กฎหมายคิดยังไง กับบทเพลงน่าสงสัย “ก๊อบปี้มา หรือ แค่แรงบันดาลใจ”

posted: 4 weeks ago
กฎหมายคิดยังไง กับบทเพลงน่าสงสัย “ก๊อบปี้มา หรือ แค่แรงบันดาลใจ”

comments

ดราม่าสนั่นวงการเพลง ศิลปินดัง วง AAA ก๊อบปี้เพลง จากศิลปินต่างประเทศ BBB!!!

อุ้ยตายแล้ว…เห็นพาดหัวแบบนี้ ใจหายใจคว่ำ กันหมดสิคะ ไม่น่าเชื่อว่านักร้องดังขนาดนั้นเนี่ยนะ จะก๊อบปี้เพลงของคนอื่นได้ลงคอ แต่ฟังไปฟังมา ทำไมเราว่าไม่เหมือนล่ะ แต่คนอื่นเขาก็บอกว่าเหมือนนะ เอ๊ะ!!! สรุปแล้วเราจะรู้ได้ยังไงว่าเพลงนี้ มันก็อบมาหรือแค่แรงบันดาลใจกันแน่ล่ะเนี่ย


เพลงก๊อบปี้ 1

แค่ฟังคล้ายกัน ไม่ได้แปลว่า ลอกกันมาเสมอไป

การลอกเลียนเพลง อาจไม่ใช่เรื่องใหม่อะไรในวงการเพลงไทยและต่างประเทศ เพราะจริงๆ เรื่องแบบนี้ก็มีให้ได้ยินกันตลอด จนสามารถจัดเป็น “เพลย์ลิสต์เพลงแฝด” แล้วนั่งฟังทั้งวันยังได้เลย แต่ที่ปัจจุบันมันดูเยอะผิดปกติ อาจเพราะการเข้ามาของ โซเชียลมีเดีย ทำให้ผลงานต่างๆ ทั้งใหม่เก่า ถูกเผยแพร่และเข้าถึงได้อย่างง่ายดาย เลยยิ่งทำให้ ‘ความคล้าย’ ต่างๆ ถูกนำมาเปรียบเทียบ ให้เห็นกันแบบชัดเจนยิ่งขึ้นนั่นเองค่ะ

ขอบคุณคลิป : GRAND MUSIK


แต่กว่าจะมาจุติเป็นบทเพลงเพราะๆ ได้สักเพลงนึงเนี่ย มันต้องมี องค์ประกอบ หลายอย่างรวมกันค่ะ ตั้งแต่ เนื้อร้อง เสียงร้อง ทำนอง จังหวะ เสียงประสาน และอีกมากมาย

ซึ่งสำหรับ “ผู้ฟังทั่วไป” ที่ไม่ได้เชี่ยวชาญเรื่องดนตรีเป็นพิเศษแล้วล่ะก็ การที่เพลง 2 เพลง ใช้ทางเดินคอร์ดเหมือนกัน, มีจังหวะเท่ากัน, ใช้เครื่องดนตรีแบบเดียวกัน อาจจะทำให้ฟังแล้วดูเหมือนว่า “เพลงสองเพลงนี้ เหมือนกันอย่างกับแกะ” ทั้งที่ความจริงแล้วองค์ประกอบอื่นๆ อาจจะต่างกันโดยสิ้นเชิงก็เป็นได้ค่ะ

ดังนั้น สำหรับคนที่ไม่ได้คลุกคลีอยู่กับดนตรีแล้ว มันไม่ง่ายเลยค่ะ ที่จะตัดสินได้ว่า เพลงนั้นๆ ก๊อบกันมาหรือไม่ เพราะแต่ละคนอาจจะ ได้ยินในสิ่งที่ไม่เหมือนกัน ด้วยความรู้หรือทัศนคติต่อการฟังเพลงที่ต่างกันไป ให้มานั่งถกกันทั้งวัน ก็คงไม่ได้คำตอบหรอกค่ะ ฉะนั้น เราลองมาดูในแง่มุมของกฎหมายกันดีกว่า ว่าแบบไหนถึงจะเข้าข่ายคำว่า “ก๊อบปี้”

เพลงก๊อบปี้ 2

กฎหมายลิขสิทธิ์ เส้นแบ่งกั้น ระหว่าง ก๊อบมา หรือ แค่แรงบันดาลใจ

ในการหาคำตอบของประเด็นสุดร้อนแรงนี้ ผู้เขียนจะขออ้างอิง (แบบคร่าวๆ ) ตามบทกฎหมายทั้งหมด 4 ฉบับ คือ พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537, พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2558, พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ (ฉบับที่ ) พ.ศ. 2558 และ the Copyright Act of 1976 ค่ะ

พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ ปี พ.ศ. 2537 ระบุไว้ว่า ดนตรีกรรม หมายความว่า งานเกี่ยวกับเพลงที่แต่งขึ้นเพื่อบรรเลงหรือขับร้อง ไม่ว่าจะมีทํานองและคำร้องหรือมีทํานองอย่างเดียว และให้หมายความรวมถึง โน้ตเพลงหรือแผนภูมิเพลงที่ได้แยกและเรียบเรียงเสียงประสานแล้ว

การละเมิดลิขสิทธิ์ หมายถึง การทำซ้ำหรือดัดแปลง การเผยแพร่สู่สาธารณชน และ การให้เช่าต้นฉบับหรือสำเนางานดังกล่าว โดยปกติแล้ว ลิขสิทธิ์เพลงจะแบ่งออกเป็น 2 ลิขสิทธิ์ คือ

  • ดนตรีกรรม คือ สิทธิ์ในทำนอง จังหวะ หรือเนื้อร้องของเพลง ที่ผู้สร้างสรรค์ได้เรียบเรียงไว้
  • สิทธิ์ในงานบันทึกเสียง คือ สิทธิ์ในงานเพลง, เสียงการแสดง หรือ เสียงใดๆ ที่ถูกบันทึกไว้ในสื่อชนิดใดๆ ก็ตาม

แปลว่า ถ้ามีการละเมิดแค่สิทธิ์ใดสิทธิ์หนึ่งในข้างต้น ก็ถือว่า ลอกกันมาและ ผิดกฎหมาย แล้วค่ะ

ซึ่งการจะพิสูจน์ได้ว่า เพลงไหนก๊อบ เพลงไหนแค่แรงบันดาล ในการไต่สวนของศาล มักจะพิจารณาจาก 2 ปัจจัยหลัก คือ การเข้าถึง (Access) และ ความคล้ายคลึงกัน (Substantial Similarity) ของตัวเพลงทั้ง 2 ค่ะ


เพลงก๊อบปี้ 3

คนแต่งเคยฟังมั้ย แล้วที่ว่าเหมือนนี่ เหมือนแค่ไหน?

ต่อจากนี้ ผู้เขียนจะขอแทน เพลงต้นฉบับ ว่า “เพลง A” และเพลงที่ถูกกล่าวหาว่าก๊อบปี้เป็น “เพลง B” เพื่อจะได้เข้าใจง่ายขึ้นนะคะ

1.การเข้าถึง (Access)

คือ การพิสูจน์ว่า ผู้แต่งเพลง B นั้น เคยฟัง หรือเคยได้ยินเพลง A มาก่อนหน้านี้หรือเปล่า ซึ่งถ้าพิสูจน์แล้ว ไม่เคยฟังเลยจริงๆ ก็อาจจะพ้นข้อกล่าวหาในเรื่องนี้ไปแบบใสๆ

อย่างเช่น คดีระหว่าง Bright Tunes Music v. Harrisongs Music ในปี 1976 เพลง My Sweet Load ของ George Harrison สมาชิกวง The Beatles ได้ถูกกล่าวหาว่า ลอกเลียนเพลง He’s So Fine ของวง The Chiffon มา ถึงแม้ George จะยืนยันว่าไม่เคยได้ฟังเพลงนี้มาก่อนเลยใน ชีวิต แต่ด้วยความที่เพลงมันดังมากๆ ศาลก็เลยตัดสินว่า ยังไงก็ต้องเคยได้ยินแน่นอน คดีจึงจบที่ George ต้องเป็นฝ่ายผิดไปค่ะ

เพลงก๊อบปี้ 4

2.ความคล้ายคลึงกัน (Substantial Similarity)

คือ การที่ศาลจะทำ Ordinary Observer Test หรือการให้คนฟังธรรมดาเนี่ยแหละค่ะ ไปฟังเพลง แล้วตัดสินว่ามันเหมือนกันหรือไม่ ยิ่งเพลงทั้ง 2 มีองค์ประกอบที่คล้ายคลึงกันมากเท่าไหร่ มันก็ยิ่งฟังเหมือนกันมากขึ้นเท่านั้นนั่นเอง

เคยมีนักแต่งเพลง ออกมาพูดว่า ในไทย แค่ลอกกันเกิน 7 ตัวโน้ตก็ถือว่าก็อบแล้วค่ะ (แต่ก็ยังไม่มีการยืนยันแบบเป็นทางการนะคะ)

แต่การตัดสินแบบนี้ มันมีความซับซ้อนอยู่ค่ะ เพราะ เพลง 1 เพลง มันดันมี 2 ลิขสิทธิ์ คือ ดนตรีกรรม และ งานบันทึกเสียงค่ะ โดยคนฟังส่วนใหญ่ มักจะได้ฟังเพลงที่ผ่านการ Mix และปรับแต่งเสียงต่างๆ มาแล้ว ซึ่งระหว่างการบันทึกเสียง ตัวศิลปินอาจจะมีการใส่สไตล์การร้องหรือเทคนิคต่างๆ ลงไปเพิ่ม ซึ่งมันไม่ได้เขียนไว้ใน Music Sheet หรือ โน้ตเพลงกระดาษ อย่างแน่นอน

คนส่วนใหญ่ จึงอาจจะคิดว่าเพลงมันลอกกัน เพราะโดยรวมมันฟังดูเหมือนกัน ทั้งๆ ที่ในขั้นตอนการแต่งมันอาจจะไม่ได้คล้ายกันเลยก็เป็นได้ค่ะ เวลาขึ้นโรงขึ้นศาลกัน นักแต่งเพลงบางคนจึงต้องแบกเปียโน ยกกีต้าร์ มาเล่นให้ฟังกันสดๆ เพื่อจะพิสูจน์ให้เห็นไปเลยว่าไม่ได้ก๊อบใครมานะจ๊ะ 

เพลงก๊อบปี้ 5

อย่างคดีระหว่างเพลง Blurred Lines ของ Robin Thicke ที่ถูกกล่าวหาว่าก๊อบเพลงของ Got To Give It Up ของ Marvin Gaye มา ในการไต่สวน Robin ได้ทำการเล่นเปียโน เพลง Man in the Mirror ของ ราชาป๊อป Michael Jackson และ Let It Be ของ The Beatles เพื่อพิสูจน์ว่า เพลงมันสามารถมีองค์ประกอบที่คล้ายกันได้ โดยไม่ได้แปลว่ามันก๊อบกันมาเสมอไปค่ะ นอกจากนั้น บางครั้งก็ต้องมีการเอาผู้เชี่ยวชาญด้านดนตรีมาอธิบายรายละเอียดต่างๆ ให้คณะลูกขุนเข้าใจด้วยค่ะ

ซึ่งนอกจากทั้ง 2 ปัจจัยหลักนี้ มันยังมีกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์อื่นๆ ที่ใช้ประกอบการพิจารณาด้วย เช่น

  • การเป็นเจ้าของผลงาน

บางครั้ง เจ้าของเพลง A ที่มาฟ้องเพลง B ว่าทำการเลียนแบบเนี่ย อาจจะไม่ได้เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์เพลงต้นฉบับอย่างแท้จริงก็ได้ค่ะ ซึ่งถ้าไม่ได้เป็นเจ้าของ ก็ไม่สามารถฟ้องร้องได้ค่ะ

  • Scènes à faire

ประมาณว่า สิ่งที่มันหลีกเลี่ยงไม่ได้จริงๆ ค่ะ เช่น ทางเดินคอร์ด ของเพลงบูลส์ ที่มันฟังแล้วคล้ายๆ กันหมด เพลงมันจึงฟังคล้ายกันโดยหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะมันไม่มีใครที่สามารถเป็นเจ้าของแนวเพลง หรือ groove เพลง ได้นั่นเอง

  • Fair use

คือ การใช้ลิขสิทธิ์ของผู้อื่นโดยชอบ หรือ เพลงเอาไปใช้ได้โดยที่ไม่ถือว่าละเมิดลิขสิทธิ์นั่นแหละค่ะ เช่น เพลง Parody ต่างๆ

ขอบคุณคลิป : MAIKY M


  • ระยะเวลาของลิขสิทธิ์

พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ ปี พ.ศ. 2537 ระบุว่า ลิขสิทธิ์ในงานสร้างสรรค์นั้น ไม่ต้องจดทะเบียน แต่จะคุ้มครองโดยอัติโนมัติเอง ซึ่งลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติฯ ได้กำหนดให้มีอยู่ตลอดอายุของผู้สร้างสรรค์ และมีอยู่ต่อไปอีกเป็นเวลา 50 ปี นับแต่ผู้สร้างสรรค์ ถึงแก่ความตาย ดังนั้น ถ้าเกิดเรื่องตอนที่ลิขสิทธิ์ไม่ถูกคุ้มครองแล้ว ก็จะฟ้องไม่ได้ค่ะ

  • เหมือนแต่ไม่มาก

ถ้าเพลงที่ถูกกล่าวหาว่า ก๊อบเกรดเอ มาเนี่ย มันมีความเหมือนเพลงต้นฉบับจริง แต่เหมือนอยู่แค่นิดเดียว จนแทบไม่สังเกตเห็นเลย ก็มีสิทธิ์ที่จะถูกปล่อยผ่านได้ค่ะ

เพลงก๊อบปี้ 6

สรุปแล้ว เราจะรู้ได้อย่างไร ว่าเพลงที่ฟังมันก๊อบหรือไม่ก๊อบ?

คำตอบของคำถามนี้ ผู้เขียนว่า มันก็คงขึ้นอยู่กับคุณแล้วล่ะค่ะว่า คุณมองว่าความ “ก๊อบปี้” ในแง่ไหน

ถ้าคุณมองมันในแง่ของกฎหมาย มันก็พอจะมีหลักเกณฑ์ที่ทำให้คุณสามารถเปรียบเทียบได้อยู่ ว่ามันเหมือนหรือไม่เหมือนอย่างไรตามที่บอกไป

แต่ถ้าคุณจะเลือกมองในฐานะคนฟังเพลง การที่เพลงสองเพลงให้ความรู้สึกคล้ายกัน หรือ การฟังเพลงนึงแล้วทำให้คุณนึกถึงอีกเพลงนึงในทันที มันก็อาจจะทำให้คุณต้องใช้วิจารณญาณ ประสาทหู และการวิเคราะห์อย่างเข้มข้น เพื่อฟังว่า มันเหมือนกันจริงๆ ไหมนะ เพราะถ้าพูดในมุมคนฟัง ยังไงเรื่องนี้ก็นานาจิตตังอยู่แล้วค่ะ

สำหรับวงการเพลงไทย ในมุมมองผู้เขียน คิดว่า บางเพลงที่เป็นกระแสและถูกกล่าวหาว่าก๊อบปี้คนอื่นเขามา มันก็ไม่ได้จริงเสมอไปหรอกค่ะ แต่มันก็มีอีกหลายเพลง หลายศิลปิน และหลายค่ายเลย ที่ละเมิดลิขสิทธิ์ตรงนี้จริง ซึ่งมันก็เป็นเรื่องที่น่าเศร้ามาก ยังไงก็ขอเป็นกำลังใจให้กับศิลปิน นักร้อง และเจ้าของผลงานที่ใช้ความสารมารถของตัวเอง สร้างสรรค์ความสวยงาม ความสุนทรีย์ต่างๆ ออกมาประดับวงการค่ะ

ในอนาคต มันก็คงจะมีเรื่องราวของการ ก๊อบปี้เพลง ออกมาให้เราถกเถียงกันเรื่อยๆ ล่ะค่ะ แต่อย่างน้อย ตอนนี้เราพอจะรู้มากขึ้นแล้ว ว่าควรจะต้องพิจารณาอะไรบ้าง จึงจะตัดสินใจได้ว่า เพลงที่ฟังนี้ ก๊อบมาหรือแค่แรงบันดาลใจค่ะ


avatar
by V.yada
หมูน้อย ผู้อยากเข้าใจโลกกว้างให้มากขึ้น

เรื่องที่คุณอาจสนใจ

loading icon