Blockchain : เทคโนโลยีที่จะสั่นสะเทือน วงการธนาคาร

posted: 1 year ago
Blockchain : เทคโนโลยีที่จะสั่นสะเทือน วงการธนาคาร

comments

ถ้าพูดถึง เทคโนโลยี Blockchain (บล็อกเชน) หลายคนน่าจะคุ้นเคยกับมัน ในฐานะของระบบเก็บข้อมูลแบบไม่มีศูนย์กลาง ที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของเหล่า สกุลเงินดิจิทัล ต่างๆ อย่าง Bitcoin หรือ Ethereum กันอยู่แล้ว แต่ในความเป็นจริงบล็อกเชน ถือเป็นเทคโนโลยีสารพัดประโยชน์ ที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้กับอุตสาหกรรมอื่นๆ ได้อีกมากมายเลยค่ะ


blockchain 1

“บล็อกเชน” กับอิทธิพลที่มีต่อ “ระบบธนาคารไทย”

ทั้งประเทศไทยและทั่วโลกต่างก็ตื่นเต้นและตื่นตัวกับเทคโนโลยี Blockchain กันทั้งนั้น โดยเฉพาะในโลกของการเงิน อย่าง ธุรกิจธนาคาร ที่ต่างก็หันมาใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีอันทันสมัยนี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของตัวเองในด้านต่างๆ

อย่างเมื่อต้นเดือน กรกฎาคม 61 ที่ผ่านมา ปตท.สผ. ได้จับมือกับ ธนาคารไทยพาณิชย์ ร่วมมือกันพัฒนา ระบบธุรกรรมโอนเงินต่างประเทศ ผ่าน Blockchain ของ Ripple เพื่อหวังเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการ และเพิ่มความสามารถในการแข่งขันทางธุรกิจกับธนาคารอื่นๆ ด้วย

ซึ่งนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ แวดวงธนาคารคารไทย เริ่มหันมาสนใจและใช้ประโยชน์จากความสามารถอันหลากหลายของเทคโนโลยี  Blockchain

blockchain 2
(Cr.) www.greenlifeplusmag.com

ในเดือนมีนาคม 61 ที่ผ่านมา ประเทศไทยของเราได้มีการเปิดตัวโครงการ Thailand Blockchain Community Initiative ซึ่งเป็นการร่วมมือกันของ 14 ธนาคารชั้นนำ เพื่อร่วมศึกษาและพัฒนาเทคโนโลยีแห่งโลกอนาคตนี้ขึ้นมาโดยเฉพาะ

ย้อนกลับไปเมื่อ เดือนมิถุนายน ปี 60 ก็เป็น ไทยพาณิชย์ อีกเช่นกัน ที่ประเดิมการทดลอง โอนเงินข้ามประเทศจากญี่ปุ่นมาไทย ผ่าน Blockchain เป็นครั้งแรก โดยกระบวนการทั้งหมดใช้เวลารวดเร็วเพียง 20 นาทีเท่านั้น ซึ่งไวกว่าปกติที่ใช้เวลาเป็นวันๆ หลายเท่าตัว

ต่อมาในเดือนกรกฎาคม 60 ธนาคารกสิกรไทย จับมือกับ IBM เปิดตัว ระบบการให้บริการ OriginCert API ที่นำมาใช้จัดเก็บและส่งต่อเอกสารหนังสือค้ำประกัน (Letter of Guarantee: LG) บน Blockchain เพื่อเพิ่มความสะดวก รวดเร็ว และปลอดภัย ให้กับลูกค้ามากขึ้น ซึ่งถือเป็นธนาคารแรกของโลกที่มีการให้บริการหนังสือค้ำประกัน บนระบบ Blockchain ด้วย

ทางด้านธนาคารกรุงศรี ก็ไม่น้อยหน้า เริ่มมีการจัดเก็บเอกสารและสัญญาต่างๆ ของธนาคาร ผ่านระบบ Blockchain มาตั้งแต่ เดือนพฤศจิกายน 60 แล้ว และเมื่อวันที่ 21 มีนาคม 61 ที่ผ่าน มากรุงศรียังเปิดตัว บริการ SUPPLY CHAIN FINANCING ซึ่งเป็นบริการ ส่ง invoice คำขอสินเชื่อ ผ่านระบบ Blockchian ครั้งแรกในประเทศไทยอีกด้วย


blockchain 3

สะดวก-รวดเร็ว-ปลอดภัย คือ หัวใจการทำงานของ Blockchain

ตอนนี้ Blockchain เข้ามามีบทบาทในวงการธุรกิจธนาคารอย่างมาก ทั้งในไทยและในระดับโลก เราไปทำความเข้าใจกันสักนิดดีกว่าว่า ทำไมมันถึงน่าสนใจขนาดนั้น และมันจะสามารถเปลี่ยนแปลงระบบธนาคารให้ก้าวไปถึงจุดไหนได้บ้าง

blockchain 4

Blockchain คืออะไรและทำงานอย่างไร?

ถ้าจะเอาศัพท์ทางการ มันก็คงจะเข้าใจยากไปนิดนึง เพราะฉะนั้นเราขอลองอธิบายแบบบ้านๆ ให้ฟังแล้วกันนะคะ

Blockchain เป็น “ระบบเทคโนโลยี” ที่ใช้สำหรับจัดเก็บหรือแชร์ข้อมูล โดยผู้ใช้ทุกคนในระบบ จะเชื่อมต่อกันเป็นโครงข่าย (Peer-to-Peer) โดยไม่อาศัยตัวกลาง เมื่อมีการสร้างข้อมูลธุรกรรม (ฺBlock) ขึ้น ผู้ใช้ทุกคนจะต้องทำการอนุมัติและยืนยันข้อมูลใหม่นี้ก่อนเท่านั้น มันจึงจะสามารถเข้าสู่ห่วงโซ่ (Chain) ของ Blockchain ได้ ทำให้มันมีความปลอดภัยมากกว่าและรวดเร็วกว่าการทำธุรกรรมปกตินั่นเอง

blockchain 5

ถ้าเป็นระบบแบบเก่า สมมุติว่า เราจะ โอนเงิน จำนวนหนึ่ง ไปให้เพื่อนที่อยู่ต่างประเทศ ปกติเราจะต้องเอาเงินไปให้กับธนาคารก่อน แล้วธนาคารจึงจะส่งเงินต่อไปหาเพื่อนเราอีกที ซึ่งธนาคารในที่นี้ ถือเป็น ตัวกลาง (Centralized) ที่เก็บข้อมูลธุรกรรมทุกอย่างและเป็นผู้ตรวจสอบความน่าเชื่อถือแต่เพียงผู้เดียว

ซึ่งระบบแบบนี้  เสี่ยงต่อการถูกแทรกแซงมากกว่า และกว่าจะตรวจสอบข้อมูลได้ ก็ใช้เวลานานแสนนาน ทำให้เสียเวลาในการทำธุรกรรมเป็นอย่างมาก แถมยังมีต้นทุนในการทำงานที่สูงมากอีกด้วย

แต่สำหรับ ระบบ Blockchain นั้น ถือเป็น ระบบแบบกระจาย (Decentralized) ซึ่งจะไม่มีตัวกลางในการเก็บข้อมูล แต่ผู้ใช้ทุกคนจะมีส่วนช่วยดูแลรักษาระบบนี้ร่วมกันแทน  ดังนั้นเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงข้อมูลเกิดขึ้น ผู้ใช้ทุกคนจะรับรู้ได้ทันที ทำให้ยากต่อการทุจริตมากกว่า นอกจากนั้นผู้ใช้ทุกคนในระบบยังสามารถตรวจสอบข้อมูลการทำธุรกรรมของคนอื่นได้ ทำให้มันมี ความปลอดภัย มากกว่าด้วยนั่นเอง

ดังนั้น เราก็จะสามารถโอนเงินไปให้เพื่อนได้โดยตรง เพียงแค่เราอยู่ในระบบ Blockchain เดียวกันเท่านั้น มันก็จะเพิ่มความสะดวกและรวดเร็วได้มากกว่า โดยไม่ต้องอาศัยตัวกลางให้เสียเวลาอีกต่อไปค่ะ

(Cr.) Faunglada Saranee

Blockchain ในช่วงแรก มักจะถูกใช้กับธุรกรรม สกุลเงินดิจิทัล อย่าง Bitcoin Ethereum และ Ripple เนื่องจากมันมีความปลอดภัยสูง สามารถทำธุรกรรมได้อย่างง่ายดายและรวดเร็วกว่า แถมมีความน่าเชื่อถือด้วย จึงไม่แปลกที่ระบบเทคโนโลยีนี้เป็นปัจจัยหลักๆ ที่ผลักดันให้สกุลเงินดิจิทัลประสบความสำเร็จในโลกยุคปัจจุบันนี้


blockchain 5

เทคโนโลยี Blockchain และประโยชน์ต่อ ระบบธนาคาร

เป็นเรื่องที่น่าแปลกอยู่เหมือนกัน ที่ระบบ Centralized ใหญ่ๆ อย่าง ธนาคาร จะมาสนอกสนใจในระบบ Decentralized แบบ Blockchain แถมยังคิดที่จะเอามันมาแทนระบบเก่าของตัวเองอีกแหนะ

อย่างนี้หมายความว่าเจ้าสิ่งนี้ มันต้องมีข้อดีอะไรบางอย่าง ที่จะช่วยพัฒนาระบบธนาคารให้ก้าวไปอีกขั้นได้แน่นอน

1.ประหยัดเวลา

แน่นอนว่า เมื่อธนาคารเปลี่ยนมาใช้ Blockchain การทำธุรกรรมทางการเงิน ก็ไม่จำเป็นจะต้องผ่านตัวกลางอีกต่อไป ดังนั้น มันก็จะช่วยลดเวลาในการทำธุรกรรมทางการเงินต่างๆ ได้ จากเป็นวัน เหลือเพียงหน่วยชั่วโมง หรืออาจไม่กี่นาทีก็เป็นได้ แถมยังเพิ่มความสะดวกในการทำธุรกรรมได้เช่นกัน

นอกจากนั้น Blockchain ยังสามารถป้องกันไม่ให้เกิด การทำซ้ำของข้อมูล(Duplicate Data)ได้ ถึงแม้ว่าข้อมูลจะต้องถูก Copy ไปให้ผู้ใช้ทุกคนในระบบก็ตาม และหากต้องการจะแก้ไขข้อมูลอะไร ธนาคารก็สามารถทำได้เร็วกว่า เพราะแก้แค่จุดเดียว มันก็จะส่งไปหาทั้งระบบอยู่แล้ว (เพราะมันเชื่อมต่อกันหมด) ทำให้ข้อมูลต่างๆ ที่ออกมาจากธนาคารมีความน่าเชื่อถือมากขึ้น แถมยังช่วยประหยัดเวลาในการตรวจสอบและจัดเก็บข้อมูลของธนาคารมากกว่าด้วยค่ะ

2.ลดค่าใช้จ่าย

ประเทศไทย มี จำนวนบัญชีสินเชื่อ ของธนาคารพาณิชย์ทั้งหมดประมาณเกือบ 13 ล้านบัญชี ลองคำนวณค่าใช้จ่ายต่างๆ ในการจัดเก็บเอกสารและดำเนินการดูสิคะ ว่าในแต่ละปีธนาคารจะต้องเสียเงินไปกับตรงนี้มากแค่ไหน นี้ยังไม่รวมถึงค่าจ้างพนักงาน ค่าดูแลสถานที่ และจิปาถะอื่นๆ อีกนะ

ในเบื้องต้นการใช้ Blockchain ช่วยจัดเก็บและส่งเอกสารทางการเงินให้กับลูกค้านั้น จะสามารถลดต้นทุนในการพิมพ์เอกสารกระดาษได้มากขึ้น รวมถึงยังลดค่าดูแลรักษาต่างๆ และความยุ่งยากในการทำงานได้ด้วย

โดยการนำ Blockchain มาใช้ในระบบธนาคารนั้น คาดการณ์ว่าจะสามารถ ช่วยลดค่าใช้จ่าย ของธนาคารทั่วโลกได้มากถึง 15-20 พันล้านดอลลาร์ ภายในปี ค.ศ. 2022 เลยทีเดียว

blockchain 6

3.เพิ่มความปลอดภัย

ก่อนที่จะถูกเพิ่มเข้าไปในห่วงโซ่ของ Blockchain ผู้ใช้ทุกคน จะต้องถูกตรวจสอบข้อมูลและความน่าเชื่อถืออย่างละเอียดซะก่อน ทำให้เรามั่นใจว่าจะสามารถทำธุรกรรมได้อย่างปลอดภัยแน่นอน ถึงแม้จะไม่รู้ว่าอีกฝ่ายเป็นใครก็ตาม

นอกจากนั้น เมื่อผู้ใช้ถูกเพิ่มเข้าไปในระบบแล้ว ก็จะไม่สามารถทำการเปลี่ยนแปลงข้อมูลได้ ยกเว้นจะได้รับอนุญาตจากผู้ใช้อื่นๆ ในระบบซะก่อน เรียกว่า “จะทำอะไร คนอื่นรู้หมด” เพราะฉะนั้น มันจึงยากต่อการทุจริตต่างๆ นั่นเอง

ระบบ Blockchain จะมีสิ่งที่เรีกยว่า Public key ซึ่งสามารถใช้เพื่อดูข้อมูลธุรกรรมของบัญชีอื่นๆ ในระบบได้ (ธนาคารน่าจะเป็นคนที่มีไว้) แต่จะไม่สามารถเปลี่ยนแปลงข้อมูลหรือทราบชื่อเจ้าของบัญชีได้ หากไม่ได้รับอนุญาต ทำให้ถึงแม้จะมี ผู้ไม่หวังดี ขโมยกุญแจสำคัญนี้ไป มันก็ไม่สามารถแทรกแซงอะไรได้ และความโปร่งใสของระบบ ยังทำให้ผู้ใช้อื่นๆ สามารถช่วยตรวจตราความปลอดภัยของระบบได้อีกทางหนึ่งด้วย

ถึงแม้เทคโนโลยี Blockchain จะช่วยอำนวยความสะดวกให้กับลูกค้าและสามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของธนาคารได้จริง แต่มันก็ไม่ได้มีแต่ข้อดีเสมอไปหรอกนะคะ


blockchain 7

ผลกระทบด้านลบที่อาจเกิดขึ้น เมื่อธนาคารนำ Blockchain มาใช้

1.สิ้นเปลีองทรัพยากร

การจัดการและดูแลระบบ Blockchain จำเป็นต้องอาศัย คอมพิวเตอร์ที่มีสเปกสูง พอสมควร เพื่อมารองรับระบบที่มีความซับซ้อนนี้ ทำให้ธนาคาร (หรือในอนาคตอาจจะหมายถึงเหล่าลูกค้าของธนาคารด้วย) จำเป็นที่จะต้องซื้อคอมพิวเตอร์ที่มีราคาแพงกว่าปกติ เพื่อมารองรับการใช้งานผ่าน Blockchain เช่นกัน

นอกจากนั้น ถ้าธนาคารไหน อยากจะได้เปรียบคู่แข่งเจ้าอื่นๆ ก็ต้อง ลงทุน ซื้อคอมพิวเตอร์หลายเครื่องมากกว่า เพื่อให้สามารถรองรับผู้ใช้งานมากกว่าตามไปด้วย (คิดง่ายๆ เหมือนขยายสาขาให้เยอะกว่านั่นแหละค่ะ) ทำให้มันทั้งสิ้นเปลืองเงินทุน และสิ้นเปลืองพลังงานในการดูแลรักษาระบบเป็นอย่างมากเลยล่ะ

2.สิ้นเปลืองเวลา

ถึงแม้ การทำธุรกรรมผ่าน Blockchain จะรวดเร็วกว่า การทำผ่านตัวกลางก็ตาม แต่มันก็ยังต้องใช้เวลาในการยืนยันอยู่ดี เพราะการจะทำธุรกรรมได้ครั้งหนึ่ง เราต้องรอให้ผู้ใช้ทุกคนในระบบยืนยันการทำธุรกรรมครั้งนั้นก่อน ซึ่งถ้าห่วงโซ่ของธนาคารมีขนาดใหญ่มากๆ และยังไม่มีมาตราการมารองรับหรือแก้ไขตรงนี้ มันอาจจะทำให้เสียเวลาไม่ต่างจากการทำผ่านระบบเก่าก็เป็นได้ค่ะ

blockchain 8

3.ความผิดพลาดของมุนษย์

เมื่อเราทำการเปลี่ยนแปลงใดๆ บน Blockchain แล้ว มันจะคงอยู่อย่างนั้นตลอดไปและไม่สามารถทำอะไรกับมันได้อีก สมมุติว่า เราโอนเงินผ่าน Blockchain ผิด ไปให้อีกบัญชีหนึ่ง ทางเดียวที่เราจะได้เงินกลับมา คือ การต้องทำให้บัญชีที่ผิดนั้น ตกลง คืนเงิน ให้กับเราด้วย ซึ่งถ้าเกิดอีกฝั่งไม่ตกลงขึ้นมา เราก็ไม่สามารถทำอะไรได้ และอาจสูญเสียเงินก้อนนั้นไปเลยก็เป็นได้

ต่างจาก ระบบธนาคารแบบเก่า ที่ หากผิดพลาด ก็ยังสามารถแก้ไขได้ และอาจจะมีทางออกอื่นๆ เพิ่มมากขึ้น เพื่อรองรับข้อผิดพลาดในกรณีต่างๆ นั่นเอง

4.อาจส่งผลให้มีคนว่างงานเพิ่มขึ้น

แน่นอนว่าเมื่อทุกอย่างถูกเปลี่ยนเข้าสู่ ระบบออนไลน์ หมด มันก็ไม่มีประโยชน์ที่จะต้องจ้างพนักงานเยอะๆ อีกต่อไป ทำให้ไม่แน่ว่า ในอนาคตอาจจะมีการปลดพนักงานที่ไม่จำเป็นออก เพื่อลดค่าใช้จ่ายโดยรวม จึงส่งผลให้เกิดการว่างงานเพิ่มขึ้นก็เป็นได้

ถึงแม้ตอนนี้ Blockchain จะยังไม่ได้เข้ามามีบทบาทแบบเต็มตัว และยังถูกใช้ประโยชน์หลักๆ เพื่อเก็บเอกสารต่างๆ เท่านั้น แต่ในอนาคต ธนาคารก็คงจะนำข้อดีของ  นวัตกรรมการเงิน นี้ มาพัฒนาเป็นบริการที่หลากหลายมาขึ้นอย่างแน่นอน ซึ่งเราก็คงต้องมารอดูกันต่อไปว่า Blockchain จะสามารถเข้ามาเปลี่ยนแปลงโลกของระบบธนาคารเดิมๆ ให้ก้าวสู่ยุคใหม่ได้มากแค่ไหนกันค่ะ


avatar
by V.yada
หมูน้อย ผู้อยากเข้าใจโลกกว้างให้มากขึ้น
เรื่องที่คุณอาจสนใจ
loading icon