8 เรื่องจริงจากอวกาศ ที่รู้แล้วจะทึ่ง

posted: 2 years ago
16,289 views
8 เรื่องจริงจากอวกาศ ที่รู้แล้วจะทึ่ง

comments

นอกจากอาณาบริเวณที่กว้างใหญ่ไพศาลแล้ว อวกาศของเรายังมีเรื่องมหัศจรรย์อีกมากมายที่รอคอยการค้นพบ วันนี้ Rabbit Daily จะพาคุณไปพบกับเรื่องจริงของอวกาศที่รับรองว่าคุณจะต้องทึ่งอย่างแน่นอน เตรียมตัวให้พร้อม แล้วไปตะลุยอวกาศกันเลย!

1.ห้องไร้เสียงขนาดมหึมา astronaut

อวกาศเปรียบเสมือนห้องไร้เสียงขนาดใหญ่ ที่มีแต่ความเงียบ เพราะในอวกาศไม่มีอากาศที่จะให้เสียงเดินจากแหล่งหนึ่งไปอีกแหล่งได้ นักบินอวกาศจะใช้คลื่นวิทยุเป็นตัวกลางในการสื่อสารกัน ขณะปฏิบัติภารกิจนอกยานอวกาศ เนื่องจากคลื่นวิทยุสามารถเดินทางได้ในอวกาศ โดยในชุดนักบินอวกาศจะติดตั้งอุปกรณ์วิทยุสื่อสารที่เรียกว่า Helmet Radio บริเวณหมวกของนักบิน ซึ่งอากาศภายในหมวกของนักบินจะช่วยนำเสียงที่ออกจากปากนักบินอวกาศให้เดินทางผ่านไปที่ไมโครโฟน จากนั้นเสียงจะถูกเปลี่ยนเป็นคลื่นวิทยุผ่านอุปกรณ์ที่ติดตั้งอยู่ในกระเป๋าสะพายด้านหลังของนักบินอวกาศเพื่อส่งต่อไปยังเครื่องรับสัญญาณของนักบินอวกาศอีกคนหนึ่ง แล้วแปรเป็นคลื่นเสียงผ่านออกไปที่ลำโพงหูฟัง ทำให้นักบินอวกาศสามารถพูดคุยกันได้เหมือนกับอยู่บนโลกของเรา

2. ดาวที่ร้อนที่สุด มีอุณหภูมิสูงถึง 465 องศาเซสเซียส

Surface of Venus
พื้นผิวของดาวศุกร์

หลายคนอาจจะเข้าใจว่าดาวพุธ เป็นดาวเคราะห์ที่ร้อนที่สุดในระบบสุริยะ เพราะดาวพุธอยู่ใกล้ดวงอาทิตย์มากที่สุด แต่ความเป็นจริงกลับไม่ใช่อย่างนั้น เพราะดาวพุธไม่มีชั้นบรรยากาศห่อหุ้มจึงทำให้ไม่สามารถเก็บความร้อนไว้บนพื้นผิวของมันได้จนทำให้อุณภูมิบนดาวพุธมีความแตกต่างกันมากในช่วงเวลากลางวันและกลางคืน จนได้ฉายาว่า “เตาไฟแช่แข็ง” ส่วนดาวที่มีอุณภูมิสูงที่สุดในระบบสุริยะ คือ  ดาวศุกร์ ฝาแฝดของโลกเรานั่นเอง โดยอุณภูมิบนพื้นผิวดาวศุกร์เฉลี่ยสูงถึง 450 องศาสเซสเซียส เนื่องจาก ดาวศุกร์ถูกปกคลุมไปด้วยชั้นบรรยากาศหนาทึบที่ประกอบด้วยคาร์บอนไดออกไซด์ถึง 96% ทำให้บนดาวศุกร์เกิดภาวะเรือนกระทบอย่างรุนแรง เพราะก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เหล่านี้จะดูดกลืนความร้อนไว้ ไม่ระบายออกสู่อวกาศ โดยอุณหภูมิเฉลี่ยคงที่บนพื้นผิวดาวสูงถึง 465 องศาเซลเซียส ทั้งกลางวันและกลางคืน ร้อนจนไม่มีสิ่งมีชีวิตใดๆสามารถอาศัยอยู่ได้เลยล่ะ

3. มีดาวทั้งหมดกี่ดวงในจักรวาลนี้กันนะ?

Processed with VSCOcam with hb1 preset

ดวงดาวทั้งหมดในอวกาศมีกี่ดวงกันแน่ คงเป็นคำถามที่อยู่ในใจหลายๆ คน แต่ก็ยังไม่มีใครสามารถตอบได้อย่างชัดเจนแม้แต่นักดาราศาสตร์ที่เก่งที่สุดของนาซ่า (NASA) ก็ยังคงทำได้เพียงคาดคะเนจากจำนวนดาวในกาแล็กซี่ทางช้างเผือกของเรา ซึ่งคาดว่าจะมีดวงดาวถึง 200-400 พันล้านดวง แล้วในจักรวาลที่กว้างใหญ่แห่งนี้ ยังคงมีอีกไม่รู้กี่แสน กี่ล้านกาแล็กซี่ แม้แต่ความกว้างใหญ่ของจักรวาลยังไม่มีใครสามารถวัดได้ การนับจำนวนดาวทั้งหมดในจักรวาลเลยยากยิ่งกว่าการนับเม็ดทรายในมหาสมุทรทีละเม็ดเสียอีก

4. ความลับของชุดนักบินอวกาศastronaut-suit

ชุดนักบินอวกาศเป็นอุปกรณ์ชิ้นหนึ่งที่มีความสำคัญมากในการสำรวจอวกาศ เรียกได้ว่าเป็นเสมือนเกาะคุ้มกันชีวิตของนักบินอวกาศ เพราะในอวกาศนอกจากจะไม่มีอากาศให้มนุษย์หายใจแล้ว ยังประกอบด้วยฝุ่นละอองและรังสีต่างๆจำนวนมาก ชุดนักบินอวกาศจึงถูกผลิตขึ้นมาจากวัสดุพิเศษที่ช่วยปกป้องนักบินอวกาศจากรังสีทั้งหลาย ว่ากันว่ามีส่วนประกอบของทองคำแท้อีกด้วย  ชุดนักบินอวกาศชุดหนึ่งอาจมีราคาสูงถึง 12 ล้านดอลล่าสหรัฐ โดย 70% ของราคานี้จะเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับอุปกรณ์ที่ใช้ควบคุมที่อยู่ในเป้สะพายหลัง

5. พัลซาร์: ประภาคารนอกโลก

พัลซาร์ (Pulsar) เป็นอำนาจแม่เหล็กพลังงานสูงจากดาวนิวตรอนซึ่งเป็นดาวขนาดเล็กและมีความหนาแน่นสูงมาก โดยมีขนาดเล็กกว่าดวงอาทิตย์ 30,000 ถึง 70,000 เท่า แต่มีมวลประมาณ 1.35 ถึง 2.1 เท่ามวลดวงอาทิตย์ และหมุนรอบตัวเองด้วยความเร็ว 60 รอบ/วินาที โดยเนื้อสารของดาวนิวตรอนเพียง 1 ช้อนชา จะมีน้ำหนักเป็นพันล้านตัน ดาวนิวตรอนเกิดจากเศษซากที่เหลือจากการยุบตัวของการระเบิดซุปเปอร์โนวาของจากดาวฤกษ์มวลมากโดยการเปล่งแสงสว่างมหาศาลออกมาและระเบิดออกรัศมีสว่างวาบเป็นระยะเวลาเพียงครู่หนึ่ง ก่อนที่จะจางหายไป เนื่องจากดาวนิวตรอนมีสนามแม่เหล็กที่มีความเข้มสูงมากทำให้แสงและรังสีอื่น ๆของดาวถูกบีบให้เป็นลำแสงตามสนามแม่เหล็กของดาว หากสนามแม่เหล็กเหล่านั้นหันขั้วด้านใดด้านหนึ่งมาทางโลกของเราจะทำให้เราเห็นแสงไฟกระพริบตามการหมุนรอบตัวเองอย่างรวดเร็วของดาวนิวตรอน จนคล้ายกับลำแสงของไฟจากประภาคารนั่นเอง 

6. จะเกิดอะไรขึ้นถ้าเราตกลงไปในหลุมดำ

Black_hole

เราคงได้เห็นภาพการตกลงไปในหลุมดำมาบ้างจากภาพยนตร์หลายๆ เรื่อง แต่ในความเป็นจริง นักวิทยาศาสตร์ได้ทำการศึกษาเกี่ยวกับการตกลงไปในแรงดึงดูดของหลุมดำ พบว่า เมื่อร่างกายของเราเจอแรงดึงดูดของหลุมดำ เราจะถูกดูดลงไปเรื่อยๆ จนถึงใจกลางของหลุมดำที่เรียกว่า singularity แรงดึงดูดมหาศาลของหลุมดำจะทำให้ร่างกายเราถูกยืดยาวออกจนเหมือนกับเส้นสปาเกตตี้ โดยนักฟิสิกส์เรียกปรากฎการณ์นี้ว่า Spaghettification ก่อนที่จะถูกฉีกออกเป็นชิ้นเล็กๆ และระเหิดหายไปกลายเป็นรังสีจางๆ ในที่สุด

7. โอลิมปัส: ภูเขาไฟที่ใหญ่ที่ใหญ่ที่่สุดในระบบสุริยะ

Olympus_Mons
ภูเขาไฟโอลิมปัสบนดาวอังคาร

ภูเขาไปโอลิมปัส (Olympus Mons) เป็นภูเขาไฟรูปโล่ห์บนดาวอังคาร ถูกค้นพบครั้งแรกเมื่อศตวรรษที่ 19 โดยนักดาราศาสตร์ในขณะนั้นเรียกมันว่า นิกซ์โอลิมปิกา โดยคิดว่ามันเป็นเพียงแค่ภูเขาธรรมดา จนเมื่อมีการส่งยานมาริเนอร์ 9 ไปสำรวจดาวอังคารในปี 1971 ทำให้รู้ความจริงว่านิกซ์โอลิมปิกา ไม่ใช่เพียงแค่ภูเขาธรรมดา แต่เป็นภูเขาไฟที่มีขนาดใหญ่มาก โดยมีความสูงมากกว่า 25 กิโลเมตร หรือ สูงกว่ายอดเขาเอเวอร์เลสถึง 3 เท่า และฐานของมันมีเส้นผ่านศูนย์กลางเกือบ 350 ไมล์ ลักษณะของภูเขาไฟโอลิมปิกาไม่ใช่ภูเขาไฟที่มีความชันแต่เป็นเนินขนาดมหึมาที่เกิดจากการทับทมของลาวาจากการระเบิดของภูเขาไฟครั้งแล้วครั้งเล่าเป็นเวลานับร้อยล้านปี ทำให้สายลาวาร้อนไหลทะลักลงมาจากยอดเขาปกคลุมพื้นที่นับล้านตารางไมล์

8. โลกของเราเคยมีดวงจันทร์ 2 ดวงMoon

ดวงจันทร์เป็นดาวบริวารที่โคจรอยู่รอบดาวเคราะห์ ในปัจจุบันมีการค้นพบดาวบริวารที่โคจรอยู่รอบดาวเคราะห์แต่ละดวงในระบบสุริยะจักรวาลรวมกันมากกว่า 140 ดวง โดยโลกถือเป็นดาวเคราะห์ดวงเดียวในระบบสุริยจักรวาลที่มีดวงจันทร์เป็นบริวารเพียงดวงเดียว ส่วนดาวอังคารมีดวงจันทร์เป็นบริวาร 2 ดวง ดาวพฤหัสมี 67 ดวง ดาวเสาร์มี 62 ดวง ยูเรนัสมี 27 ดวง เนปจูน 13 ดวง มีเพียงแค่ดาวพุธและดาวศุกร์เท่านั้นที่ไม่มีดาวบริวารเป็นของตัวเอง แต่มีทฤษฎีหนึ่งระบุว่าโลกของเราเคยมีดวงจันทร์เป็นบริวารอยู่ 2 ดวง ทฤษฎีนี้มาจากการศึกษาของทีมนักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียซึ่งระบุว่า เมื่อราวๆ 4,000 ล้านปีก่อน โลกของเรามีดวงจันทร์เป็นบริวาร 2 ดวงที่มีขนาดแตกต่างกันซึ่งโคจรอยู่ในวงโคจรที่ใกล้เคียงกัน  ต่อมาดวงจันทร์ดวงที่มีขนาดเล็กกว่าถูกแรงดึงดูดจากดวงจันทร์อีกดวงที่มีเส้นผ่านศุนย์กลางกว้างกว่าถึง 3 เท่า และน้ำหนักมากกว่า 25 เท่า ดูดเข้าไปใกล้เรื่อยๆ จนในที่สุดดวงจันทร์ทั้ง 2 ดวงเกิดการปะทะและหลอมรวมกันเป็นดวงจันทร์ดวงเดียว เราเรียกปรากฎการณ์นี้ว่า ‘big splat’ โดยในระยะแรกที่มีการรวมกัน ดวงจันทร์จะมีลักษณะบิดเบี้ยว จนเวลาผ่านไปอีกหลายล้านปีการหมุนรอบตัวเองของดวงจันทร์ทำให้ดวงจันทร์ค่อยๆ กลายเป็นดวงจันทร์ทรงกลมที่โคจรอยู่รอบโลกเพียงดวงเดียวที่เราเห็นกันอยู่ในปัจจุบัน

ทึ่งกับความจริงของอวกาศแล้ว เรามาดูกันว่านักบินอวกาศเค้าอยู่กินกันยังไง ทำอะไรกันบ้างในแต่ละวันบนอวกาศ น่าตื่นเต้นไม่แพ้กันเลยเนอะ ว่ามั้ย?

 

 


avatar
by pajaree

เรื่องที่คุณอาจสนใจ

loading icon