วิตามิน แบบเม็ด 9 ชนิด ที่นักวิทย์แนะนำว่าควรและไม่ควรทาน

posted: 9 months ago
วิตามิน แบบเม็ด 9 ชนิด ที่นักวิทย์แนะนำว่าควรและไม่ควรทาน

comments

สำหรับคนที่รักและคอยดูแลเอาใจใส่เรื่องสุขภาพร่างกายของตัวเอง นอกจากการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอกับทานอาหารที่มีประโยชน์แล้ว การกินอาหารเสริมอย่างวิตามินแบบเม็ด ก็อาจเป็นเรื่องปกติที่หลายคนนิยมทำกัน แต่ว่าเป็นเวลากว่าหลายทศวรรษที่นักวิทยาศาสตร์ได้ทำการวิจัยเกี่ยวกับวิตามินเหล่านี้ว่าส่งผลอะไรต่อร่างกายบ้าง โดยผลจากการศึกษาได้แสดงให้เห็นในด้านที่เราไม่รู้ นั่นก็คืออาหารเสริมจำพวกวิตามินแบบนี้อาจส่งผลเสียต่อร่างกายเราได้ ทั้งเสี่ยงต่อมะเร็งและตับแข็ง ซึ่งผลวิจัยล่าสุดก็แสดงให้เห็นว่าการวิจัยนี้ได้ศึกษาเพิ่มเติมมากขึ้น เนื่องจากว่าพฤติกรรมการใช้วิตามินเสริมเพิ่มมากขึ้นด้วยเช่นกัน ดังนั้นวันนี้เราจึงมีคำแนะนำจากนักวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับ 9 วิตามิน แบบเม็ด ที่ควรทานและไม่ควรทาน พร้อมกับอาหารที่ควรทานทดแทน มาให้เพื่อนๆ ได้ทราบกัน



9 วิตามินที่ควรและไม่ควรทาน

1. วิตามินรวม – ไม่ต้องทานก็ได้ เพราะเราได้รับมันอยู่แล้วหากทานอาหารพอเหมาะ

วิตามิน


เป็นเวลาหลายทศวรรษที่มีการคาดเดาว่าวิตามินรวมจะส่งผลมากมายต่อร่างกายของเรา โดยวิตามินซีช่วยเรื่องระบบภูมิคุ้มกัน วิตามินเอช่วยเรื่องสายตาและการมองเห็น วิตามันบีช่วยเรื่องการเก็บพลังงาน ซึ่งสิ่งเหล่านี้เราได้มาจากการทานอาหารทั่วไปอยู่แล้ว แต่งานวิจัยแนะนำว่าการทานวิตามินรวมเพิ่มเข้าไปอาจส่งผลเสียได้ อ้างอิงจากงานวิจัยปี 2011 กล่าวว่าตลอด 25 ปีที่ผ่านมา มีหญิงสูงวัย 39,000 คน มีความเสี่ยงถึงชีวิต เมื่อทานวิตามินรวมมากกว่าคนที่ไม่ได้ทาน


2. วิตามินดี – ทานได้ เพราะจะทำให้กระดูกของเราแข็งแรง และเป็นวิตามินที่ไม่ค่อยได้จากอาหาร

วิตามิน


วิตามินดีนั้นไม่ได้หาได้ง่ายๆ ในอาหารที่เราทานเข้าไป และมันมีส่วนช่วยในการสร้างกระดูกให้แข็งแรงโดยการดูดซึมแคลเซียม ซึ่งการได้รับแสงแดดปริมาณที่พอดีมีส่วนช่วยในการสร้างวิตามินดี โดยมีผลการศึกษาว่าคนที่ได้รับวิตามินดีทุกวันจะมีอายุที่ยืนยาวกว่าคนทั่วไปด้วย


3. แอนติออกซิแดนท์ – ไม่ต้องทานก็ได้ เพราะถ้าทานเยอะเกินไป อาจจะไปกระตุ้นความเสี่ยงของมะเร็งบางชนิด และเราสามารถทานผลไม้จำพวกเบอร์รี่ทดแทนได้

วิตามิน


วิตามิน เอ ซี และอี คือแอนติออกซิแดนท์ที่พบเจอในผลไม้มากมายหลายชนิดโดยเฉพาะตระกูลเบอร์รี่และผักต่างๆ ซึ่งมีส่วนช่วยป้องกันโรคมะเร็ง แต่ได้มีการศึกษาว่าการได้รับแอนติออกซิแดนท์มากเกินไปอาจจะเกิดอันตรายได้ โดยจากการศึกษาระยะยาวของชายที่สูบบุหรี่พบว่า การได้รับวิตามินเออาจจะเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งปอดมากกว่าคนที่ไม่ได้รับ และยังมีผลการศึกษาจากปี 2007 ที่ศึกษาเกี่ยวกับแอนติออกซิแดนท์ต่างชนิดว่าการได้รับเบตาแคโรทีน วิตามินเอ และวิตามินอีมากเกินความพอดี จะทำให้เสี่ยงต่อการเสียชีวิตเพิ่มขึ้นด้วย


4. วิตามินซี – ไม่ต้องทานก็ได้ เพราะมันไม่ได้ทำให้หายเป็นหวัด แถมยังสามารถทานผลไม้ทดแทนได้

วิตามิน


มีหลายคนที่เชื่อว่าวิตามินซีจะช่วยเรื่องต่างๆ ในร่างกายได้มากมาย โดยเฉพาะทำให้หายหวัด แต่ล่าสุดได้มีผลวิจัยออกมาแล้วว่า วิตามินซีแทบจะไม่มีผลต่อการหายหวัดเลย แถมถ้าหากทานเกิน 2,000 มิลลิกรัม ยังเสี่ยงต่อการเป็นตับแข็งอีกด้วย ดังนั้นควรเลือกทานจากอาหารดีกว่า เช่น สตรอว์เบอร์รี่ เป็นต้น


5. วิตามินบี 3 – ไม่ต้องทานก็ได้ หากจะทาน แนะนำเป็นการทานปลาแซลมอน ทูน่า หรือหัวบีทแทนดีกว่า

วิตามิน


เมื่อหลายปีที่ผ่านมี วิตามินบี 3 ถูกขนานนามว่ามีส่วนช่วยเกี่ยวกับผู้ป่วยอัลไซเมอร์และโรคหัวใจได้ แต่งานวิจัยปัจจุบันที่ทำการสำรวจคนที่ได้รับประมาณ 25,000 คน กลับพบว่าวิตามินบี 3 ไม่ได้มีส่วนช่วยทางด้านโรคหัวใจเลย นอกจากนี้ผู้ที่ศึกษายังพบว่ามีคนที่ได้วิตามินบี 3 มากเกินไป อาจเสี่ยงต่อการติดเชื้อ มีปัญหาที่ตับ และเลือดออกภายในได้ด้วย



6. โปรไบโอติก – ไม่ต้องทานก็ได้ เพราะวงการวิทยาศาสตร์ยังพิสูจน์ไม่ได้ว่ามันช่วยได้จริงหรือไม่ ดังนั้นทางที่ดีควรทานโยเกิร์ตแทนไปก่อน

วิตามิน


โปรไบโอติกคือแบคทีเรียที่ยังมีชีวิตอยู่ ซึ่งหลายคนยอมเสียเงินมากๆ เพื่อซื้อเป็นอาหารเสริม แต่ความจริงแล้วราคามันไม่กี่บาทเท่านั้น โดยสามารถพบได้ในโยเกิร์ตกับอาหารหมักดองต่างๆ และเป็นที่ทราบกันดีว่าแบคทีเรียพวกนี้ช่วยในการขับถ่าย ซึ่งบางครั้งก็ได้ผลบ้างหรือไม่ได้ผลบ้าง ทว่าการซื้ออาหารเสริมจำพวกนี้มาทานมันก็มีผลพอๆ กับการทานโยเกิร์ตนั่นเอง


7. สังกะสี – ทานได้ เพราะเป็นอีกหนึ่งสารอาหารที่ช่วยได้ตอนป่วยเป็นไข้หวัด

วิตามิน


สิ่งนี้จะไม่เหมือนกับวิตามินซี เพราะมีงานวิจัยพบว่าสังกะสีนั้นมีส่วนเกี่ยวข้องกับไรโนไวรัส อันเป็นสาเหตุที่ทำให้เราเป็นไข้หวัด โดยในปี 2011 ได้มีการทดลองกับคนป่วยด้วยการให้ทานสังกะสี และอีกกลุ่มหนึ่งทานยา ผลที่ได้ออกมาปรากฏว่าคนที่ทานสังกะสีหายหวัดเร็วกว่า


8. วิตามินอี – ไม่ต้องทานก็ได้ เพราะการบริโภคมากไปจะทำให้เสี่ยงต่อการเป็นมะเร็ง และสามารถทานผักโขมแทนได้

วิตามิน


วิตามันอีเป็นที่นิยมมากเพราะเชื่อว่าสามารถต้านโรคมะเร็งได้ แต่ผลวิจัยเมื่อปี 2011 พบว่าผู้ชายกว่า 36,000 คน เสี่ยงต่อมะเร็งต่อมลูกหมาก เนื่องจากบริโภควิตามินอีเป็นอาหารเสริม อีกทั้งมีผลการศึกษาจากปี 2005 ซึ่งเชื่อมโยงกับการบริโภควิตามินอีเกินขนาดอาจทำให้เสียชีวิตได้ ดังนั้นถ้าอยากได้วิตามินอีจริงๆ แค่ทานผักโขมหรือผักสีเขียวเข้มก็ได้แล้ว


9. กรดโฟลิก – ทานได้ถ้ากำลังตั้งครรภ์ หรืออยากจะตั้งครรภ์

วิตามิน


กรดโฟลิกนี้มีส่วนช่วยให้ร่างกายผลิตเซลล์ใหม่ขึ้นมา ซึ่งทางสถาบันสุขภาพแห่งชาติได้แนะนำให้หญิงมีครรภ์หรือหญิงที่ต้องการจะตั้งครรภ์ทานวันละ 400 ไมโครกรัม เพราะว่าร่างกายต้องการสิ่งนี้เพื่อเสริมสร้างการเจริญเติบโต นอกจากนี้กรดโฟลิกยังช่วยลดอัตราการเจ็บป่วยของเด็กในครรภ์ได้อีกต่างหาก



ทีนี้เพื่อนๆ ทั้งหลาย โดยเฉพาะคนที่ดูใส่ใจดูแลสุขภาพอย่างเอาจริงเอาจังและคอยสรรหาวิตามินต่างๆ มาทานเพื่อเสริมสร้างร่างกาย ก็คงจะรู้แล้วนะว่าวิตามินตัวไหนควรทานและไม่ควรทาน หรือสามารถทานจากอาหารอะไรทดแทนได้ ซึ่งถือว่าเป็นเกร็ดความรู้เล็กๆ น้อยที่เรานำมาฝากเพื่อนๆ ทุกคนแล้วกันเนาะ


avatar
by เฟิ้ม
v(^_^)v

เรื่องที่คุณอาจสนใจ

loading icon