ข้อควรรู้! ก่อนใช้ยาฝังคุมกำเนิด

posted: 1 year ago
ข้อควรรู้! ก่อนใช้ยาฝังคุมกำเนิด

comments

นอกจาก การใช้ถุงยางอนามัย และ “การใช้ยาคุมกำเนิด” ที่ได้รับความนิยมในการใช้คุมกำเนิดแล้ว ยังมีอีกหลายวิธีที่ได้รับความนิยมในการคุมกำเนิดอีกเช่นกัน ทั้งการทำหมันหญิง การทำหมันชาย การใส่ห่วงอนามัยคุมกำเนิด การทานยาคุมกำเนิดฉุกเฉิน การฉีดยาคุมกำเนิด รวมถึง การใช้ยาฝังคุมกำเนิด ด้วย



ฝังยาคุมกำเนิด

ยาฝังคุมกำเนิด คืออะไร ?

ยาฝังคุมกำเนิด (Contraceptive Implant) คือ วิธีคุมกำเนิดแบบชั่วคราวที่มีประสิทธิภาพสูง และมีฤทธิ์คุมกำเนิดยาวนานถึง 3-5 ปี ยาฝังคุมกำเนิดเป็นการฝังหลอดยาขนาดเล็กเข้าไปใต้ผิวหนังบริเวณใต้ท้องแขนท่อนบน ซึ่งภายในหลอดยาจะบรรจุฮอร์โมนโปรเจสติน (Progestin) เอาไว้ หลังจากฝังหลอดยาเรียบร้อยแล้ว หลอดยาจะค่อยๆ ปล่อยฮอร์โมนนี้เข้าสู่ร่างกาย

ยาฝังคุมกำเนิดป้องกันการตั้งครรภ์อย่างไร ?

กระบวนการทำงานของยาฝังคุมกำเนิด คือ การที่ฮอร์โมนโปรเจสตินจะเข้าไปยับยั้งการตั้งครรภ์ โดยทำให้ฟองไข่ไม่พัฒนาและไม่เกิดการตกไข่ เมื่อไม่เกิดการตกไข่ที่พร้อมปฏิสนธิกับเชื้ออสุจิ ก็จะไม่สามารถเกิดการตั้งครรภ์ได้

นอกจากนี้ฮอร์โมนโปรเจสตินที่ปล่อยออกมายังทำให้เมือกปากมดลูกเหนียวข้น ซึ่งจะส่งผลให้อสุจิผ่านเข้าไปยังมดลูกเพื่อปฏิสนธิกับไข่ได้ยาก รวมไปถึงการทำให้เยื่อบุผนังมดลูกบาง ซึ่งทำให้ไข่ที่ถูกผสมแล้วไม่สามารถเกาะที่ผนังมดลูกได้ดี ซึ่งกระบวนการเหล่านี้จะส่งผลให้ผู้ใช้ยาฝังคุมกำเนิดไม่เกิดการตั้งครรภ์

ขั้นตอนการใช้ยาฝังคุมกำเนิด

ผู้ที่ประสงค์จะเข้ารับการใช้ยาฝังคุมกำเนิด ควรรับการฝังยาในช่วง 5 วันแรกของรอบเดือน เพื่อให้แน่ใจว่าไม่ได้ตั้งครรภ์อยู่ เพราะยาฝังคุมกำเนิดจะมีผลภายในทันที โดยขั้นตอนการใช้ยาฝังคุมกำเนิด มีดังนี้

1. แพทย์จะทำความสะอาดผิวหนังด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อ จากนั้นจะฉีดยาชาเฉพาะที่ไปบริเวณใต้ท้องแขนที่จะฝังยาเข้าไป

2. จากนั้นจะใช้เข็มเปิดแผล และสอดหลอดยาที่บรรจุฮอร์โมนโปรเจสตินเข้าไปใต้ผิวหนัง

3. เมื่อหลอดยาเข้าไปใต้ผิวหนังเรียบร้อยแล้ว แพทย์ก็จะนำเข็มและแท่งนำหลอดยาออกมา แล้วทำการปิดแผล

4. แพทย์จะตรวจสอบตำแหน่งของยาที่ฝังเข้าไปใต้ผิวหนัง ด้วยการสัมผัสบริเวณผิวหนัง หรือทำการอัลตร้าซาวด์ และ เอกซเรย์ เพื่อยืนยันว่าตำแหน่งยาฝังคุมกำเนิดถูกต้องหรือไม่


ฝังยาคุมกำเนิด

ยาฝังคุมกำเนิดเหมาะสำหรับใคร ?

ยาฝังคุมกำเนิดเหมาะกับสตรีแทบทุกคน แต่ก็มีบางกรณีที่ไม่เหมาะสมและไม่สามารถใช้ได้ ดังนี้

  • สตรีที่สงสัยว่า ตนเองอาจจะกำลังตั้งครรภ์
  • สตรีที่ต้องการมีรอบเดือนเป็นปกติ
  • สตรีที่พบว่าตนเองมีเลือดออกผิดปกติระหว่างรอบเดือนหรือหลังจากการมีเพศสัมพันธ์
  • สตรีที่เป็นไมเกรน
  • สตรีที่มีภาวะหลอดเลือดมีลิ่มเลือด (Thrombosis)
  • สตรีที่เป็นโรคหลอดเลือดแดง (Arterial Disease) มีประวัติเป็นโรคหัวใจ หรือโรคหลอดเลือดสมอง
  • สตรีที่เป็นโรคตับ ตับแข็ง หรือมีเนื้องอกในตับ
  • สตรีที่เป็น มะเร็งเต้านม หรือเคยเป็นในอดีต
  • สตรีที่เป็นเบาหวานและมีภาวะแทรกซ้อน
  • สตรีที่มีความเสี่ยงจะเป็นโรคกระดูกพรุน


ฝังยาคุมกำเนิด

ข้อดีและข้อเสียของการใช้ยาฝังคุมกำเนิด

แม้การใช้ยาฝังคุมกำเนิดจะมีประสิทธิภาพสูง และมีฤทธิ์คุมกำเนิดยาวนานถึง 3-5 ปี แต่ก็ยังเป็นอีกหนึ่งวิธีการที่มีทั้งข้อดีและข้อเสียรวมอยู่ด้วยกัน

ข้อดีของการใช้ยาฝังคุมกำเนิด

  • ไม่จำเป็นต้องใช้การป้องกันการตั้งครรภ์วิธีอื่น

เมื่อใช้ยาฝังคุมกำเนิดแล้ว ผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องป้องกัน การตั้งครรภ์ ด้วยวิธีอื่นๆ ตลอดระยะเวลา 3-5 ปี ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับชนิดของยาฝังคุมกำเนิดที่ใช้

  • ฝังยาคุมกำเนิดได้ แม้ต้องให้นมบุตร

หลังจากการคลอดบุตร หรือระหว่างให้นมบุตร สามารถฝังยาคุมกำเนิดได้ทันที โดยจะไม่ส่งผลอันตรายใดๆ ต่อผู้ใช้

  • ยาฝังคุมกำเนิดไม่ส่งข้างเคียงต่อการใช้ชีวิต

ยาฝังคุมกำเนิดจะไม่ส่งผลรบกวนต่อการใช้ชีวิตประจำวัน หรือการมีเพศสัมพันธ์

  • หยุดใช้ได้ทันทีเมื่อต้องการมีบุตร

หากต้องการมีบุตร หรือต้องการหยุดใช้ก็สามารถนำหลอดยาออกมาได้อย่างง่ายดาย และการหยุดใช้ยาฝังคุมกำเนิด เพื่อต้องการมีบุตร จะทำให้สามารถมีบุตรได้รวดเร็วกว่าการฉีดยาคุม

  • ยาฝังคุมกำเนิด ช่วยลดการปวดประจำเดือน

หลังจากใช้ยาฝังคุมกำเนิดจะ ช่วยลดอาการปวดประจำเดือน และช่วยให้ผู้ที่ประจำเดือนมีมาก มีประจำเดือนลดลงในช่วงปีแรก

  • ช่วยยับยั้งการติดเชื้อในอุ้งเชิงกราน

ยาฝังคุมกำเนิดมีส่วนช่วยในการยับยั้งการติดเชื้อในอุ้งเชิงกราน และป้องกันแบคทีเรียเข้าสู่มดลูก

ข้อเสียของการใช้ยาฝังคุมกำเนิด

 

  • ประจำเดือนมาไม่ปกติในช่วงแรก

หลังจากการใช้ยาฝังคุมกำเนิด อาจจะส่งผลให้ประจำเดือนมาไม่ปกติในช่วงปีแรก โดยอาจจะทำให้ประจำเดือนมีมากขึ้นหรือถี่ขึ้น หรือในบางกรณีจะส่งผลให้ประจำเดือนมาไม่ตรงเวลาหรือมาน้อยมาก ซึ่งพบว่า 1 ใน 5 ของผู้ที่ใช้ยาฝังคุมกำเนิดจะไม่มีเลือดในรอบเดือน

  • ไม่ป้องกันการติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์

แม้คุณจะฝังยาคุมกำเนิด แต่สิ่งหนึ่งทีคุณต้องรู้ไว้คือ การยาฝังคุมกำเนิดไม่สามารถป้องกันการติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ได้

  • มีโอกาสติดเชี้อ

การใช้ยาฝังคุมกำเนิดนั้นมีโอกาสในการติดเชื้อ แต่ก็เพียง 2% เท่านั้น ดังนั้น หากพบว่ามีเลือดออกทางช่องคลอดที่ผิดปกติ หรือมีเลือดออกหลังจากการมีเพศสัมพันธ์ควรไปพบแพทย์ในทันที


ฝังยาคุมกำเนิด

ความเสี่ยงและผลกระทบจากการใช้ยาฝังคุมกำเนิด

 

  • ความเสี่ยงจากการใช้ยาฝังคุมกำเนิด

การใช้ยาฝังคุมกำเนิดอาจจะส่งผลให้ผู้ใช้ติดเชื้อ จากขั้นตอนการฝังยาคุมกำเนิด หรือขั้นตอนการนำยาออกจากใต้ผิวหนัง เพราะกระบวนการเหล่านี้อาจจะส่งผลให้ผู้รับการใช้ยาฝังคุมกำเนิดติดเชื้อ แต่โอกาสการติดเชื้อเกิดขึ้นได้น้อยมากเพียง 2% ของผู้ที่ใช้ยาฝังคุมกำเนิดเท่านั้น และอีกหนึ่งความเสี่ยงมาจากการทำความสะอาดบริเวณที่ฝังยาคุมกำเนิด และรักษาด้วยยาปฏิชีวนะ

  • ผลกระทบจากการใช้ยาฝังคุมกำเนิด

ผลกระทบจากการใช้ยาฝังคุมกำเนิดที่พบมาก เช่น ผู้ใช้มีอารมณ์แปรปรวน มีภาวะซึมเศร้า ปวดศรีษะ คลื่นไส้ สิวขึ้น บวมน้ำ เจ็บที่บริเวณเต้านม เป็นต้น โดยส่วนใหญ่แล้วอาการเหล่านี้มักจะหายไปเองหลังผ่านช่วงเดือนแรกๆ แต่หากอาการเหล่านี้ยังไม่หาย และมีอาการข้างเคียงอื่นๆ ควรรีบไปปรึกษาแพทย์

การใช้ยาฝังคุมกำเนิดแม้จะมีประสิทธิภาพสูง แต่หากคุณไม่ทำตามคำแนะนำของแพทย์ผู้ทำการรักษาอย่างเคร่งครัดแล้วล่ะก็ การใช้ยาฝังคุมกำเนิดคงส่งผลกระทบต่อร่างกายและสุขภาพไม่น้อย ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นแล้วกรมธรรม์ “ประกันสุขภาพ” ที่คุณถืออยู่อาจจะไม่สามารถช่วยคุ้มครองสุขภาพ และลดความเสี่ยงในการติดเชื้อโรคร้ายได้


avatar
by wacheese
เรื่องที่คุณอาจสนใจ
loading icon