เลือกซื้อ ประกันภัยรถยนต์ จากนิสัยการขับขี่

posted: 10 months ago
เลือกซื้อ ประกันภัยรถยนต์ จากนิสัยการขับขี่

comments

นอกจากร่างกายกำลังเติบโตตามวัยที่พัฒนา สิ่งหนึ่งที่ถูกบ่มเพาะให้ติดตัวมาตั้งแต่เกิดก็คือ “นิสัย” ว่ากันว่านิสัยที่เป็นกันอยู่ทุกวันจะคล้ายกับคนที่เลี้ยงดู ถ้าแม่เป็นคนใจเย็นไม่วู่วาม พ่อเป็นคนโมโหร้าย หรือยายเป็นคนขี้งก เด็กที่โตขึ้นมาก็จะมีนิสัยคล้ายกับพวกเขา อาจจะเป็นพิมพ์เดียวกันเป๊ะๆ หรือได้นิสัยตรงนั้นมาเสี้ยวหนึ่ง

นิสัยบ่งบอกอะไรได้บ้างเหรอ?

นิสัยจะบ่งบอกได้ว่าบุคคลผู้นั้นเป็นคนที่มีพฤติกรรมอย่างไร แล้วนิสัยที่ว่าส่งผลอะไรต่อชีวิตบ้าง ถ้าการทำงานมีนิสัยขี้โมโหอาจทำให้เพื่อนร่วมงานเบื่อหน่าย ก็จะเป็นคนไม่ควบคุมอารมณ์โกรธ หรือนิสัยคิดมากจนเกิดความเครียด อาจทำให้เป็นโรคซึมเศร้าในภายหลังได้ เสี่ยงต่อการฆ่าตัวตายได้เหมือนกัน

หรือเหตุการณ์น่าหงุดหงิดใจเกิดขึ้นในขณะที่ขับรถ คนขี้โมโหโทสะรุนแรง บางทีก็อาจกลายเป็นคนใจเย็นบนท้องถนน กลับกันกับคนใจเย็นที่ขับรถอยู่ดีๆ แล้วโดนปาดหน้าขึ้นมา อารมณ์อาจเปลี่ยนเป็นคนละขั้วเลยก็ได้ ซึ่งนิสัยการขับขี่สามารถทำให้เกิดอุบัติเหตุได้

นิสัยกับการขับขี่

ชีวิตหลังพวงมาลัยเองก็มีความเสี่ยง และความเสี่ยงนั้นอาจส่งผลกระทบถึงทรัพย์สินและชีวิต นิสัยหลังพวงมาลัยมีอยู่สองทาง คือ ทำให้ถึงจุดหมายโดยสวัสดิภาพ หรือ โดนยึดใบขับขี่ระหว่างทาง ทั้งหมดขึ้นอยู่กับคนขับว่าจะควบคุมโทสะได้แค่ไหน และมีนิสัยการขับขี่อย่างไร เพราะนอกจากตัวเองจะเดือดร้อนแล้ว ยังทำให้เพื่อนร่วมทางคันอื่นๆ เดือดร้อนด้วย เช่น

  • ไม่เปิดไฟเลี้ยว

 

  • ขับรถปาดหน้า

 

  • ขับรถคร่อมเลน

 

  • เบรกกะทันหัน

 

  • ขับรถจี้ท้าย

 

  • ขับรถย้อนศร

นอกจากความประมาทเลินเล่อแล้ว นิสัยการขับขี่ที่ไม่ดีเหล่านี้จะทำให้เกิดอุบัติเหตุไม่คาดฝันขึ้นได้ง่ายมากๆ ซึ่งการกระจายความเสี่ยงโดยใช้ประกันรถยนต์เป็นอีกทางออกหนึ่งที่จะช่วยเบาเรื่องเงินได้มากโข ไม่ได้หมายความว่ามีประกันรถยนต์แล้วจะขับรถแบบไหนก็ได้ แต่ถ้าเกิดอุบัติเหตุขึ้นมา ประกันภัยจะคุ้มครองความเสี่ยงให้เอง


เลือกประกันภัยรถยนต์ให้เหมาะกับนิสัยการขับขี่

 

เลือกซื้อ ประกันภัยรถยนต์ จากนิสัยการขับขี่

 

 

แน่นอนว่า ประกันรถภาคบังคับ หรือ พรบ.รถยนต์ รถทุกคันต้องมีอยู่แล้ว แต่ถ้าเป็นประกันรถยนต์ภาคสมัครใจ ก็มีให้เลือกหลายแบบเหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็น

  • ประกันภัยรถยนต์ชั้น 1
  • ประกันภัยรถยนต์ชั้น 2
  • ประกันภัยรถยนต์ชั้น 3
  • ประกันภัยรถยนต์ชั้น 3+

โดยความคุ้มครองของประกันแต่ละชนิดก็จะลดหลั่นกันไปตามลำดับ เครื่องตัดสินใจอย่างการเลือกว่าประกันรถที่ไหนดี หรือดูว่านายหน้าไว้ใจได้หรือเปล่าคงช่วยตัดสินไม่พอ ซึ่งนิสัยการขับขี่เองก็เป็นตัวช่วยในการเลือกได้ดีเหมือนกัน สมมติว่า..

  1. เป็นคนที่ขับรถไว แต่ไม่ใจร้อน และมีสติในการขับรถอยู่ตลอดเวลา ไม่มีการเฉี่ยวชนตั้งแต่หลายปีที่ขับรถมา หรือชนแต่ก็เกิดขึ้นน้อยมาก เพราะเป็นคนที่ระมัดระวัง ประกันชั้น 2 หรือประกันชั้น 3 เหมาะสมกับนิสัยการขับขี่แบบนี้ เพราะความคุ้มครองที่จะได้รับ ถึงแม้จะไม่คุ้มครองรถของเรา แต่อย่างน้อยก็จะคุ้มครองรถของคู่กรณี
  2. หากเป็นคนชอบเดินทางท่องเที่ยวด้วยการขับรถ แถมเป็นคนขับรถไม่เร็วมากนัก และยังเป็นนักขับมือใหม่ที่มีใจรักการขับรถ ประกันที่เหมาะสมควรจะเป็น ประกันชั้น 1 ซึ่งจะครอบคลุมถ้าเกิดว่าขับรถไปชนคู่กรณี เบี้ยประกันแพงหน่อยแต่ก็ถือว่าคุ้มค่า
  3. เป็นคนที่ขับรถช่ำชอง แต่ว่าปกติไม่ค่อยใช้รถมากนัก อย่างมากก็แค่เทียวรับเทียวส่งคนในบ้าน และชีวิตประจำวันก็ใช้บริการรถโดยสารสาธารณะ ประกันภัยรถยนต์ที่เหมาะสมควรจะเป็นประกันชั้น 3 ที่ให้ความคุ้มครองรถและทรัพย์สินของคู่กรณี ซึ่งรถของเราเองก็ไม่ได้ใช้บ่อยมากนัก ค่อยซ่อมเมื่อมีเงินก็ยังได้

จริงๆ แล้วนิสัยการขับขี่ยอดแย่ที่กล่าวไปอย่าง ขับรถคร่อมเลน ขับรถย้อนศร หรือไม่ค่อยเปิดไฟเลี้ยว ล้วนสร้างความวุ่นวายให้กับท้องถนนเป็นอย่างมาก เพราะเป็นการขับรถที่ผิดกฎหมายจราจร ยิ่งถ้าไม่มีใบขับขี่แล้วขับรถชนกันก็จะสร้างความวุ่นวายเพิ่มขึ้นไปอีก


สภาพรถกับประกันรถก็สำคัญไม่แพ้กัน

 

เลือกซื้อ ประกันภัยรถยนต์ จากนิสัยการขับขี่

 

นอกจากนิสัยการขับขี่แล้ว สภาพรถและอายุการใช้งานก็มีความสำคัญในการเลือกประกันรถยนต์เหมือนกัน เพราะประกันแต่ละชั้นก็จำกัดอายุการใช้งานของรถไว้ว่าต้องมีอายุกี่ปีถึงกี่ปี และอายุกี่ปีที่ทำไม่ได้ สมมติว่า..

  1. รถใหม่ป้ายแดงที่เพิ่งถอยมาใหม่ กลัวรอยขีดข่วนจากรถคันอื่นๆ เหมาะสมกับประกันชั้น 1 แต่รถป้ายแดงจะได้ของแถมประกันชั้น 1 มาอยู่แล้วเป็นปกติ
  2. รถป้ายแดงคันนั้นมีสภาพสึกหรอไปตามการใช้งาน  ความหึงหวงรถก็ค่อยๆ หดหายไป แถมขับรถไปนานๆ กลายเป็นคนที่ช่ำชองในการขับรถ เมื่อถึงงวดต่อประกันรถอาจจะเปลี่ยนมาใช้ประกันชั้น 2 ก็ย่อมได้
  3. ถ้ารถคันนั้นมีอายุเกิน 7 ปี แต่ว่าอยากถือประกันชั้น 1 เหมือนดิม เพราะมีความรู้สึกว่าอยากได้รับความคุ้มครองแบบครอบคลุม ซึ่ง คปภ. ระบุว่า ไม่จำกัดอายุรถอยู่ที่ทั้งสองฝ่ายตกลงกัน เท่ากับว่ารถที่มีอายุเกิน 7 ปีย่อมทำได้

 

อย่างไรก็ดี นิสัยที่บ่งบอกว่าบุคคลผู้นั้นเป็นแบบไหน อาจไม่ได้หมายความว่าบนถนนอาจจะมีนิสัยแบบนั้น ซึ่งนิสัยการขับรถเองก็เป็นหนึ่งในตัวตัดสินใจสำหรับการซื้อประกันรถยนต์เหมือนกัน หากตัวเองมีความช่ำชองในการขับรถ มั่นใจ ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องซื้อประกันชั้น 1 ที่มีค่าเบี้ยประกันเกินความจำเป็น ทั้งนี้ทั้งนั้น การเลือกประกันภัยรถยนต์ก็ขึ้นอยู่ที่ความพอใจของผู้ถือประกันซะมากกว่า


avatar
by 9 Tails

เรื่องที่คุณอาจสนใจ

loading icon
;