น้ำตาลเทียม กับอันตรายที่แฝงมากับความหวาน

posted: 1 year ago
น้ำตาลเทียม กับอันตรายที่แฝงมากับความหวาน

comments

ในยุคนี้ที่ใครๆ ก็หันมาใส่ใจกับสุขภาพ ออกกำลังกายให้รูปร่างฟิตแอนด์เฟิร์ม และ ทานอาหารชีวจิตเพื่อลดไขมัน รวมไปถึงการเลือกทานอาหารที่พิถีพิถันต่อส่วนผสมมากขึ้น บางคนอาจหลีกเลี่ยงการใช้ผงชูรสในการประกอบอาหาร 

รวมไปถึงการหลีกเลี่ยงอาหารที่มีรสชาติเค็มจัดหรือหวานจัด เพราะอาหารเหล่านี้อาจจะเป็นสาเหตุของโรคต่างๆ ในภายหลังได้ เช่น โรคที่เกี่ยวกับสุขภาพฟัน, โรคอ้วน แล้วรู้ไหมคะว่า น้ำตาลเทียมที่ใช้กันทุกวันนี้ มีอันตรายแฝงอยู่นะคะ 


น้ำตาลเทียม

น้ำตาลเทียม ใช้แทนน้ำตาลได้ ?

หลายคนเลือกที่จะลดปริมาณน้ำตาลที่บริโภคโดยวิธีการใช้  “น้ำตาลเทียม”  มาเป็นสารที่ให้ความหวานแทนน้ำตาล ซึ่งเจ้าน้ำตาลเทียมนี้จะให้รสชาติที่หวานใกล้เคียงกับน้ำตาลจริงๆ ที่ผลิตจากอ้อยเลยล่ะค่ะ

การบริโภคน้ำตาลเทียมจะให้ปริมาณพลังงานที่น้อยกว่า คือกินเข้าไปแล้วจะไม่มีผลต่อน้ำหนักตัวมากนักเมื่อเทียบกับน้ำตาล แต่ถ้าถามถึงเรื่องความปลอดภัย ก็ถือว่าไม่ได้ส่งผลดีต่อร่างกายเท่าใดนัก

น้ำตาลเทียม คืออะไร ?

น้ำตาลเทียม หรือชื่อเรียกทางวิทยาศาสตร์คือ แอสปาร์แตม (Aspartame) เป็นสารให้ความหวานที่เกิดขึ้นจากการรวมเข้าด้วยกันของสารเคมี 3 ชนิด ที่รวมกันเป็นผลึกสีขาว ไม่มีกลิ่น ได้แก่

  • กรดแอสปาร์ติก (Aspartic Acid),
  • ฟีนิลอะลานีน (Phenylalanine) 
  • เมธานอล (Methanol) 

แอสปาร์แตมเป็นสารที่ให้ความหวานมากกว่าน้ำตาลซูโครส  (Sucrose) ถึง 180 -200 เท่า แต่ให้พลังงานน้อยกว่า จึงมักจะถูกนำไปใช้เป็นอาหารสำหรับควบคุมน้ำหนักนี่แหละค่ะ 


น้ำตาลเทียม

อันตรายที่แฝงมากับ น้ำตาลเทียม”

น้ำตาลเทียม เป็นสารให้ความหวานที่ให้พลังงานน้อย ดูเผินๆ เหมือนจะดีต่อสุขภาพใช่ไหมล่ะคะ แต่ที่จริงแล้ว การบริโภคน้ำตาลเทียมมีผลเสียกับร่างกายเช่นเดียวกัน แม้ว่าจะได้รับการรับรองจากรัฐอย่างถูกต้องว่ามันสามารถรับประทานได้ แต่ลองมาดูข้อเท็จจริงของน้ำตาลเทียมที่อาจทำให้คุณต้องกลับมาพิจารณาถึงความเสี่ยงจากน้ำตาลเทียม

  • สารประกอบในแอสปาร์แตมสามารถเปลี่ยนเป็นสารก่อมะเร็ง

สารประกอบทั้ง 3 ของแอสปาร์แตมตามที่ได้กล่าวไปข้างต้นนั้น เป็นสารที่สามารถกำจัดออกจากร่างกายได้ตามกระบวนการปกติของร่างกาย แต่ถ้าหากรับประทานมากเกินไปก็อาจก่อให้เกิดอันตรายได้นะคะ 

โดยเฉพาะสารประกอบอย่าง เมธานอล ที่สามารถแตกตัวกลายเป็น ฟอร์มาลดีไฮด์ (Formaldehyde) และกรดฟอร์มิค (Formic Acid) หากบริโภคในจำนวนที่มากเกินไปจนร่างกายไม่สามารถกำจัดออกได้หมด ก็อาจจะไปทำลายเนื้อเยื่อที่มีชีวิตและทำให้ DNA ในเซลล์ได้รับความเสียหาย จนเป็นสาเหตุให้เกิดโรคมะเร็งต่างๆ ได้

 

  • แอสปาร์แตมก่อให้เกิดโรคอ้วนและความผิดปกติเกี่ยวกับระบบเผาผลาญ

น้ำตาลเทียมเคยถูกมองว่าเป็นตัวเลือกที่ปลอดภัยในการบริโภคเพื่อลดน้ำหนัก และเป็นทางเลือกที่ดีกว่าการบริโภคน้ำตาล แต่ต่อมาก็เริ่มทราบกันว่าหากมีการบริโภคน้ำตาลเทียมในปริมาณที่มากเกินไปอาจส่งผลให้น้ำหนักตัวเพิ่มสูงขึ้นและก่อให้เกิดโรคเบาหวานได้

จากผลการวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสารด้านชีววิทยาและการแพทย์ของมหาวิทยาลัยเยล กล่าวว่า

การบริโภคแอสปาร์แตมมากเกินไปจะทำให้ระดับการผลิตฮอร์โมนในร่างกายผิดปกติ ส่งผลให้มีความอยากอาหารและต้องการน้ำตาลในปริมาณมากขึ้นกว่าเดิม

  • แม้จะมีรายงานเกี่ยวกับความเสี่ยง แต่ยังได้รับอนุญาตให้ใช้

แอสปาร์แตม เป็นสารที่ถูกค้นพบโดยบังเอิญระหว่างการพัฒนายา ของบริษัท G.D. Searle & Company (ต่อมาได้ถูกบริษัท Monsanto ซื้อกิจการในปี 1985) เมื่อค้นพบว่าแอสปาร์แตมให้ความหวานทดแทนน้ำตาลได้ จึงเข้าขอรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา (FDA) 

โดยนักวิทยาศาสตร์ได้ตรวจสอบสารเคมีกับสัตว์ทดลองคือลิง และพบว่า เมื่อลิงบริโภคเข้าไป ทำให้เกิดอาการชักรุนแรงและเสียชีิวิต  

การทดลองนั้นจึงถูกระงับโดย FDA แต่บริษัทก็ใช้เล่ห์เหลี่ยมต่างๆ จรทำให้แอสปาร์แตมผ่านกระบวนการตรวจสอบมาได้ และสามารถใช้ผสมในอาหารอย่างถูกกฎหมาย แม้จะไม่ได้รับการยืนยันว่าปลอดภัย 100%

 

น้ำตาลเทียม

 

  • วัตถุดิบในแอสปาร์แตม ได้จากเชื้อแบคทีเรีย E.coli (อิโคไล) 

ฟีนิลอะลานีน เป็นหนึ่งในองค์ประกอบที่สำคัญในแอสปาร์แตม ซึ่งที่มาของมันก็เป็นที่น่าตกใจอยู่เหมือนกันนะคะ  

เพราะว่ามันมาจากของเสียที่เกิดจากการขับถ่ายแบคทีเรีย E.coli (อีโคไล) ที่ถูกตัดต่อพันธุกรรมด้วยยีนชนิดพิเศษซึ่งทำให้เกิดการสร้างเอนไซม์ในปริมาณที่สูงกว่าปกติเพื่อให้ได้ฟีนิลอะลานีนมาใช้ต่อไป

ที่มาของฟีนิลอะลานีน ถูกเปิดเผยเมื่อปี  1999 จากการรับรองสิทธิบัตรแอสปาร์แตมที่ได้รับการรับรองในสหภาพยุโรป และได้รับการเผยแพร่ลงในสื่อหลายสื่อเมื่อปี2013 ที่ผ่านมาด้วยค่ะ 

  • สามารถก่อให้เกิดอันตรายกับสมองได้

แอสปาร์แตมประกอบด้วยสารเคมี 3 ชนิดในปริมาณที่แตกต่างกัน โดยมีกรดแอสปาร์ติก ในปริมาณที่มากที่สุดคือร้อยละ 40 ซึ่งกรดนี้เป็นกรดอะมิโนที่สามารถเดินทางผ่านตัวกรองที่กั้นระหว่างเลือดและสมอง (Blood – Brain Barrier)

หากได้รับกรดแอสปาร์ติกเข้าสู่สมองในปริมาณมากเกินไป จากการบริโภคน้ำตาลเทียม จะส่งผลกระทบให้เซลล์สมองได้รับความเสียหายจากการรับปริมาณแคลเซียมที่สูงเกินไป และอาจส่งผลให้เซลล์ประสาทเสียหายจนทำให้เกิดความผิดปกติกับสมองได้

  • เสี่ยงเป็นโรคเกี่ยวกับระบบประสาท

หากบริโภคแอสปาร์แตมมากเกินไป และได้รับกรดแอสปาร์ติกในปริมาณมากเกินไปอาจทำให้เกิดโรคทางระบบประสาทอย่างเช่น โรคลมบ้าหมูหรือโรคอัลไซเมอร์ รวมไปถึงโรคปลอกประสาทอักเสบ ( Multiple Sclerosis: MS – โรคที่เกิดจากปลอกไมอีลินรอบเซลล์ประสาทได้รับความเสียหาย ทำให้การเดินทางของกระแสประสาทไม่ดีเท่าเดิม)  หรือเกิดภาวะสมองเสื่อม และอาจเกิดความผิดปกติของต่อมไร้ท่อที่อาจทำให้ระดับฮอร์โมนในร่างกายผิดปกติได้ค่ะ 


 

นี่เป็นเพียงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นเมื่อบริโภคน้ำตาลเทียมในปริมาณที่มากเกินไป ไม่เพียงแต่น้ำตาลเทียมเท่านั้น แต่การบริโภคอะไรที่มากเกินไปแน่นอนว่าจะไม่ส่งผลดีต่อสุขภาพของเรา เพราะฉะนั้น บริโภคอาหารทุกชนิดแต่พอดี ไม่มากไป ไม่น้อยไป และรับประทานให้ร่างกายได้รับสารอาหารทุกประเภทอย่างเพียงพอนะคะ


avatar
by IN-Wsible
เรื่องที่คุณอาจสนใจ
loading icon