7 วิธีรับมือกับอาการ “เบรกแตก” อย่างปลอดภัยและได้ผล

posted: 1 year ago
7 วิธีรับมือกับอาการ “เบรกแตก” อย่างปลอดภัยและได้ผล

comments

อุบัติเหตุบนท้องถนน ที่เราพบเห็นกันเป็นประจำ ถ้าไม่เกิดจากภัยพิบัติทางธรรมชาติ ก็เกิดจากความประมาทของผู้ขับขี่ การเสื่อมสภาพของรถยนต์ที่เจ้าของรถไม่เคยใส่ใจ ไม่ตรวจเช็กสภาพรถยนต์ ชนิดที่ว่า รถยนต์ไม่พร้อมใช้งาน

ยิ่ง “เบรก” ที่เป็นอุปกรณ์หลักในการหยุดรถ ถ้ารถไม่พร้อมใช้งาน จน “เบรกแตก” ก็ไม่ต้องเดากันแล้วค่ะ ว่าจะเกิดโศกนาฎกรรมบนถนนขนาดไหน


อุบัติเหตุบนถนน
ขอขอบคุณภาพจาก theurbantwist.com

เบรกแตก คืออะไร 

รถเบรกแตก ที่เราเห็นกันในละครนี่แหละค่ะ เป็นอีกหนึ่งสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน ซึ่งส่งผลร้ายแรงต่อชีวิตของผู้ขับขี่ รถร่วมทางคันอื่น รวมถึงสภาพของรถยนต์ด้วย 

“เบรกแตก” คือ อาการที่เกิดขึ้นเมื่อเราเหยียบแป้นเบรกจนจมสุดแต่ระบบเบรกไม่ทำงานตอบสนอง และไม่สามารถชะลอรถหรือหยุดรถยนต์ได้


เบรกรถยนต์
ขอขอบคุณภาพจาก 1.bp.blogspot

แล้วทำไมรถถึง เบรกแตก ได้ 

1. เกิดจากมีรอยรั่วในระบบ

เช่น ท่อแป๊ปเบรกผุกร่อนจนรั่ว สายอ่อนเบรกแตก ผ้าเบรกหมดเป็นเวลานาน จนทำให้ลูกสูบเบรกหลุดออกมา และเมื่อน้ำมันเบรกรั่วออกจากระบบจนหมดก็จะเกิดอาการ “เบรกแตก”

2. เกิดจากความร้อน

ความร้อนที่ว่า ก็มาจากการเบรกแบบกะทันหัน ถือเป็นอีกหนึ่งสาเหตุของอาการเบรกแตก คือ การเบรกกะทันหัน หรือเบรกบ่อยๆ ภายใต้ความเร็วสูง จะส่งผลให้ “น้ำมันเบรก” ซึมซับความร้อนเอาไว้แล้วระบายสู่ส่วนอื่นไม่ทัน

จนถึงจุดเดือดสูงสุด “น้ำมันเบรก” ก็จะระเหยกลายเป็นไอในกระบอกสูบเบรกจนไม่มีแรงดันที่จะไปกระทำต่อลูกสูบเบรกให้ไปดันผ้าเบรกได้ ทำให้เกิดอาการ “เบรกแตก” 


เบรกแตก

ข้อควรปฏิบัติเมื่อรถยนต์ “เบรกแตก”

อาการ “เบรกแตก” สามารถเกิดขึ้นได้กับรถยนต์ทุกๆ คัน จะรถแพง รถถูก รถมือสอง เบรกแตกไม่เลือกหรอกค่ะ นอกจากโชคไม่ดีแล้ว ก็เกิดจากการไม่ใส่ใจของเรานี่แหละ  ดังนั้นเราลองมาศึกษาวิธีเอาตัวรอดเมื่อรถยนต์เบรกแตกกันดีกว่า เผื่อวันนั้นมาถึงจะไดรับมือกับมันได้

1. เมื่อต้องเผชิญหน้ากับอาการ “เบรกแตก” ต้องตั้งสติจับพวงมาลัยให้มั่น

2. เปิดไฟฉุกเฉิน เพื่อเป็นสัญญาณบอกเพื่อนร่วมทางให้เว้นระยะห่างจากรถคุณ

3. ลดความเร็ว รถยนต์ให้ได้โดยเร็วที่สุด โดยการถอนเท้าออกจากคันเร่ง

4. ถ้าเป็นเกียร์ออโตเมติกให้ดึงคันเกียร์จากตำแหน่ง D ลงมาที่ 3 ไล่ลงไปที่ 2 และ L เมื่อความเร็วลดลงอย่าดึงลงไปในตำแหน่ง 2 หรือ L ในครั้งเดียว เนื่องจากจะทำให้เกียร์พัง และรถยังเสียการทรงตัวด้วย

5. เกียร์ธรรมดาให้เหยียบคลัตช์แล้วไล่ลดเกียร์ลงมาเรื่อยๆ

6. ทั้งนี้ ในเกียร์ทั้ง 2 ระบบเรายังสามารถ ดึงเบรกมือช่วยชะลอรถได้ด้วย โดยต้องค่อยๆ ดึง ห้ามดึงสุดแรงในครั้งเดียวเพราะจะส่งผลให้รถเสียการทรงตัวจนนำมาสู่การเกิดอุบัติเหตุ

7. เมื่อชะลอรถได้แล้วให้มองหาจุดปลอดภัยเพื่อเข้าจอด


เกียร์อัตโนมัติ
ขอขอบคุณภาพจาก i.ytimg.com

วิธีป้องกันและตัดปัญหาอาการ “เบรกแตก” มีอะไรบ้าง ?

วิธีป้องกันและสามารถตัดปัญหาอาการเบรกแตกได้อย่างแน่นอนที่สุด คือ การตรวจสภาพรถยนต์เป็นประจำ และให้พร้อมใช้งานอยู่ตลอดเวลา มาดูกันว่า เราควรจะตรวจเช็กสภาพอุปกรณ์ใดบ้าง เพื่อที่จะได้ป้องกันรถเบรกแตก 

1. การเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเบรก

การเปลี่ยนถ่าย “น้ำมันเบรก” ปีละ 1 ครั้ง แม้ว่าไม่มีการรั่วซึมก็ตาม เนื่องจาก “น้ำมันเบรก” มีคุณสมบัติอันไม่พึงประสงค์ คือ

  • เป็นสารที่ดูดซับความชื้นจากอากาศได้ดี
  • สามารถผสมเข้าเป็นเนื้อเดียวกันได้

และเมื่อความชื้นเข้ามาปะปนอยู่ใน “น้ำมันเบรก” ส่งผลให้มีจุดเดือดลดต่ำลง ยิ่งบ้านเราจัดเป็นเขตที่มีความชื้นสูงด้วย จึงเป็นที่มาของการแนะนำให้เปลี่ยนถ่าย “น้ำมันเบรก” ทุก 1 ปี

นั่นก็เพื่อไล่ความชื้นที่ผสมอยู่ในน้ำมันเบรก และยังเป็นการป้องกันการกัดกร่อนจากสนิมที่เกิดจากความชื้น ซึ่งจะทำให้ลูกยางเบรกรั่วได้ง่าย


 

ช่วงล่างรถยนต์
ขอขอบคุณภาพจาก holt-lloyd.s3.amazonaws.com

2. ผ้าเบรก

เราควรเลือกใช้ชนิดที่ได้คุณภาพ เนื่องจากสามารถทนความร้อนได้ตามมาตรฐาน ทั้งนี้ ผ้าเบรกที่ใช้แล้วจะบางลงเรื่อยๆ 

เมื่อผ้าเบรกมีความหนาต่ำกว่า 3 มิลลิเมตรควรเปลี่ยนทันที

3. จานเบรก

ผ้าเบรกที่มีโลหะผสมอยู่มาก ฝุ่น หิน และการปล่อยให้ผ้าเบรกหมด จะทำให้จานเบรกเป็นรอย อีกทั้งการขับรถลุยน้ำขณะที่จานเบรกร้อนจะทำให้จานเบรกคดบิดตัว จนต้องทำการเจียร์จาน

ซึ่งการเจียร์จะทำให้จานเบรกบางลง และต่ำกว่าค่าที่ผู้ผลิตกำหนด ควรเปลี่ยนจานเบรกใหม่ หากไม่เปลี่ยนเมื่อผ้าเบรกบางลงอาจทำให้ลูกสูบเบรกหลุด นำมาสู่อาการ “เบรกแตก” ได้ในที่สุด

การตรวจสภาพรถยนต์ อย่างอุปกรณ์เบรก และอุปกรณ์อื่นๆ เป็นปัจจัยหนึ่งที่จะช่วยให้คุณปลอดภัยและห่างไกลจากอุบัติเหตุได้มากขึ้น แต่ทั้งนี้ก็ต้องควบคู่ไปกับการขับขี่ที่ปลอดภัยและรักษากฎจราจรด้วย

เพราะคงไม่คุ้มแน่ ถ้าหากเกิดอุบัติเหตุที่มีสาเหตุจากการไม่ตรวจสอบสภาพรถยนต์ และไม่รักษากฎจราจร เรียกได้ว่าเจ็บทั้งตัว แถมยังเสี่ยงติดคุกด้วย และถ้ายิ่งรถยนต์ของคุณไม่มี “ประกันรถยนต์” ด้วยแล้ว ไม่อยากคิดต่อเลยว่าจะเกิดเรื่องร้ายๆ อย่างไรบ้าง 


avatar
by wacheese

เรื่องที่คุณอาจสนใจ

loading icon