แบกเป้ไปไหนดี ญี่ปุ่น vs เกาหลี ทริปนี้ต้องไม่นก

posted: 2 years ago
1,797 views
แบกเป้ไปไหนดี ญี่ปุ่น vs เกาหลี ทริปนี้ต้องไม่นก

comments

 หากเรามีวันหยุดยาวในช่วงเทศกาล วันลาพักร้อนเหลือของคนวัยทำงานหรือจะเป็นช่วงปิดเทอมของเด็กๆนักเรียนนักศึกษา การไปเที่ยวก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ทุกคนคิดถึงเป็นอันดับแรกๆอย่างแน่นอน

ซึ่งการจะหาสถานที่เที่ยวแต่ละที่ก็จะขึ้นอยู่กับแต่ละคนว่าชอบการเที่ยวแบบไหน แต่ในยุคปัจจุบันนี้ ประเทศที่ได้รับการนิยมสำหรับคนไทยคงหนีไม่พ้น 2 ประเทศในเอเชียใกล้ๆที่ใช้เวลาเดินทางไม่กี่ชั่วโมงก็ถึงอย่าง ประเทศญี่ปุ่น กับ ประเทศเกาหลีใต้



ทั้ง 2 ประเทศขึ้นชื่อว่าเป็น ประเทศยอดนิยมที่คนไทยจะไปเที่ยวในช่วงวันหยุด สังเกตได้จากไม่ว่าเราจะไปที่ไหนเราก็มักจะเดินเจอคนไทยเสมอ  แต่ก็ใช่ว่าทุกคนที่จะเคยไปทั้ง 2 ประเทศแล้ว

วันนี้เราเลยจะพาทุกคนมาทำความรู้จักทั้ง 2 ประเทศนี้กันมากขึ้น เผื่อใครที่กำลังอยากจะลองไปเที่ยวจะได้วางแพลนได้ถูกว่า ควรไปช่วงไหนแล้วต้องเตรียมเงินไปประมาณเท่าไหร่ถึงจะพอดีในทริปนี้


ประเทศญี่ปุ่น


ใครบ้างที่ไม่หลงรัก ประเทศญี่ปุ่น (“日本”) ดินแดนแห่งอาทิตย์อุทัย มีจำนวนประชากรในประเทศประมาณ 126,323,715 ล้านคน (ปี2016 โดย Worldometers)  เมืองหลวงของประเทศ คือ โตเกียว สกุลเงินที่ชาวญี่ปุ่นใช้ คือ เงินเยน (JPY) โดย 100 เยน มีค่าเท่ากับเงินไทยประมาณ 36-38 บาท (โดยประมาณ)


สภาพอากาศ

ประเทศญี่ปุ่นมีด้วยกัน 4 ฤดู

 

  • ฤดูใบไม้ผลิ : เริ่มตั้งแต่ เดือนมีนาคม ถึง เดือนพฤษภาคม เป็นช่วงที่ดอกบ๊วยกำลังเริ่มที่จะผลิบาน หลังจากนั้นดอกซากุระจะเริ่มบานตามมาและ หากใครอยากจะไปเที่ยวชมดอกซากุระ แนะนำให้เดินทางในช่วง ปลายเดือนมีนาคมถึงต้นเดือนเมษายน เพราะทั้งเมืองจะปกคลุมไปด้วยสีชมพู โดยอุณหภูมิเฉลี่ยอยู่ที่  13-25°C

 

  • ฤดูร้อน : หน้าร้อนจะเริ่มต้นใน เดือนมิถุนายน ยาวไปถึงเดือนสิงหาคม และจะมีฝนตกด้วยในช่วง 3-4 สัปดาห์แรกของเดือนมิถุนายน แต่พอเข้าสู่เดือนกรกฎาคมอากาศจะเริ่มร้อนขึ้นคนญี่ปุ่นจึง นิยมไปเที่ยวทะเลหรือไปเที่ยวตามภูเขา

และในช่วงหน้าร้อนนี้ทั่วประเทศจะมีงานเทศกาลและกิจกรรมที่น่าสนใจมากมาย อาทิเช่น เทศกาลทานาบาตะ, เทศกาลชมดอกไม้ไฟที่ริมแม่น้ำซุมิดะ หรือจะไปปีนภูเขาไฟฟูจิ โดยอุณหภูมิเฉลี่ยอยู่ที่  30-35°C



  • ฤดูใบไม้ร่วง : ใน เดือนกันยายน จะเป็นจุดเริ่มต้นของฤดูในไม้ร่วงที่อากาศจะเริ่มเย็นหลังจากที่ผ่านอากาศร้อนๆมา และ ดอกเก๊กฮวยจะเริ่มบาน ในฤดูนี้เป็นอีกหนึ่งฤดูที่มีการจัดนิทรรศการ เทศกาล รวมไปถึงงานกีฬาต่างๆ โดย ฤดูนี้จะสิ้นสุดในเดือนพฤศจิกายน โดยอุณหภูมิเฉลี่ยอยู่ที่  22-27°C
  • ฤดูหนาว : จุดเริ่มต้นของฤดูหนาวของญี่ปุ่นอยู่ใน เดือนธันวาคม ที่กินระยะเวลายาวไปถึงเดือนกุมภาพันธ์ ของปีถัดไป ฤดูหนาวของญี่ปุ่นจะไม่หนาวมาก ผู้คนส่วนใหญ่จะไปเล่นสกีกัน โดยอุณหภูมิเฉลี่ยอยู่ที่  5-7°C

ค่าใช้จ่าย

จากที่ได้บอกไปในตอนต้นว่า ญี่ปุ่นมีสกุลเงิน ที่เรียกกันว่า เยน (JPY)  โดย  100 เยนจะเท่ากับ 36-38 บาทไทย(โดยประมาณ) และในการไปเที่ยวนั้นเราจำเป็นที่จะต้องรู้ว่า ค่าใช้จ่ายโดยประมาณในแต่ละวันต้องใช้ประมาณเท่าไหร่ ไม่ว่าจะเป็นค่าเดินทาง ค่าอาหาร นู่นนี่สารพัด

  • ค่าเดินทาง

การเดินทางไปยังสถานที่ต่างๆในประเทศญี่ปุ่น เราสามารถที่จะเดินทางได้หลายวิธี แต่วิธีที่เป็นที่นิยมและสะดวกสบายที่สุดก็ต้องยกให้ การเดินทางด้วยรถไฟ เพราะครอบคลุมทุกเส้นทางการเดินทาง แต่ก็ยังมีการเดินทางในรูปแบบอื่นๆให้ทุกคนได้เลือกกันอีก และทุกๆการเดินทางอัตราค่าบริการจะขึ้นอยู่กับระยะทางที่เราจะไป

  • รถไฟ : สำหรับรถไฟที่วิ่งเฉพาะในโตเกียวอย่าง สาย Toei ราคาจะ เริ่มประมาณ 40 บาท  แต่สำหรับนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่มักจะซื้อตั๋วที่เรียกว่า JR Pass กันมากกว่า
    โดยราคาของตั๋ว JR Pass นั้นสามารถเข้าไปดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทางเว็บไซต์
    http://www.japanrailpass.net/
  • รถโดยสารประจำทาง : ในส่วนของรถโดยสารประจำทางนั้นราคาจะ เริ่มต้นที่ 31 – 62 บาท 
  • TAXI : ถ้าใครที่ต้องการความสะดวกสบาย รถ Taxi ของที่ญี่ปุ่นราคาจะ เริ่มต้นที่ 170 – 248 บาท


  • ค่าอาหาร

เรื่องอาหารการกินน่าจะเป็นอีก เหตุผลที่ทำให้ใครหลายคนเลือกเดินทางมาที่ประเทศญี่ปุ่น  เนื่องจากคนไทยส่วนใหญ่ชื่นชอบการรับประทานอาหารญี่ปุ่นกันอย่างมาก

ดังนั้นเมื่อมาถึงถิ่นทั้งที เมินเฉยอาหารญี่ปุ่นก็จะกลายเป็นเรื่องแปลกใช่ไหมล่ะคะ ดังนั้น วันนี้เรามีราคาอาหารและเครื่องดื่มที่น่าสนใจมาฝากค่ะ

  • น้ำเปล่า : ราคาน้ำเปล่า  เริ่มต้นที่ขวดละ 27 – 40 บาท  สาเหตุที่ทำให้น้ำเปล่าในประเทศญี่ปุ่นมีราคาแพง ก็เพราะว่า โดยปกติแล้วคนญี่ปุ่นไม่ค่อยนิยมซื้อน้ำเปล่าเป็นขวดดื่มกันซักเท่าไหร่ เนื่องจาก ที่ญี่ปุ่นนั้นเราสามารถดื่มน้ำสะอาดจากก๊อกได้เลยนั่นเองค่ะ
  • กาแฟ : ทีญี่ปุ่นราคากาแฟจะอยู่ที่ แก้วละ 170-250 บาท (โดยประมาณ) ซึ่งราคาก็สูงอยู่พอสมควรเลยทีเดียว
  • แฮมเบอร์เกอร์ :  ราคาแฮมเบอร์เกอร์นั้นเราขอเลือกหยิบ Big Mac ของ McDonald’s มาเพื่อให้เห็นภาพ ซึ่งราคาเจ้า Big Mac จะตกอยู่ที่  ชิ้นละ  118 บาท
  • เบียร์ : ต่อมาเป็นราคาเบียร์ ที่ญี่ปุ่นจะมีเบียร์หลากหลายแบบแต่ราคาจะอยู่ที่ กระป๋องละ 60-90 บาท (โดยประมาณ)
  • มาม่าซองหรือคัพ : ใครที่หิวตอนดึกๆแล้วอยากลองทานมาม่าที่ญี่ปุ่น สามารถหาซื้อได้ตามมินิมาร์ท ราคาจะประมาณ 60-90 บาท


  • ค่าที่พัก

สำหรับค่าที่พักนั้นมีด้วยกันหลากหลายราคาตั้งแต่ราคาถูกไปจนถึงแพง ขึ้นอยู่กับว่าเราเลือกที่จะพักแบบไหน ถ้าเลือกนอนแบบ Guesthouse ก็ตกคืนละประมาณ 800-900 บาท แต่ ถ้าเลือกพักแบบโรงแรมก็ตกคืนละ 2,000-3,000 บาท แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับย่านที่เราเลือกจะไปพักด้วยเช่นกัน


สถานที่ห้ามพลาด

ประเทศญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ สถานที่ท่องเที่ยวน่าไปหลายแห่งมาก เรียกได้ว่าเยอะจนไปครั้งเดียวไม่เคยพอ และวันนี้ เรามีสถานที่ต้องห้ามพลาดถ้าหากได้ไปเยือนที่ญี่ปุ่นสักครั้งมาแนะนำ จะเป็นที่ไหนบ้างไปอ่านกันเลย

ชิราคาวาโกะ (Shirakawa-go)


ชิราคาวาโกะ เป็นหมู่บ้านเล็กๆแห่งหนึ่งในหุบเขา ที่เป็นเส้นทางระหว่าง ทาคายาม่า และ คานาซาว่า ได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็น มรดกโลกทางวัฒนธรรมโดยยูเนสโก เมื่อปี คศ.1995 ซึ่งภายในหมู่บ้านนั้นมีความสวยงามแบบญี่ปุ่นแท้ๆ และด้วยความเป็นญี่ปุ่นแท้ดั้งเดิมจึงทำให้มีเสน่ห์ดึงดูดให้นักท่องเที่ยวมาเป็นจำนวนมาก

วิธีเดินทาง : นั่งรถไฟชินคันเซ็นไปลงที่สถานี Nagoya จากนั้นก็นั่งรถไฟต่อมาลงที่สถานีทาคายาม่าพอถึงที่สถานีทาคายาม่าแล้วก็ให้ไปที่ สถานีรถ Nohi Bus เพื่อไปที่หมู่บ้าน ชิราคาวาโกะ


Minato Mirai 21


มินาโตะ มิราอิ ตั้งอยู่ในเขตริมทะเลของเมืองโยโกฮาม่า มีชื่อว่า “Harbor of The Future” เป็นแหล่งอาคารขนาดสูงใหญ่มากมาย รวมถึง Landmark Tower ซึ่งเป็นตึกที่สูงที่สุด (296 เมตร) ในปี 1993-2014 มีศูนย์ประชุม Pacifico ซึ่งเป็นศูนย์ประชุมที่ใหญ่ที่สุดของประเทศญี่ปุ่น

แต่จุดเด่นอยู่ที่ตรงข้ามศูนย์ประชุมที่เรียกว่า “New Harbor District” เป็นเกาะแห่งอนาคต มีชิงช้าสวรรค์ Cosmo World Ferris Wheel พร้อมทั้งเป็นนาฬิกาบอกเวลาที่ใหญ่ที่สุดของโลกอีกด้วย นอกจากนี้ที่นี่ยังเป็นแหล่งช้อปปิ้ง สวนสนุก พิพิธภัณฑ์ และบ่อน้ำพุร้อน เรียกได้ว่ามาเที่ยวที่นี่ที่เดียวได้ครบทุกอย่างเลย

วิธีเดินทาง :  ใช้รถไฟสาย Minatomirai Line
สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ :  http://minatomirai21.com/


Nomihodai : All you can drink!


สำหรับใครที่จะไปเที่ยวใน โตเกียว โอซาก้า หรือ เกียวโต แล้วชื่นชอบการดื่มต้องห้ามพลาดกับ Nomihodai ที่ที่คุณสามารถสั่งเครื่องดื่มได้แบบไม่อั้น ดื่มไปเรื่อยๆจนกว่าจะพอใจ โดยมีการจำกัดเวลาอยู่ที่ 90 นาที  

แม้ว่าคุณจะสามารถดื่มอะไรก็ได้ไม่อั้น แต่ทางร้านก็มีระบบ Last order มาขัดจังหวะของนักดื่มค่ะ  last order ก็คือ คุณต้องสั่งแก้วสุดท้ายก่อนหมดเวลาอย่างน้อย 30 นาที (ขึ้นอยู่กับข้อกำหนดของแต่ละร้าน) ซึ่งรายการ Nomihodai จะเป็นหนึ่งในเมนูของร้านประเภท Izakaya


อาหารที่ห้ามพลาด

มาถึงเรื่องกินๆกันบ้าง สำหรับอาหารที่ห้ามพลาดเมื่อไปเที่ยวที่ญี่ปุ่น ถึงแม้ว่าเราจะเคยทานเมนูอาหารญี่ปุ่นมาแล้วหลายเมนูที่ประเทศไทย แต่การได้ไปทานที่เป็นต้นตำรับย่อมเป็นอะไรที่พลาดไม่ได้ เพราะเราจะได้รู้กันว่ารสชาติจะแตกต่างจากที่บ้านเรามากน้อยแค่ไหน

Sushi/Sashimi

มาเที่ยวญี่ปุ่นทั้งทีเราก็ต้องทานซูชิ ซาชิมิกันซิ ซึ่งวันนี้เรามีร้านดังที่ห้ามพลาดมาแนะนำให้ทุกคนรู้จักกันก็คือ ร้าน Sushi midori เป็นร้านซูชิสูตรต้นตำรับที่มีรสชาติอร่อยแต่ราคาไม่แพงอย่างที่คิด แถมยังมีสาขาเกือบ 10 สาขา เป็นร้านซูชิที่คนไปกินกันเยอะมาก คนต่อคิวกันยาว ถ้าใครจะไปแนะนำให้ไปในวันธรรมดาตอนร้านเปิดจะได้ไม่ต้องรอกันนานๆ  


Sushi Midori

พิกัดร้าน :  มีด้วยกันหลายสาขาสามารถดูวิธีการไปและเวลาเปิดปิดของแต่ละสาขาได้ที่ >> http://sushinomidori.co.jp


Okonomiyaki

โอโคโนมิยากิ หรือที่เรารู้จักกันว่า พิซซ่าญี่ปุ่น ที่นำส่วนผสมต่างๆมาคลุกกับแป้งแล้วนำไปย่างบนเตาร้อนๆ ราดด้วยซอส, มายองเนส, ปลาแห้ง และสาหร่าย ที่แค่คิดกลิ่นหอมๆก็ลอยมาแล้ว และในวันนี้ร้านโอโคโนมิยากิที่เราอยากแนะนำทุกคนคือ

 ร้าน Konamon (古無門) เป็นร้านที่มีเมนูโอโคโนมิยากิหลากลายแบบให้ทุกคนเลือกรับประทาน ที่สำคัญราคาไม่แพงมากแถมรสชาติอร่อยมากเลยทีเดียว


Okonomiyaki – Konamon (古無門)

พิกัดร้าน : Komazawa-daigaku(Tokyo)
วิธีเดินทาง : Tokyu Den’entoshi Line Sakurashimmachi Station West  ทางออก 8
วันและเวลาให้บริการ : จันทร์ – ศุกร์  มื้อกลางวัน : 11:30น. – 15:00น. (Last order 14:00น.), มื้อเย็น : 17:00น. – 23:00น. (Last order 22:00น.) เสาร์ – อาทิตย์ และวันหยุด : 11:30น. – 23:00น.(Last order 22:00น.)


Ramen

อีกหนึ่งเมนูที่ห้ามพลาดเมื่อมาญี่ปุ่นนั่นก็คือ ราเมง นั้นเอง ซึ่งในไทยก็มีร้านราเมงชื่อดังจากยี่ปุ่นหลายร้านมาเปิดแต่เมื่อเราได้ไปแล้วก็ต้องไม่พลาดที่จะไปลองรสชาติต้นตำรับ ร้านที่เราจะแนะนำวันนี้คือ

ร้าน NAGI GOLDEN GAI เป็นร้านที่อยู่ในเขต Shinjuku ภายในย่านเก่าๆ ที่เต็มไปด้วยบ้านเรือน ราเมงของที่นี่เป็น เส้นกลมและหนา เข้ากันได้ดีกับน้ำซุปที่หอมอร่อยและหมูชาชูหนานุ่ม ทีเด็ดคืออย่าลืมสั่งไข่เพิ่ม เพราะไข่ที่นี่หวานอร่อยมาก


NAGI GOLDEN GAI

พิกัดร้าน : Shinjuku Golden-gai (G2 street) 2F,1-1-10, Kabukicho,Shinjuku-ku,Tokyo
วันและเวลาให้บริการ : เปิดทุกวัน ตลอด 24 ชั่วโมง


Application แนะนำที่ควรมีติดโทรศัพท์

การไปท่องเที่ยวยังต่างประเทศการที่เรามีแอปพลิเคชั่นก็เป็นอีกหนึ่งตัวช่วยที่จะทำให้เราเดินทางสะดวกขึ้น ไม่หลงทาง ซึ่งในแต่ละประเทศที่ไปส่วนมากก็จะมีแอปพลิเคชั่นเฉพาะของตัวเอง เช่น แอปฯเกี่ยวกับการเดินทางด้วยรถไฟ เป็นต้น วันนี้เราเลยมีแอปพลิเคชั่นที่น่าจะโหลดติดเครื่องไว้หากเราไปเที่ยวที่ญี่ปุ่นมาฝากกัน

  • NAVITIME for Japan Travel : เป็นแอปพลิเคชั่นที่รวบรวมทั้งเส้นทางรถไฟสายต่างๆที่มีบอกทั้งเวลาเดินรถ ค่าใช้จ่ายในการเดินทางว่าเราต้องใช้เท่าไหร่ รวมไปถึงค้นหาแหล่งท่องเที่ยว และ Wi-Fi ฟรีทั่วญี่ปุ่นอีกด้วย
    โดยสามารถโหลดได้ผ่านทาง  :  iOS >> Download  ,,  
    Android >> Download 
  • DiGJAPAN : แอปฯนี้จะช่วยค้นหาข้อมูลสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียง, ร้านอาหารอร่อย, แหล่งช็อปปิ้งจากประเภทหรือแผนที่ แล้วแอปฯจะช่วยนำทางไปเอง ซึ่งเราสามารถสร้างแผนเที่ยวของตนเองได้เพียงแค่บันทึกรายการที่ชอบไว้เท่านั้น
    โดยสามารถโหลดได้ผ่านทาง  :  iOS >> Download  ,,  Android >> Download 
  • Japan Connected Free Wi-Fi : แอปฯนี้จะช่วยหาจุดปล่อยสัญญาณไวไฟฟรี พร้อมกับเชื่อมต่อให้อย่างปลอดภัยและยังใช้บริการได้ง่ายๆในจุดปล่อยสัญญาณตามรถไฟใต้ดินกว่า 143 สถานี และตามร้านสะดวกซื้อทั่วโตเกียว
    โดยสามารถโหลดได้ผ่านทาง  :  iOS >> Download
    ,, Android >> Download  


ภาษาน่ารู้ก่อนไปญี่ปุ่น

ในการไปเที่ยวต่างประเทศการที่เราศึกษาภาษาของเขาก็เป็นอีกหนึ่งวิธีที่จะทำให้เราสะดวกขึ้นในการถามทางหากเราหลงทาง แต่เราไม่จำเป็นที่จะต้องรู้ทุกประโยคก็ได้ เราอาจจะจำประโยคที่เราคิดว่าน่าจะใช้บ่อยๆ เช่น

  • สวัสดี  : ในภาษาญี่ปุ่นจะแบ่งเป็นช่วงเวลา คือ
    – อะฮะโยโกะไซมัส  (สวัสดีตอนเช้า) : จะใช้ในช่วงรุ่งเช้าถึง 10โมงเช้าแต่ไม่เกิน  11  โมง
    – คนนิจิวะ  (สวัสดีตอนบ่าย) : จะใช้ตอน 11โมงไปจนถึงตอนเย็นแต่ไม่เกิน 6 โมงเย็น
    – คนบังวะ  (สวัสดีตอนเย็น) : จะใช้ตั้งแต่ตอนเย็น 6โมงเย็นไปจนถึง  รุ่งเช้าก่อนตี 5
  • ขอบคุณ : อาริกาโตะ
  • เท่าไหร่ :  อิคุระ เดสกา
  • ห้องน้ำอยุ่ที่ไหน : โอเตะอะรัย วะ โดะจิหระ เดสกะ
  • ไปยังไง : โดะโกะ เอะ อิขุ โนะ เดสกะ

ประโยคเหล่านี้เป็นเพียงตัวอย่างของประโยคที่เราน่าจะใช้บ่อยหากเราต้องไปเที่ยว ถ้าหากเราจำประโยคเหล่านี้ได้ก็ไปเที่ยวกันได้สบายๆแล้วค่ะ


ประเทศสาธารณรัฐเกาหลีใต้


ประเทศที่ขึ้นชื่อในเรื่องของซีรีย์และรายการวาไรตี้  ประเทศสาธารณรัฐเกาหลี หรือที่เราเรียกกันสั้นๆว่า  เกาหลีใต้ (대한민국)  มีประชากรประมาณ 50,503,933 ล้านคน (ปี2016 โดย Worldometers) โดยมี โซล เป็นเมืองหลวง  โดยเกาหลีใต้ใช้สกุลเงินที่เรียกว่า วอน (KRW) โดย 3,300 วอน มีค่าเท่ากับเงินไทยประมาณ 100 บาท  

สภาพอากาศ

เกาหลีใต้มีทั้งหมด 4 ฤดู  คือ

  • ฤดูใบไม้ผลิ : เริ่มตั้งแต่ เดือนมีนาคม ถึง เดือนพฤษภาคม อุณหภูมิเฉลี่ยอยู่ที่ 6-16°C อากาศในช่วงนี้จะเย็นสบาย ทั่วทั้งประเทศจะถูกปกคลุมไปด้วยดอกไม้ที่บานสะพรั่ง สีสันสวยงาม ถือว่าเป็นฤดูแห่งการเริ่มต้น และสดใส

นอกจากนี้จะเริ่มได้เห็นดอกทิวลิปในช่วงปลายเดือนมีนาคม ถึง ต้นพฤษภาคม ที่สำคัญจะมีเทศกาลที่หลายคนตั้งตารอ คือ เทศกาลดอกซากุระเกาหลี (Cherry Blossom)

  • ฤดูร้อน : หน้าร้อนจะเริ่มต้นใน เดือนมิถุนายนยาวไปถึงเดือนสิงหาคม  เป็นช่วงที่อากาศร้อนและมีความชื้นสูง แต่จะมีฝนตกในช่วงปลายเดือน ส่วนนักเรียน นักศึกษา ที่ได้ปิดเทอมในฤดูร้อน ทั้งครอบครัวจึงมักจะพากันหลบร้อนไปเที่ยวชายทะเลหรือท่องเที่ยวต่างประเทศ โดย อุณหภูมิเฉลี่ยอยู่ที่ 22-38°C


  • ฤดูใบไม้ร่วง : ใน เดือนกันยายน จะเป็นจุดเริ่มต้นของฤดูในไม้ร่วงและ ถือได้ว่าเป็นฤดูที่อากาศดีที่สุดของเกาหลีใต้ เพราะเป็นช่วงที่มีอากาศแจ่มใสและเย็นสบาย ประเทศเกาหลีจะถูกปกคลุมไปด้วยใบไม้ที่เปลี่ยนสี เป็นสีเหลือง สีแดง และสีส้ม ทำให้ทั้งประเทศเกาหลีดูสวยงามเป็นอย่างยิ่ง โดย ฤดูนี้จะสิ้นสุดในเดือนพฤศจิกายน โดยอุณหภูมิเฉลี่ยอยู่ที่ 5-25°C
  • ฤดูหนาว : จุดเริ่มต้นของฤดูหนาวของเกาหลีใต้อยู่ใน เดือนธันวาคมกินระยะเวลายาวไปถึงเดือนกุมภาพันธ์  ของปีถัดไป เป็นช่วงที่อากาศค่อนข้างหนาวเย็นมาก แต่กลับเป็นฤดูที่ทุกคนรอคอย เพราะเป็น ฤดูกาลแห่งเฉลิมฉลอง เป็นช่วงที่คึกคักที่สุดเลยทีเดียว ชาวเกาหลีจะสนุกสนาน เพลิดเพลินกับกิจกรรมฤดูหนาวเช่นปั้นตุ๊กตาหิมะ ปาหิมะ หรือเล่นสกี โดยอุณหภูมิเฉลี่ยอยู่ที่ -5°C ไปจนถึง -20°C

ค่าใช้จ่าย

เกาหลีใต้มี วอน เป็นสกุลเงินที่ใช้จ่ายซื้อของ ซึ่ง 3,300 วอน จะมีค่าเท่ากับเงินไทยประมาณ 100 บาท  และการจับจ่ายใช้สอยของคนที่นี่จะใช้บัตรที่เรียกว่า T-Money แทนการใช้เงินสด

โดยเราสามารถซื้อบัตร T-Money ได้ตามมินิมาร์ททั่วไปแล้วเติมเงินเข้าไปในบัตร ซึ่ง T-Money สามารถใช้จ่ายได้ตั้งแต่ค่ารถไฟ รถประจำทาง แท็กซี่ และของใช้ตามห้างและมินิมาร์ทเลยทีเดียว นอกจากนี้เราจะมาบอกราคาโดยประมาณค่าใช้จ่ายจำเป็นหากเราไปเที่ยวที่เกาหลีกันค่ะ

  • ค่าเดินทาง

การเดินทางในเกาหลีใต้นั้นจะใช้รถไฟเป็นหลัก ซึ่งรถไฟก็จะมีด้วยกันหลายสาย มีทั้งวิ่งกันในเมืองและออกนอกเมือง แต่การเดินทางในเกาหลีก็ยังมีบริการสาธารณอื่นๆอีกด้วย เช่น รถประจำทาง และ รถแท๊กซี่ โดยอัตราค่าบริการจะขึ้นอยู่กับระยะทางที่เราเดินทาง

  • รถไฟ : การเดินทางด้วยรถไฟเป็นการเดินทางที่สะดวกที่สุด อัตราค่าบริการจะเริ่มต้นที่ 40 บาท และจะเพิ่มขึ้นตามระยะทางที่เราไป แต่สำหรับใครที่อยากจะเดินทางออกไปนอกเขตโซล ก็สามารถนั่งรถไฟความเร็วสูงที่มีชื่อว่า KTX ได้ โดยรายละเอียดสามารถดูได้ที่ >> http://info.korail.com/
  • รถประจำทาง : สำหรับใครที่อยากเดินทางแบบนั่งรถประจำทางชมเมืองไปเรื่อยๆหรือเดินทางในระยะใกล้การนั่งรถประจำทางก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือก โดยอัตราค่าบริการจะ เริ่มต้นที่ 25 บาท และจะเพิ่มขึ้นตามระยะทางที่เราเดินทางเช่นเดียวกับรถไฟ
  • TAXI : หากใครที่ต้องการความสะดวกสบายหรือเดินทางหลังเที่ยงคืนแล้วจำเป็นต้องนั่งรถแท็กซี่ อัตราค่าบริการจะ  เริ่มต้นที่ประมาณ 90 บาท และจะแพงขึ้นตามระยะทางที่เราไป โดยจะคิดเพิ่มตามกิโลเมตรที่เราเดินทาง

 



  • ค่าอาหาร

สำหรับค่าอาหารที่เกาหลีนั้นส่วนใหญ่มักจะตกมื้อละ 180 บาทขึ้นไป แต่ถ้าไปทานมากกว่า 3 คนก็จะตกอยู่ที่มื้อละประมาณคนละ 300 – 500 บาท นอกจากนี้การไปทานอาหารหรือคาเฟ่ในร้านที่เกาหลี เราต้องดูก่อนด้วยว่า ร้านนี้มีกฎการสั่งอาหารแบบไหน เนื่องจากบางร้านมีกฎว่าต้องสั่งอาหารทุกคน จะไม่มีแบบไปกัน 3คน แต่สั่งกันแค่ 2 เมนู แต่สำหรับใครที่อยากรู้ราคาของที่ทานง่ายๆ เรามีราคาโดยประมาณมาฝากกันค่ะ

  • น้ำเปล่า : ราคาน้ำเปล่าจะ  เริ่มต้นที่ขวดละ 15-33 บาท  เพราะเราสามารถดื่มน้ำจากก๊อกกันได้เลย ราคาน้ำเปล่าเลยจะแพงนิดหน่อย
  • กาแฟ : ประเทศเกาหลีร้านกาแฟมีมากมายหลายร้าน เครื่องดื่มที่ได้รับความนิยมอย่างมากคือ  อเมริกาโน่ ซึ่งราคากาแฟจะตกอยู่  ประมาณแก้วละ  105 – 195 บาท
  • แฮมเบอร์เกอร์ :  ราคาแฮมเบอร์เกอร์นั้นเราขอเลือกหยิบ Big Mac ของ McDonald’s มาเพื่อเทียบกับของไทยได้ง่าย ราคาเจ้า  Big Mac ของที่นี่จะตกอยู่ที่ชิ้นละ 149 บาท
  • เบียร์ : ประเทศเกาหลีมีเบียร์หลากหลายขนิด โดยเบียร์สามารถหาซื้อได้ตามมินิมาร์ททั่วไป ราคาจะตกอยู่ที่  กระป๋องละประมาณ 60-95 บาท
  • มาม่าซองหรือคัพ : มาม่าเกาหลี หรือ รามยอน นั้นมีด้วยกันหลายรสชาติหลายขนาด ราคาจะตกอยู่ที่  ประมาณซอง  21 บาท หรือ แพคละ 120 บาท

 



  • ค่าที่พัก

ในส่วนของค่าที่พักนั้นจะมีให้เราได้เลือกพักหลายรูปแบบหากอยากจะไปเที่ยวในงบประมาณประหยัด เราก็เลือกพักในแบบของ Guesthouse หรือ โฮสเทล ซึ่งราคาจะตกอยู่ที่ คืนละ 800-900 บาท แต่ถ้าอยากพักในโรงแรมราคาก็จะตกอยู่ที่ประมาณคืนละ 2,000-3,000 บาท  ราคาที่พักจะถูกหรือแพงก็ขึ้นอยู่กับย่านที่เราจะไปพักนั่นเองค่ะ


สถานที่ห้ามพลาด

ประเทศเกาหลีใต้หลายคนมักเกิดคำถามว่า ถ้าไม่ไปตามรอยซีรีย์แล้วจะไปทำไม? จริงๆแล้วประเทศนี้มีอะไรให้เราเที่ยวมากกว่าที่คิด เพราะที่นี่มีแกลอรี่ พิพิธภัณฑ์หลายแห่งให้เราได้เลือกเที่ยว และมีแหล่งช้อปปิ้งราคาถูกมากมายให้เราเลือกเดิน วันนี้เรามีสถานที่มาแนะนำให้ทุกคนรู้จักกัน 3 ที่ค่ะ 

Daeonsil (Changgyeonggung Botanical Garden)

Daeonsil

เรือนกระจกสีขาวหลังใหญ่ที่ถูกออกแบบโดยสถาปนิกชาวญี่ปุ่น เป็นสถาปัตยกรรมสไตล์วิคตอเรีย ซึ่ง เรือนกระจกหลังนี้อยู่ภายในพระราชวังเคียงบก  แต่หลายๆคนไม่ค่อยจะได้เดินเข้ามาในที่แห่งนี้เท่าไหร่นัก เพราะมันอยู่ลึกเข้าไปอีก แต่ถ้าใครกำลังจะไปเที่ยวเราขอแนะนำให้เดินไปที่นี่ด้วยเพราะ เรือนกระจกหลังนี้สวยงามมากจริงๆ

พิกัด : 85, Changgyeonggung-ro, Jongno-gu, Seoul
วิธีเดินทาง : รถไฟสาย 4 ลงที่สถานี Hyehwa ทางออก 3


Hyundai Card : Music Library

Hyundai Card : Music Library

อีกหนึ่งสถานที่ห้ามพลาดสำหรับใครที่ชื่นชอบเกี่ยวกับเพลงที่พึ่งเปิดได้ไม่กี่ปีกับ Hyundai Card : Music Library แหล่งที่รวบรวมทุกอย่างที่เกี่ยวกับดนตรีรอบโลกไว้ในที่เดียว ด้วยรูปร่างของอาคารที่ดูสวยแปลกตาในพื้นที่เล็กในย่านดังอย่างอิแทวอนนั้นเอง

พิกัด : 246 Itaewon-ro, Yongsan-gu, Seoul, South Korea
วันเวลาเปิดให้บริการ : วันอังคาร-วันเสาร์ ตั้งแต่ 12:00น. – 21:00น. ,, วันอาทิตย์ ตั้งแต่ 11:00น. – 18:00น.
รายละเอียดเพิ่มเติม : http://library.hyundaicard.com/


Tong-in Market

Tong in Market

สำหรับใครที่อยากไปเดินเที่ยวตลาดในโซล เราขอแนะนำตลาดทงอิน ตลาดนี้มีจุดเด่นอยู่ที่ การซื้อ ข้าวกล่องในราคา 5,000 วอน (ประมาณ 150 บาท) ที่พอเราไปถึงสามารถไปจ่ายเงินแล้วจะได้รับเหรียญเงินวอนในสมัยก่อนพร้อมกล่องข้าว แล้วนำไปซื้อของในตลาดตักลงกล่องข้าวแล้วไปนั่งกินได้เลย เรียกได้ว่าอิ่มท้องในราคาประหยัดแถมได้ทานข้าวกล่องแบบคนเกาหลีอีกด้วย

พิกัด  :   18, Jahamun-ro 15-gil, Jongno-gu, Seoul
วันที่เปิดให้บริการ  :   ปิดทุกวันอาทิตย์ที่ 3 ของเดือน
รายละเอียดเพิ่มเติม  :   http://tonginmarket.co.kr/


อาหารที่ห้ามพลาด

อาหารเกาหลีหลายคนคนมักจะถามว่า เกาหลีมีอาหารอะไรให้ทานนอกจากกิมจิ จริงๆแล้วอาหารเกาหลีมีหลากหลายเมนูมากมาย วันนี้เราเลยจะมาแนะนำเมนูอาหารที่ห้ามหลาดเมื่อทุกคนมาที่นี่

삼겹살 (Sam gyeop sal )

Sam gyeop sal

ซัมกยอบซัล หรือ ที่เราเรียกกันว่า หมูสามชั้นย่างเกาหลี เป็นหนึ่งในเมนูที่ห้ามพลาดหากเราได้ไปเยือนเกาหลีสักครั้ง โดยที่เกาหลีจะมีร้านซัมกยอบซัลหลายร้าน บางร้านเปิดเป็นบุฟเฟต์ บางร้านเปิดให้บริการตลอด 24ชั่วโมง เมนูเด็ด คือ หมูสามชั้นย่างที่นำมาห่อกับผักกาดหอมใส่น้ำจิ้มกระเทียม รับรองอร่อยอย่าบอกใคร

พิกัด : ร้านซัมกยอบซัลมีอยู่ทุกย่านดังไม่ว่าจะเป็น ฮงแด,เมียงดง หรือ ฮัปจอง
ราคาโดยประมาณ : 300-500 บาท/คน


Cheese Tokpokki

Cheese Tokpokki

หนึ่งในอาหารสตรีทฟู้ดที่ใครไปก็ต้องลอง เป็นชีสเสียบสลับกับต๊อกโบกีนำไปปิ้งพอประมาณแล้วราดด้วยนมข้นหวาน ที่ฟังดูอาจจะเลี่ยน แต่พอได้ลองรับรองว่าทุกคนจะอยากไปทานอีก แต่นอกจากชีสต๊อกแล้วก็ยังมีอาหารสตรีทฟู้ดอีกมากมายที่น่าไปลองเช่น ปลาหมึกย่าง ต๊อกโบกี น้ำผลไม้คั้นสด เป็นต้น

พิกัด : ย่านเมียงดง, ฮงแด
ราคาโดยประมาณ : 100 – 300 บาท


Chicken & Beer( Soju)


อาหารยอดนิยมสำหรับนักศึกษาและคนหนุ่มสาววัยทำงาน ที่เวลานัดไปเที่ยวสังสรรต้องทานอาหารประเภทนี้ คือ ไก่กับเบียร์หรือโซจู ซึ่งไก่นี้จะเป็นไก่ทอดผสมกับซอสในรูปแบบต่างๆที่จะทานคู่ไปกับการดื่มเบียร์หรือโซจูควบคู่กันไป เรียกได้ว่าเป็นของกับแกล้มได้อย่างดีเลยทีเดียว

พิกัด : ย่านฮงแด,ย่านอิแทวอน
ราคาโดยประมาณ : 500 – 700 บาท


Application แนะนำที่ควรมีติดโทรศัพท์

ในการไปเที่ยวเกาหลีใต้ก็เหมือนๆกับการไปเที่ยวในประเทศอื่นๆ คือ การใช้แอปพลิเคชั่นช่วยในการเดินทางท่องเที่ยวไปในที่ต่างๆให้สะดวกขึ้นและไม่หลงทาง ซึ่งแอปฯที่เราจะมาแนะนำนั้น คือ

  • Subway : แอปฯนี้เป็นแอปที่เราใช้ดูเกี่ยวกับการเดินทางด้วยรถไฟของเมืองโซลและบริเวณรอบๆเมือง เป็นแอปที่ใช้งานง่าย ตัวแอปจะมีบอกทั้งตารางเวลารถไฟ เดินทางจากสถานีต้นทาง ไปสถานีที่เป็นจุดหมายปลายทางใช้เวลาเท่าไหร่ ราคาเท่าไหร่ รวมไปถึงข้อมูลทางออกของสถานีต่างๆด้วยเช่นกัน
    โดยสามารถโหลดได้ผ่านทาง  :  iOS >> Download  ,,  
    Android >> Download 
  • Visit Korea : แอปพลิเคชั่นที่รวบรวมสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมในเกาหลีใต้ รวมไปร้านอาหารยอดนิยมต่างๆที่เราไม่ควรพลาดและข้อมูลต่างๆที่เราควรรู้เมื่อไปเที่ยวที่เกาหลี
    โดยสามารถโหลดได้ผ่านทาง  :  iOS >> Download  
    ,,  Android >> Download 
  • Speak & Translate : สำหรับใครที่อยากสื่อสารกับคนเกาหลีได้ง่ายๆเราขอแนะนำแอปนี้เลย Speak & Translate ที่จะช่วยให้เราสื่อสารกับคนเกาหลีได้ง่ายๆเพียง พูดคำที่เราต้องการลงไป จากนั้นแอปจะแปลเป็นภาษาเกาหลีให้ทันที ส่วนใครที่ไม่กลัวว่า พูดแล้วสำเนียงไม่ชัด ก็สามารถพิมพ์คำที่ต้องการได้ด้วยเช่นกัน
    โดยสามารถโหลดได้ผ่านทาง  :  iOS >> Download 
     ,, Android >> Download 


ภาษาน่ารู้ก่อนไปเกาหลี

สำหรับใครที่อยากไปเกาหลีแล้วสื่อสารกับชาวเกาหลีรู้เรื่อง เราแนะนำให้ลองศึกษาประโยคที่สามารถนำไปใช้ได้ในการไปเที่ยวก่อนที่จะไปเป็นประโยคง่ายๆไม่กี่ประโยค เช่น

  • สวัสดี  : อันยองฮาเซโย หรือจะพูดสั้นๆว่า อันยอง ก็ได้เช่นกัน
  • ขอบคุณ : คัมซาฮัมนีดา
  • เท่าไหร่ :  ออลมาอินนีก้า?
  • ห้องน้ำอยุ่ที่ไหน : ฮวาซังชิล ออดิเอ คาโย้?
  • ไปยังไง : สถานที่ + เอนึน ออต็อดเก คาโย้?

ประโยคเหล่านี้เป็นเพียงประโยคง่ายๆที่ทุกคนก็สามารถนำไปใช้ในการเดินทางได้เช่นกันแต่หากใครอยากรู้ประโยคนอกเหนือจากนี้ก็สามารถลองฝึกได้นะคะ


เป็นยังไงกันบ้างคะกับการสองประเทศที่เรามาแนะนำกันวันนี้ หลังจากได้ลองอ่านแล้ว จะเห็นได้ชัดว่าทั้ง 2 ประเทศมีความใกล้เคียงกันในเรื่องราคาที่พัก อาหาร และเครื่องดื่มแต่ลักษณะการเที่ยวนั้นต้องลองศึกษากันดูอีกที

เพราะญี่ปุ่นกับเกาหลีนั้นการเที่ยวอาจจะเป็นกันคนละสไตล์ สำหรับเราญี่ปุ่นเป็นประเทศที่เที่ยวครั้งเดียวไม่พอ แต่เกาหลีถ้ามีเวลาประมาณสักอาทิตย์กว่าๆก็เที่ยวได้ทั้งประเทศแล้ว ยังไงทุกคนลองศึกษาข้อมูลการท่องเที่ยวเพิ่มเติมกันอีกทีนะคะ


สิ่งหนึ่งที่เราไม่อยากให้เพื่อนๆมองข้ามก็คือ ประกันภัยการเดินทาง นั่นเองค่ะ แม้หลายคนจะบอกว่า ไปเที่ยวแค่ไม่กี่วันเท่านั้น ทำไมจะต้องซื้อประกันการเดินทางให้สิ้นเปลืองด้วย ในความเป็นจริงนั้น ประกันการเดินทางมีประโยชน์มากกว่าที่เราคิด

เพราะการเดินทางในแต่ละครั้ง ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางในประเทศ หรือไปเที่ยวต่างประเทศนั้น เราไม่มีทางรู้เลยว่าจะมีเหตุการณ์ฉุกเฉินอะไรเกิดขึ้นบ้าง ไม่ว่าจะเป็นอุบัติเหตุระหว่างเดินทาง บางคนอาจเกิดอาการเจ็บป่วยกะทันหัน หรือแม้แต่เหตุการณ์กระเป๋าเดินทางล่าช้า หรือหายขณะเดินทาง หรือเหตุการณ์ฉุกเฉินอื่นๆ

ซึ่งหากเพื่อนๆทำประกันการเดินทางไว้ ประกันจะให้ความคุ้มครองแก่คุณ ไม่ว่าจะเป็นค่ารักษาพยาบาล หรือแม้แต่ค่าใช้จ่ายในการซื้อของใช้จำเป็นในกรณีกระเป๋าเดินทางหายก็ตาม


ราคาประกันการเดินทางระยะเวลา 8 วัน ของประเทศญี่ปุ่น จาก  https://www.cigna.co.th/

ราคาประกันการเดินทางระยะเวลา 8 วัน ของประเทศเกาหลีใต้ จาก  https://www.cigna.co.th/

และหากใครอยากรู้รายละเอียดเกี่ยวกับประกันการเดินทางเพิ่มเติมก็สามารถเข้าไปดูเงื่อนไขและความคุ้มครอง หรือข้อมูลต่างๆได้ที่ www.finance.rabbit.co.th และหากคุณสนใจประกันการเดินทางที่เรามีให้ ก็สามารถสั่งซื้อในช่องทางออนไลน์ได้เลยค่ะ

เท่านี้คุณก็เดินทางได้อย่างมั่นใจไร้กังวลหากเกิดอะไรที่ไม่คาดคิด ที่จะคอยคุ้มครองคุณตั้งแต่ก้าวออกจากบ้านตลอดการเดินทางจนกลับถึงบ้านอย่างปลอดภัย


avatar
by doubleP
เรื่องที่คุณอาจสนใจ
loading icon