเข้ายึดครองศูนย์กลางโรงงานผลิตการสงครามของโซเวียต เพื่อใช้เป็นฐานทัพในการเข้ายึดบ่อน้ำมันในเทือกเขาคอเคซัสจากภาคใต้ และทำลายขวัญกำลังใจของกองทัพแดง ยุทธการดำเนินไประหว่างวันที่ 21 ส.ค. ปี ค.ศ. 1942 – 2 ก.พ. ปี ค.ศ. 1943

ยุทธการสตาลินกราด ถือเป็นยุทธการใหญ่ที่สุดบนแนวรบด้านตะวันออก และได้รับความสนใจเพราะความป่าเถื่อน ไม่สนใจต่อความสูญเสียทั้งทางทหารและพลเรือน นอกจากนี้ ยังเป็นหนึ่งในยุทธการนองเลือดที่สุดในประวัติศาสตร์การสงคราม โดยมีการประเมินความสูญเสียทั้งสองฝ่าย มากถึง 2 ล้านนาย เนื่องจากทั้งสองฝ่ายได้เดิมพันกับศึกที่สตาลินกราดไว้สูงมาก ถึงขนาดต้องยอมแลกชีวิตทหารนับล้านเข้าให้ และจะไม่มีวันยอมแพ้อย่างเด็ดขาด

ท้ายที่สุดแล้ว นาซีเยอรมันก็เป็นฝ่ายพ่ายแพ้ ความล้มเหลวของกำลังเยอรมนีนอกวงล้อมในการเปิดวงล้อม ร่วมกับความล้มเหลวในการส่งกำลังบำรุงทางอากาศ ทำให้เกิดการพังทลายขั้นสุดท้าย เมื่อถึงต้นเดือน ก.พ. ปี ค.ศ. 1943 การต้านทานของฝ่ายอักษะในสตาลินกราดยุติลง และส่วนที่เหลือของกองทัพที่ 6 ได้ยอมจำนน หรือไม่ก็ถูกทำลายไป

ความสูญเสียอย่างหนักที่กองทัพเยอรมนีประสบนี่เอง ที่กลายเป็นจุดพลิกผันของสงครามโลกครั้งที่ 2 เพราะหลังยุทธการสตาลินกราด กำลังเยอรมันไม่อาจฟื้นคืนได้ในเร็ววัน ส่งผลให้ไม่บรรลุชัยชนะทางยุทธศาสตร์ในทางตะวันออกอีกเลย


แม้ว่าสงครามจะนับว่าเป็นอีกหนึ่งเหตุการร์ที่พลิกหน้าประวัติศาสตร์ ไปทั่วทุกมุมโลก แต่สงครามนั้นก็ล้วนมีแต่เสีย กับเสียทั้งนั้น  ก็ขอภาวนาให้โลกนี้ไม่เกิดสงครามแบบในอดีตที่ผ่านมากันเลยนะ


avatar
by คะน้าใบเขียว
มนุษย์ผู้มีชีวิตชีวายามค่ำคืน ตอนนี้ดูเหมือนจะกำลังพยายามทำความเข้าใจกับมักเกิ้ลในยุคปัจจุบันอยู่ แต่ทุกวันนี้ นางก็ยังไม่ชินเสียทีจริงๆ นั่นแหละ

อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับ

เรื่องที่คุณอาจสนใจ

loading icon