20 อนิเมชันญี่ปุ่น ที่ดีที่สุดแห่งต้นศตวรรษที่ 21 (4)

posted: 2 years ago
42,101 views
20 อนิเมชันญี่ปุ่น ที่ดีที่สุดแห่งต้นศตวรรษที่ 21 (4)

comments

ในที่สุดเราก็เดินทางมาถึง Top 5 ของ อนิเมชันญี่ปุ่น ที่ดีที่สุดแห่งต้นศตวรรษที่ 21 เป็นอย่างไรกันบ้างกับ 15 อันดับที่ผ่านมา มีภาพยนตร์อนิเมชันในดวงใจของคุณติดอยู่ในโผหรือเปล่าเอ่ย ถ้ายังไม่มีล่ะก็ อาจจะอยู่ใน Top 5 นี้ก็ได้นะ พออ่านมาถึงตรงนี้แล้ว คุณก็คงเลิกสงสัยแล้วสินะว่า ทำไมคนญี่ปุ่นถึงมีความเอาใจใส่ได้มากขนาดนี้ ก็เพราะภาพยนตร์อนิเมชันแต่ละเรื่องสามารถเข้าถึงจิตใจของคนได้อย่างลึกซึ้ง และเป็นสื่อในการปลูกฝังค่านิยมที่นำไปสู่การสร้างสังคมที่ดีได้นั่นเอง

ว่าแล้วก็ มาลุ้นกันเลยดีกว่าว่าภาพยนตร์อนิเมชันในดวงใจของคุณจะติดอยู่ใน 5 อันดับนี้หรือเปล่า

เรื่องที่คุณอาจสนใจ:
20 อนิเมชันญี่ปุ่น ที่ดีที่สุดแห่งต้นศตวรรษที่ 21 (1)
20 อนิเมชันญี่ปุ่น ที่ดีที่สุดแห่งต้นศตวรรษที่ 21 (2)
20 อนิเมชันญี่ปุ่น ที่ดีที่สุดแห่งต้นศตวรรษที่ 21 (3)

5. Paprika (Satoshi Kon, 2006)

ผลงานการกำกับชั้นยอดเรื่องสุดท้ายของปรมาจารย์ผู้ล่วงลับ ซาโตชิ คอน ว่าด้วยเรื่องของโลกความจริง ความฝัน และจินตนาการที่ผสมปนเป เรื่องนี้เป็นหนึ่งในแรงบันดาลใจให้เกิดภาพยนตร์เรื่อง “Inception” (2010) ที่ว่าด้วยเรื่องของการเข้าไปในความฝันของมนุษย์คล้ายๆ กัน แต่ก็ไม่เหมือนกันเสียทีเดียว

Paprika (2006)
Paprika (2006)

“Paprika” ไม่ใช่ภาพยนตร์การ์ตูนสำหรับเด็กแน่นอน เพราะมีเนื้อเรื่องที่ล้ำลึกและเข้าใจได้ยากอยู่พอสมควร แต่อัตลักษณ์ของเรื่องนี้อยู่ที่วิธีการนำเสนอที่หลุดกรอบและเหนือความคาดหมายของผู้ชมไปไกลมาก ประกอบกับการจิกกัดสื่อได้อย่างเจ็บแสบและการดำเนินเรื่องที่บอกได้เลยว่า “ไม่มีช่องว่างให้ผู้ชมเบื่อได้เลย” จึงไม่น่าแปลกใจเลยว่าทำไม “Paprika” ถึงได้เข้ามาอยู่อันดับที่ 5 ของเรา

4. Tekkonkinkreet (Michael Arias, 2006)

เด็กชายกำพร้าสองพี่น้องอาศัยอยู่ใน “Treasure Town” เมืองที่ตำรวจและยากูซ่าอยู่ร่วมกันด้วยข้อตกลงว่าจะไม่วุ่นวายซึ่งกันและกัน (เมืองเถื่อนที่มีความสงบเรียบร้อย?) และกิตติศัพท์ในความห้าวของเด็กทั้งสองก็เป็นที่รู้จักดีของทั้งสองฝ่าย ความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นเมื่อมีนายทุนปริศนาต้องการจะเปลี่ยนเมืองนี้ให้กลายเป็นสวนสนุก จึงนำไปสู่เหตุการณ์ปะทะอันรุนแรงทั้งทางกายและอารมณ์ความรู้สึก

Tekkonkinkreet (2006)
Tekkonkinkreet (2006)

ประเด็นหลักๆ ของเรื่องนี้จะชี้ไปที่จิตใจทั้งสองด้านของมนุษย์ ที่มีทั้งขาวและดำ แต่สุดท้ายแล้วทั้งสองด้านก็ไม่สามารถขาดหายไปจากกันและกันได้ เพราะมนุษย์คือภาชนะของทั้งสองสิ่งที่จะต้องเติมเต็มกันและกัน นอกจานี้ อนิเมชันเรื่องนี้ยังได้รับการการันตีคุณภาพด้วยรางวัล Japan Academy Award 2008 ในสาขาภาพยนตร์อนิเมชันยอดเยี่ยมแห่งปี ซึ่งเป็นรางวัลเดียวกับที่ “The Girl Who Leapt Through Time” เคยได้เมื่อปี 2007

3. Ghost in The Shell: Innocence (Mamoru Oshii, 2004)

อีกหนึ่งผลงานระดับตำนานแห่งวงการอนิเมชันญี่ปุ่น เป็นภาคต่อภาพยนตร์อนิเมชัน “Ghost in The Shell” (1995) และมีเนื้อเรื่องเชื่อมโยงกับภาคทีวีซีรีส์ “Ghost in The Shell: Stand Alone Complex”

Ghost in The Shell 2 Innocence (2004)
Ghost in The Shell 2 Innocence (2004)

เนื้อเรื่องว่าด้วยการตั้งคำถามถึงตัวตนและจิตวิญญาณ “Ghost” ที่อยู่ในภาชนะ “Shell” ซึ่งก็คือร่างกายของเรานี่แหละ แต่ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงกายเนื้อเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงเครื่องจักรกลที่ถูกผลิตขึ้นมาเพื่อเป็นภาชนะในการบรรจุข้อมูลด้วย ซึ่งประเด็นนี้ก็ไม่เคยเก่าลงเลยแม้แต่น้อยในโลกที่วิทยาการก้าวหน้าขึ้นทุกวันเช่นนี้ แล้วอย่างนี้ ความฝันของมนุษย์ที่อยากจะพัฒนาหุ่นยนต์ให้ไปถึงระดับปัญญาประดิษฐ์ยังเป็นสิ่งสมควรอยู่หรือไม่ หากพวกเขามีความคิดและจิตวิญญาณ เราจะยังมองว่าสิ่งเหล่านี้เป็นเพียงสิ่งของที่ทิ้งขว้างหรือเปลี่ยนใหม่เมื่อไรก็ได้อยู่อีกหรือ

2. Metropolis (Rintaro, 2001)

ต้นฉบับดั้งเดิมเป็นของ อ.เท็ตสุกะ โอซามุ ถูกสร้างเป็นภาพยนตร์อนิเมชันแนวไซไฟโดย รินทาโร่ เขียนบทโดย โอโตโมะ คัทสุฮิโระ (ผู้เขียนบท “Akira” 1988) ซึ่ง “Metropolis” ก็ไม่ทำให้ผู้ชมผิดหวัง เพราะเมื่อออกฉายแล้วก็กลาบเป็นที่กล่าวขวัญอย่างมากทั้งในอเมริกา ยุโรป และญี่ปุ่นเอง

Metropolis (2001)
Metropolis (2001)

ตัวภาพยนตร์สะท้อนความต้องการที่ไม่สิ้นสุดของมนุษย์ ที่พยายามจะสร้างหุ่นยนต์ที่สามารถควบคุมโลกทั้งโลกได้ หรือก็คือความพยายามที่จะอยู่เหนือธรรมชาตินั่นเอง นอกจากนี้ยังสะท้อนให้เห็นถึงระบบชนชั้นที่เกิดจากความเหลื่อมล้ำทางสังคม ซึ่งสุดท้ายแล้วก็นำไปสู่ความพังพินาศในตัวของมันเอง และด้วยปัจจัยต่างๆ เหล่านี้เอง ที่ทำให้ “Metropolis” เป็นผลงานชั้นยอดแห่งช่วงต้นศตวรรษที่ 21 ที่คุณไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง

1. Spirited Away (Hayao Miyazaki, 2001)

เรียกได้ว่าไร้ข้อกังขาโดยสิ้นเชิงสำหรับผลงานการกำกับของอนิเมเตอร์ชั้นครูจากสตูดิโอจิบลิอย่างฮายาโอะ มิยาซากิ หนึ่งในสุดยอดปรมาจารย์แห่งอนิเมชันญี่ปุ่น การันตีคุณภาพของความเป็นที่สุดด้วยรางวัล Best Animated Feature จากเวทีออสการ์ครั้งที่ 75 และอื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งภาพยนตร์อนิเมชันเรื่องนี้เป็นเสมือนการกระพือปีกครั้งสำคัญที่พาวงการอนิเมชันญี่ปุ่นไปสู่น่านฟ้าใหม่ที่กว้างใหญ่กว่าในมุมมองเดิม

Spirited Away (2001)
Spirited Away (2001)

“Spirited Away” ว่าด้วยการเติบโตทางจิตวิญญาณของเด็กหญิงในโลกแห่งทวยเทพ การหลงลืมตัวตน ความมุ่งมั่น และความสัตย์จริงของความรัก ทัศนียภาพและดนตรีบรรเลงสะกดผู้ชมให้เข้าสู่มิติพิศวงของเหล่าทวยเทพได้อย่างสมบูรณ์ ตัวเนื้อเรื่องเหมาะสมกับทุกเพศทุกวัยและให้แนวคิดที่แตกต่างกันไปในแต่ละช่วงอายุและประสบการณ์ แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม ทุกคนจะได้เติบโตขึ้นจากการชมภาพยนตร์เรื่องนี้อย่างแน่นอน นับเป็นภาพยนตร์เปิดสหัสวรรษที่งดงามและเหมาะสมเป็นที่สุด จึงไม่น่าแปลกใจเลยว่า ทำไม “Spirited Away” ถึงกลายเป็นที่สุดของอนิเมชันแห่งต้นศตวรรษที่ 21

ขอเพิ่มเติมอีกสักนิดว่า ผลงานของสตูดิโอจิบลิเรื่อง “When Marnie Was There” (2014) ก็ติดอยู่ในรายชื่อผู้เข้าชิงรางวัลออสการ์ 2016 งานประกาศรางวัลภาพยนตร์สุดยิ่งใหญ่ที่กำลังจะจัดขึ้นในวันที่ 28 กุมภาพันธ์นี้ด้วย โดยเข้าชิงในสาขาเดียวกันกับ “Spirited Away” คือ รางวัลออสการ์ สาขา Best Animated Film นั่นเอง ยังไงพวกเราก็มาร่วมเอาใจช่วยให้สตูดิโอจิบลิสามารถคว้ารางวัลจากเวทีอันทรงเกียรติของคนทำหนังในปีนี้กันเถอะ

เป็นอย่างไรกันบ้างกับ 20 อันดับอนิเมชันที่ผ่านไป เห็นด้วยหรือไม่อย่างไรก็มาแชร์กันได้เลย แต่ก่อนอื่นต้องรีบไปหามาดูกันให้ครบก่อนล่ะ เพราะผลงานดีๆ ที่ทั่วโลกยอมรับแบบนี้ก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรพลาดใช่ไหมล่ะ ดังนั้นแล้วจะรอช้าอยู่ใย รีบกระโจนเข้าไปในโลกของอนิเมชันกันเถอะ หรือจะเริ่มต้นย้อนดูตั้งแต่อันดับที่ 20 ก็ถือเป็นตัวเลือกที่ดีไม่แพ้กัน

และสำหรับใครที่ชื่นชอบการชมภาพยนตร์แนวอื่นๆ เราก็ได้รวบรวมภาพยนตร์ชั้นยอดในแต่ละสาขามาไว้ให้คุณแล้ว ไม่ว่าจะเป็นภาพยนตร์แนวสยองขวัญแบบซอฟท์ๆ ใน 10 อันดับหนังผีที่ไม่สยองแบบใครๆ ก็ดูได้ หรือภาพยนตร์สำหรับเด็กที่กาลเวลาไม่อาจทำให้ผลงานเหล่านั้นเก่าลงได้เลยใน 10 หนังเด็กสุดคลาสสิคตลอดกาล หรือแม้แต่ภาพยนตร์แนวฮีโร่ เราก็ได้รวบรวมข่าวสารมาฝากคุณไว้แล้วที่ 8 หนังซูเปอร์ฮีโร่แห่งปี 2016

นอกจากนี้เรายังมีข้อมูลข่าวสารในวงการภาพยนตร์ที่จะทำให้คุณแปลกใจ เช่น 20 ดาราดังที่สวมบทบาทได้แนบเนียนและสมจริงจนแทบจำไม่ได้ หรือทฤษฎีแปลกๆ ที่แม้แต่สาวกหนังมาร์เวลเองยังต้องอึ้งไปตามๆ กันเมื่อได้อ่านใน 7 ทฤษฎีบ้าๆ ในหนังมาร์เวล หรือแม้กระทั่งภาพยนตร์ชุดชื่อดังอย่าง สตาร์ วอร์ส ก็มีเรื่องให้แฟนๆ เซอร์ไพรส์เช่นเดียวกัน ทำไมน่ะเหรอ ก็เพราะมีนักแสดงชื่อดังหลายคนที่แอบไปร่วมแสดงแต่ไม่มีใครสังเกตเห็นน่ะสิ ถ้าอยากรู้ว่ามีใครกันบ้างก็เข้าไปอ่านได้เลยใน 11 ดาราดังที่แอบไปรับบทใน สตาร์ วอร์ส ภาค 7 แล้วเราจะกลับมาอัพเดทข่าวสารวงการภาพยนตร์กันอีกเรื่อยๆ รอติดตามกันได้เลย


avatar
by ด.ช.อไทย
มนุษย์

เรื่องที่คุณอาจสนใจ

loading icon