ว่าด้วยเรื่องของ “โรคประจำตัว”

posted: 1 year ago
4,955 views
ว่าด้วยเรื่องของ “โรคประจำตัว”

comments

หลายคนน่าจะคุ้นเคยกับคำว่า “โรคประจำตัว” กันอยู่บ้าง ไม่มากก็น้อย และเราก็เชื่อว่าหลายคนน่าจะเคยสงสัยว่า “โรคประจำตัว” ที่เราคุ้นเคยกันนั้น ได้แก่โรคอะไรบ้าง เป็นโรคในลักษณะใด และหากคุณกำลังหาคำตอบในเรื่องนี้อยู่ วันนี้เรามีคำตอบมาให้แล้วค่ะ



โรคประจำตัว คืออะไร

 

หากจะแบ่งความหมายของคำว่า “โรคประจำตัว” จะสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ความหมาย ได้แก่

  • ความหมายตามพจนานุกรม

ความหมายของคำว่า “โรคประจำตัว” ที่พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 ระบุไว้หมายถึง โรคที่ติดตัวอยู่เป็นประจำ รักษาไม่หายขาด และพจนานุกรมศัพท์แพทย์ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2547 ก็ได้ให้ความหมายไว้ใกล้เคียงกันว่า คือ โรคพื้นเดิม หรือ โรคเบื้องหลัง

  • ความหมายทางการแพทย์

โรคประจำตัว ในทางการแพทย์หมายถึง โรคเรื้อรังที่ผู้ป่วยมีอาการเจ็บป่วยอยู่แล้ว เช่น โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคไขมันในเลือดสูง โรคอ้วน โรคมะเร็ง เป็นต้น

หรือหากจะพูดให้เข้าใจง่าย โรคประจำตัว คือ โรคที่หายแล้วกลับมาเป็นซ้ำได้บ่อยๆ หรือ โรคที่เมื่อเราเป็นแล้วต้องได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่อง  ซึ่งหมายรวมถึง โรคหอบหืด โรคภูมิแพ้ โรคเลือดจาง โรคไขมันสูง โรคไมเกรน โรคไทรอยด์ เป็นต้น


โรคประจำตัว ส่งผลต่อชีวิตของเราอย่างไรบ้าง

แน่นอนค่ะว่า “การไม่มีโรค คือลาภอันประเสริฐ” เพราะเมื่อไหร่ก็ตามที่เรามีโรคประจำตัวเป็นของตัวเอง ย่อมไม่ใช่เรื่องที่ดีแน่ๆ เพราะโรคเหล่านี้ส่งผลต่อชีวิตประจำวันของเราอย่างแน่นอน เพราะ โรคประจำตัวนั้นจะส่งผลต่อโรคปัจจุบันของเราเสมอ

หลายคนอาจจะงงว่า “โรคปัจจุบัน” คืออะไร หากอ้างอิงความหมายทางการแพทย์ โรคปัจจุบัน คือ โรคที่ไม่ได้เป็นเรื้อรังนั่นเองค่ะ เช่น อุบัติเหตุ การป่วยเป็นไข้หวัด เป็นต้น ซึ่งโรคประจำตัวจะส่งผลต่อโรคปัจจุบัน ในแง่ที่เป็นสาเหตุร่วมทำให้เกิดโรคปัจจุบัน หรือทำให้อาการป่วยจากโรคปัจจุบันมีอาการร้ายแรงมากขึ้น เช่น

  • เป็นสาเหตุร่วมที่ก่อให้เกิดโรคปัจจุบัน

เช่น ในผู้ป่วยโรคนกเขาไม่ขัน (โรคปัจจุบัน) มีโรคเบาหวานเป็นโรคประจำตัว ในกรณีนี้ โรคเบาหวานอาจจะเป็นสาเหตุร่วม ที่ทำให้ผู้ป่วยมีอาการนกเขาไม่ขัน ได้นั่นเองค่ะ (อาการต่างๆต้องเป็นไปตามการวินิจฉัยของแพทย์)

 

  • เป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้สุขภาพร่างกายอ่อนแอ 

เช่น ทำให้ร่างกายมีภูมิต้านทานโรคต่ำ ในกรณีนี้จะส่งผลทำให้การรักษาโรคปัจจุบันไม่เป็นไปด้วยดีตามที่ควร ทำให้ร่างกายอ่อนแอ มีอาการติดเชื้อ หรือมีอาการแทรกซ้อนได้ง่าย เช่น ในกรณีผู้ป่วยมีโรคเบาหวานเป็นโรคประจำตัว และมีอาการป่วยเป็นโรคไข้หวัดใหญ่ (โรคปัจจุบัน) ทำให้อาการของผู้ป่วยรุนแรงกว่าคนทั่วไปที่มีสุขภาพร่างกายแข็งแรง

 

  • เป็นสาเหตุของอาการอักเสบ หรือ ภาวะผิดปกติของเนื้อเยื่อต่างๆทั่วร่างกาย

เช่น ในกรณีที่ผู้ป่วยโรคเบาหวาน / โรคความดันโลหิตสูง / โรคท่อเลือดแดงแข็ง ซึ่งอาการอักเสบเหล่านี้มักจะส่งผลต่อการวินิจฉัยโรคปัจจุบัน อีกทั้งยังส่งผลให้ การรักษาไม่ดีอย่างที่ควร เช่น ผู้ป่วยโรคไต ที่มีโรคเบาหวานร่วมด้วย เป็นต้น

 

  • ทำให้ความเสี่ยงจากการเกิดผลข้างเคียงจากการรักษาสูงกว่าคนทั่วไป

เช่น ในผู้ที่โรคประจำตัวคือ โรคเบาหวาน และป่วยเป็นโรคมะเร็งร่วมด้วย อาจจะทำให้เกิดผลข้างเคียงจากการรักษาด้วยเคมีบำบัด หรืออาจจะส่งผลให้ปริมาณการใช้ยารักษาเคมีบำบัดสูงขึ้น หรือ ในกรณีผู้ป่วยโรคเรื้อรังต่างๆ อาจจะทำให้เสี่ยงต่อการที่แผลผ่าตัดติดเชื้อได้ง่าย หรือ อาจจะทำให้แผลผ่าตัดหายช้า เป็นต้น

 

ที่พูดมาทั้งหมดจะเห็นได้ว่า ในการที่แพทย์จะทำการรักษาโรคปัจจุบันอย่างได้ผลดีที่สุด แพทย์จะต้องทำการรักษาและควบคุมโรคประจำตัวหรือโรคเรื้อรังไปด้วย เพื่อให้การวินิจฉัยโรค รวมถึงการรักษาได้ผลดีที่สุด อีกทั้งยังเป็นการช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดผลข้างเคียงหรือโรคแทรกซ้อน ที่เกิดจากตัวโรคประจำตัว และอาการแทรกซ้อนที่เกิดจากการรักษาให้น้อยลงได้


จากที่กล่าวมาข้างต้น จะเห็นได้ว่าโรคประจำตัวนั้นส่งผลต่อการใช้ชีวิต และส่งผลต่ออาการของโรคปัจจุบันอย่างไรบ้าง ดังนั้น หากคุณเป็นอีกหนึ่งคนที่มีโรคประจำตัวเป็นของตัวเอง ก็ควรปฏิบัติตนตามคำแนะนำของแพทย์อย่างสม่ำเสมอ อีกทั้งควรหลีกเลี่ยงปัจจัยต่างๆ ที่อาจจะทำให้โรคประจำตัวของเรากำเริบ หรือมีอาการป่วยขึ้นมาอีก เพื่อสุขภาพที่ดีของเราเองนะคะ หรือหากใครที่ไม่มีโรคประจำตัวก็อย่าเพิ่งวางใจไป

เราแนะนำให้คุณเข้ารับการตรวจสุขภาพ (ปีละ 1 ครั้ง ) เพื่อยืนยันว่าสุขภาพของคุณยังดีอยู่ หรือในกรณีที่พบความเสี่ยงที่อาจจะเกิดโรคต่างๆ จะทำให้คุณสามารถเข้ารับการรักษาได้อย่างทันท่วงทีนั่นเองค่ะ


ขอบคุณข้อมูลจาก หาหมอด็อทคอม


avatar
by HamsterB

เรื่องที่คุณอาจสนใจ

loading icon