7 CEO Startup ที่พลิกไอเดียจิ๋วๆ ให้กลายเป็นบริษัทที่น่าจับตามอง!

posted: 1 year ago
2,036 views
7 CEO Startup ที่พลิกไอเดียจิ๋วๆ ให้กลายเป็นบริษัทที่น่าจับตามอง!

comments

ในยุคสมัยนี้ นอกเหนือจากการเป็นมนุษย์เงินเดือนแล้ว การได้เริ่มต้นทำธุรกิจส่วนตัวเป็นของตัวเอง ก็ถือเป็นเรื่องที่หลายๆ คนใฝ่ฝัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กับคำว่า Startup ด้วยแล้ว ก็ถือเป็นอีกหนึ่งแนวทางการเติบโตในตลาดธุรกิจที่คนรุ่นใหม่ต่างให้ความสนใจกันเป็นอย่างดี

และในวันนี้ หากใครที่ยังมองหาแรงบันดาลใจในตลาด Startup เราจะพาทุกคนไปพบกับ 7 CEO Startup ที่ไอเดียเพียงเล็กน้อยของพวกเขา ได้พลิกสิ่งที่ทำ ให้กลายเป็นบริษัทที่น่าจับตามอง!


Lawrence Larry Page และ Sergey Brin เจ้าของ Google ผู้เปลี่ยนแปลงโลกอินเทอร์เน็ตตลอดกาล


Lawrence Larry Page Sergey Brin Google


หลายคนอาจจะตกใจ แต่ใช่แล้ว Google เองก็ถูกนับว่าเป็นสตาร์ทอัพ  ถือกำเนิดโดย Lawrence Larry Page (แลร์รี เพจ) และ Sergey Brin (เซอร์เกย์ บริน) นักศึกษามหาวิทยาลัยปริญญาเอกจาก Stanford University โดยมันเริ่มจากโครงงานวิจัยสำหรับดุษฎีนิพนธ์ โดยใช้ Server ของมหาวิทยาลัยสแตนพอร์ด ในการทดสอบระบบ โดยใช้ชื่อโดเมนว่า google.stanford.edu และจดทะเบียนบริษัทโดยใช้ชื่อว่า Google Inc.

ทั้งคู่ได้พักการเรียน เพื่อใช้เวลาในการพัฒนา Google ระบบ search engine และในการหาทุน จนสามารถรวบรวมเงินทุนได้ถึง 1.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และมีการย้ายบริษัทไปอยู่  Palo Alto ใน California และย้ายอีกทีไปที่ Mountain View โดยใช้ชื่อสำนักงานว่า Googleplex

ต่อมาในปี พ.ศ.2543 Google ก็ได้เปิดให้บริการ Google Adword และ Google Adsense โดยมีรูปแบบการแสดงโฆษณาที่ตรงกับกลุ่มเป้าหมายตามคำค้นหา หรือ Keyword ที่ลงโฆษณาต้องการ ซึ่งทำให้โฆษณาของ Google ตรงกับความต้องการของผู้ค้นหาข้อมูลในเว็บไซด์ ถือว่านี่เป็นรายได้หลักของ Google ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

ถัดมาเพียงแค่ 4 ปี ในปี พ.ศ. 2547 Google ก็ได้เข้าสู่บริษัทมหาชน และมีการขายหุ้นอย่างเป็นทางการ ซึ่งหุ้นของ Google มีการเพิ่มมูลค่าอย่างรวดเร็ว และมีบริการอื่นๆ ตามมามากมาย เช่น Youtube, Blogger, Google Chrome, Google Map, Google Earth, Google Talk, Gmail, Picasa, Google Apps เป็นต้น


Mark Zuckerburg เจ้าพ่อแห่งวงการ Facebook


mark-zuckerberg-facebook


หลายๆ คนอาจจะทราบดีอยู่แล้วว่า CEO ของ Facebook นี้ จะเป็นใครไม่ได้นอกจาก Mark Zuckerburg ซึ่งเจ้า Facebook  ถือได้ว่าเป็นสตาร์ทอัพระดับตำนานเลยทีเดียว เพราะมันมีไอเดียเล็กๆ น้อยๆ มาจากหนังสือของโรงเรียนเก่าที่มาร์คเคยเรียน ซึ่งจะถูกส่งต่อๆ กันเพื่อให้นักเรียนได้รู้จักเพื่อนๆ ในชั้นเรียน โดยหนังสือเล่มนี้ มีชื่อว่า face book  จนเมื่อวันหนึ่ง มาร์คได้เปลี่ยนแปลงไอเดียดังกล่าว และนำมันเข้าสู่โลกของอินเทอร์เน็ต

ด้วยเหตุนี้เอง Facebook ในยุคแรกๆ จึงเป็นเว็บที่เปิดให้เข้าใช้เฉพาะนักศึกษาของมหาวิทยาลัยฮาร์เวิร์ดเท่านั้น และเว็บนี้ก็ดังขึ้นมาในชั่วพริบตาเพียงเปิดตัวได้สองสัปดาห์  ทันใดนั้น ข่าวของ Face Book กระจายไปยังมหาวิทยาลัยอื่นๆ ในเขตบอสตัน ทุกที่ก็อยากจะเข้าใช้งานบ้างเหมือนกัน มาร์คจึงได้ชักชวนเพื่อของเค้าที่ชื่อ Dustin Moskowitz และ Christ Hughes เพื่อช่วยกันสร้าง Facebook

และเพียงระยะเวลา 4 เดือน หลังจากนั้น Facebook จึงได้เพิ่มรายชื่อและสมาชิกของมหาวิทยาลัยอีก 30 กว่าแห่ง และพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้งจนเปิดให้โรงเรียนในระดับมัธยมปลาย เข้าร่วมใช้งาน

และสุดท้ายในปี พ.ศ.2550 เฟซบุ๊คก็ได้พัฒนาอย่างขีดสุด ให้ผู้ใช้งานทั่วไป ที่มีแค่อีเมลก็สมัคร ล็อคอินเพื่อให้งานได้ และมีรายได้ต่างๆ เข้ามาจากทั้งโฆษณา และเงินลงทุนอีกมากมาย จนกลายมาเป็นที่นิยมถึงทุกวันนี้!

 


Meg Hourihan และ Evan Williams ผู้ก่อตั้ง นกฟ้า Twitter


Evan-Williams_Meg-Hourihan


มีหลายคนไม่น้อย ที่อาจจะไม่ชอบโซเชียลแบบ Facebook ดังนั้น Twitter จึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งของหนุ่มสายหลายๆ คน แน่นอนว่า Twitter เอง ก็เป็นหนึ่งในสตาร์ทอัพ ไม่ต่างอะไรไปจากโซเชียลเจ้าอื่นๆ เลย! บริการของ Twitter นั้น ถึงจะเป็นแค่บริการเล็กๆ แต่ตอนนี้ บริการเล็กๆ ที่ว่านี้ ประสบความสำเร็จอย่างสวยงาม มีผู้ใช้งานหลายล้านคนทั่วโลก ทั้งหมดทั้งมวลนี้ สานต่อจากการเป็นบล็อกเกอร์แค่คนๆ หนึ่ง

โดย Twitter ซึ่งมี Twitter เป็น Product หลักของบริษัท Obvious Corp และมีเป้าหมายสร้างสรรค์สิ่งที่น่าสนใจและมีความสำคัญ ต่อโลก โดยมี Meg Hourihan และ Evan Williams เป็นผู้คิดค้น และร่วมก่อตั้งระบบดังกล่าวขึ้นมา และต้นแบบของทวิตเตอร์ถูกนำมาใช้สำหรับพนักงานในบริษัทโอดีโอ และได้เผยแพร่ต่อสาธารณะในรุ่นสมบูรณ์

ปัจจุบัน ทวิตเตอร์ได้รับความนิยมสูงขึ้นอย่างมาก ถือเป็นเว็บไซต์ 1 ใน 10 อันดับที่มีผู้เข้าใช้งานมากที่สุด  และได้รับการขนานนามว่าเป็นเว็บไซต์สำหรับการส่งบริการข้อความสั้น บนอินเทอร์เน็ต

ซึ่งในภายหลัง นอกจากที่จะสามารถทวีตบนเว็บไซต์แล้ว ได้มีการเปิดให้ใช้งานการส่งทวีต ด้วยการส่งบริการข้อความสั้น (SMS) และบนโปรแกรมประยุกต์ ในโทรศัพท์มือถือ และสมาร์ทโฟน

 


Garrett Camp  และTravis Kalanick ผู้ให้กำเนิด Uber


image


เมื่อพูดถึงการมาของคู่แข่งรถแท็กซี่สาธารณะ อย่าง Uber หลายคนต้องร้อง อ้อ แน่ๆ ซึ่ง Uber นี่ เป็นคำศัพท์ที่มาจากภาษาเยอรมันที่แปลว่า “เหนือกว่า” หรือ “ที่สุด” โดยตัวบริษัท ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2009 จาก Garrett Camp ผู้ก่อตั้ง StumbleUpon บริการแนะนำเว็บที่น่าสนใจ และ Travis Kalanick ผู้ก่อตั้ง Scour บริการค้นหาและแลกเปลี่ยนไฟล์มัลติมีเดีย  และบริการรับส่งไฟล์แบบ P2P ที่ได้รับความนิยม

ไอเดียของ Uber เกิดจากการที่ทั้งสองคนมีโอกาสพูดคุยกันที่งาน LeWeb งานประชุมด้านสตาร์ทอัพที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ในปี 2008 ทั้งคู่มองว่า ถ้าสามารถจัดหารถยนต์ที่หรูหรา และคุณภาพของการบริการที่ดีได้ ก็น่าจะเป็นโอกาสทางธุรกิจที่ดี


14020179804_a289e55812_b


Uber ก่อตั้งอย่างเป็นทางการในปี 2009 โดยใช้วิธีประกาศหาเพื่อนร่วมงานจากทวิตเตอร์ และเริ่มเปิดให้บริการช่วงทดลองที่นิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ในปี 2010 หลังจากนั้น Uber ก็ขยายตัวออกไปยังเมืองต่างๆ ก่อนที่จะเริ่มต้นขยายตัวไปยังยุโรปและเอเชีย ในปัจจุบัน Uber มีบริการอยู่ใน 35 เมืองสำคัญทั่วโลก

โดยเนื้อแท้แล้ว Uber เป็นบริการเรียกรถขนส่งสาธารณะ และมีแนวคิดที่ผู้ขับขี่ไม่จำเป็นต้องให้บริการเฉพาะลูกค้าของ Uber ตลอดเวลา แต่สามารถเลือกเฉพาะเวลาที่รถว่างมารับงานจาก Uber เป็นรายได้เสริมก็ได้ ทำให้ Uber ได้ก้าวขึ้นมาเป็นคู่แข่งที่น่าสนใจในช่วงระยะเวลาไม่กี่ปี


เอม และชาล สองพี่น้องผู้บุกเบิก co-working space ใต้ชื่อ Hubba


Hubba


เรียกได้ว่าคือหนึ่งในผู้บุกเบิก Startup ตัวพ่ออีกหนึ่งรายเลยทีเดียว สำหรับ Hubba หรือ บริษัท ฮับบา จำกัด นั้น เป็น co-working space แม้ในปัจจุบันเราอาจจะคุ้นเคย และรู้จักกันดี แต่เมื่อย้อนไปเมื่อ 3 – 4 ปี ที่แล้ว อาจจะยังเป็นชื่อที่ไม่คุ้นหูมากนัก

Hubba เริ่มต้นด้วยแนวคิด ของพี่น้องอย่าง เอม (อมฤต เจริญพันธ์ ) และ ชาล เจริญพันธ์ ที่อยากจะสร้างธุรกิจที่ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ ที่อยากจะหลีกหนีความจำเจของการทำงานในออฟฟิศ รวมถึงเหล่า Startup หน้าใหม่ ที่ต้องการประหยัดค่าใช้จ่ายเรื่องค่าเช่า และอุปกรณ์เครื่องใช้สำนักงาน โดยได้รับอิทธิพลจากต่างประเทศ  

ด้วยความสำเร็จของ Hubba ที่สามารถผ่านพ้นวิกฤตต่างๆ ล้มลุกคลุกคลานในช่วงที่สตาร์ทอัพเป็นเรื่องใหม่สำหรับคนไทย ในวันนี้พวกเขามีชื่อเสียง ในฐานะผู้บุกเบิก co-working space ของไทย

นอกจากนี้ยังได้ระดมทุนจากหลายแหล่ง เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายต่อไป คือการขยายสาขาทั้งในไทยและต่างประเทศไม่ต่ำกว่า 10 สาขา โดย Hubba ยังคงแนวคิดเดิมว่า ไม่ใช่สถานที่ที่มีเพียงโต๊ะ เก้าอี้ทำงาน และอินเทอร์เน็ต แต่คือ ชุมชน ที่เอื้อต่อการสร้างมิตรภาพ แลกเปลี่ยนความรู้ และความคิดสร้างสรรค์ รวมถึงช่วยสร้างเครือข่ายเพื่อต่อยอดธุรกิจอีกด้วย

 


หมู ณัฐวุฒิ ผู้มีแนวคิดหนังสือไม่ได้อยู่แค่บนกระดาษ Ookbee


อุ๊คบี01


สำหรับโลกทุกวันนั้น E-Book ดูเหมือนจะเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการอ่านหนังสือไปเสียแล้ว และนี่เองที่ทำให้ วิศวกรหนุ่ม หมู ณัฐวุฒิ CEO แห่ง Ookbee ได้มองเห็นอนาคต รวมไปถึงความเป็นไปได้อันหลากหลาย ทำให้เขาเริ่มต้น สร้าง Ookbee ให้กลายเป็นจริง และประสบผลสำเร็จอย่างเช่นทุกวันนี้

แน่นอนว่าไม่ได้มองเพียงแค่ตลาด E-Book แต่เพียงอย่างเดียว แต่ได้เพิ่มเติมบริการอื่นๆ เช่น การช่วยเหลือสำนักพิมพ์ต่างๆ ให้มีแอปพลิเคชัน E-Book เป็นของตัวเอง หรือการก่อตั้งชุมนุมนักวาด นักเขียน เพื่อเป็นศูนย์รวมให้สำนักพิมพ์มาติดต่อมาเพื่อซื้อลิขสิทธิ์ไปพิมพ์

หรือในส่วนของนักวาดการ์ตูน Ookbee กำลังจะเปิดช่องทางการจัดพิมพ์การ์ตูนสำหรับนักวาดอิสระ Ookbee Comics ทั้งการขายการ์ตูนเป็นอีบุ๊ก และการพิมพ์หนังสือขายเป็นเล่ม ถ้านักวาดอยากพิมพ์หนังสือขาย Ookbee ก็ยินดีทำตัวเป็นสำนักพิมพ์ให้ โดยเป็นแพลตฟอร์มช่วยระดมทุนจากนักอ่าน แล้วช่วยสนับสนุนกระบวนการพิมพ์หนังสือให้ด้วย

ปัจจุบัน Ookbee มีพนักงานมากถึง 200 คน (รวมจากสำนักงานทุกแห่งแล้ว) แต่วัฒนธรรมองค์กรของ Ookbee ก็ยังอยู่กันแบบ Startup ตัวสำนักงานใหญ่เป็นบ้านทาวเฮาส์ที่ดัดแปลงเป็นออฟฟิศ อยู่กันแบบสบายๆ มีเลี้ยงข้าวกลางวันฟรีตามแบบ Startup ต่างประเทศ


โน้ต, ปอนด์, เต้ และแชร์ 4 สหาย แห่ง Dek-D


เด็กดี


ใครจะเชื่อล่ะ ว่าเว็บไซต์ที่ติดตามข่าวสาร และเป็นแหล่งรวมนิยายของวัยรุ่นที่ดังที่สุดในไทย อย่างเว็บไซต์ Dek-D ก็นับได้ว่าเป็นสตาร์ทอัพรุ่นใหม่ไฟแรงเช่นกัน โดยมีจุดเริ่มต้นเล็กๆ จากนักเรียน ม. ปลาย โรงเรียนสวนกุหลาบ เพียงแค่ 4 ชีวิต เท่านั้น

โน้ต (วโรรส โรจนะ), ปอนด์ (ปกรณ์ สันติสุนทรกุล), เต้ (สรวงศ์ ดาราราช) และ แชร์ (สุปิติ บูรณวัฒนาโชค) คือ 4 ผู้ก่อตั้งเว็บไซต์ โดยมีคอนเซ็ปต์เพียงแค่ว่า อยากให้มีเว็บไซต์สำหรับวัยรุ่น หรือเด็กๆ อย่างพวกเขาในยุคที่อินเทอร์เน็ตกำลังเริ่มเป็นที่รู้จักเท่านั้น เพราะสมัยก่อนมีแต่เว็บไซต์ที่มีเนื้อหาความรู้แค่สำหรับผู้ใหญ่

แน่นอนว่า ในปี 1999 ช่วงที่อินเทอร์เน็ตเพิ่งเริ่มเป็นที่รู้จัก การเรียนรู้เขียนโปรแกรม เขียนเว็บไซต์ก็ไม่มี จากตอนแรกที่ทุกคนยังไม่มีความรู้ สู่การแบ่งงาน เขียนโปรแกรม ดีไซน์ ทำคอนเทนต์เนื้อหาต่างๆ ผ่านการเรียนรู้ในห้องสมุด

แม้ว่าจะเปิดตัวได้เป็นที่น่าสนใจ แต่พวกเขาก็ดูแลเว็บไซต์เป็นงานนอกเวลาเสียมากกว่า เพราะยังต้องเรียนมหาลัยกันอยู่ และเมื่อพวกเขาจบแล้วก็เริ่มต้นกันออกมาเปิดออฟฟิศ มีทีมงาน เริ่มขยายมาจนปัจจุบัน และใช้ชื่อ เด็กดี อย่างเป็นทางการ

ปัจจุบันเด็กดีนั้น นับได้ว่าเป็นคอมมูนิตี้วัยรุ่นที่ใหญ่ที่สุดก็ว่าได้ นอกเหนือจากเงินค่าโฆษณาในเว็บไซต์แล้ว เด็กดียังจัดกิจกรรมต่างๆ อย่างกิจกรรมแนะแนวอีกด้วย ตามนโยบายของผู้ก่อตั้ง ที่ตั้งใจจะให้เป็นสถานที่รวบรวมข้อมูลที่เหมาะสมกับวัยรุ่น!


การเริ่มต้นกับ Startup ไม่ใช่เรื่องที่ยาก แต่ที่ยากยิ่งกว่าคือการพลิกแพลงไอเดีย ปรับปรุงของเก่าที่มีอยู่ เพื่อนำไปต่อยอด พัฒนา ในยุคดิจิตอล

นอกจากนี้ Startup ที่ดีนั้น เปรียบเสมือนการลงทุนอีกทางหนึ่ง ดังนั้น อย่าลืมตระเตรียมกองทุน และเงินสำรอง รวมถึงประกันต่างๆ เช่น ประกันออมทรัพย์ ไว้เผื่อเกิดเหตุไม่คาดฝันเกิดขึ้น ก็เป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้าม เพราะเมื่อล้มขึ้นมา อย่างน้อยๆ ก็ยังมีกองทุนหนุนหลัง และคอยช่วยเหลือได้

Startup ไม่ได้สวยหรู อาจมีล้มบ้าง ลุกบ้าง แต่ถ้าคุณไม่ยอมแพ้ พร้อมรับทุกความเสี่ยงด้วยเงินเก็บออม การประสบความสำเร็จไม่ไกลเกินเอื้อมอย่างแน่นอน


avatar
by คะน้าใบเขียว
มนุษย์ผู้มีชีวิตชีวายามค่ำคืน ตอนนี้ดูเหมือนจะกำลังพยายามทำความเข้าใจกับมักเกิ้ลในยุคปัจจุบันอยู่ แต่ทุกวันนี้ นางก็ยังไม่ชินเสียทีจริงๆ นั่นแหละ

เรื่องที่คุณอาจสนใจ

loading icon