ไซเบอร์พังก์ (Cyberpunk) : จักรกล ตัวตน ปรัชญา

posted: 2 years ago
1,753 views
ไซเบอร์พังก์ (Cyberpunk) : จักรกล ตัวตน ปรัชญา

comments

2016…สิบหกปีหลังการเปลี่ยนผ่านสู่สหัสวรรษใหม่ ที่ๆ การติดต่อสื่อสารสามารถทำได้อย่างสะดวกรวดเร็ว ที่ๆ การแพทย์ช่วยลดอัตราการเสียชีวิตและใกล้พิชิตโรคร้ายและความแก่ชรา และเป็นยุคสมัยที่ความก้าวหน้า เทคโนโลยี และวิทยาการด้านต่างๆ ได้พามนุษยชาติมาสู่ตำแหน่งแห่งที่ที่เคยได้แต่นึกฝัน เรามาไกล…ไกลจากจุดเริ่มต้นหลังกองไฟแรกถูกจุดขึ้นเมื่อหมื่นกว่าปีก่อน

นับจากไฟกองแรกจนถึงปัจจุบัน ก็ถือว่าเรามาไกลมากกว่าที่คิด...
นับจากไฟกองแรกจนถึงปัจจุบัน ก็ถือว่าเรามาไกลมากกว่าที่คิด…

แต่ท่ามกลางการก้าวกระโดดอย่างใหญ่หลวง เรายังคงประสบปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม จริยธรรม เศรษฐกิจ ความเหลื่อมล้ำ และจุดลงตัวที่พอตัวของเทคโนโลยีกับการใช้ชีวิต เป็นอาณาเขตและคำถามที่ถูกตั้งไว้เป็นปลายเปิด ว่าเส้นทางดังกล่าว จะพาเราไปถึงจุดใด อันเป็นสิ่งที่โลกแห่งนวนิยายสาย ไซเบอร์พังก์ (Cyberpunk)’ ได้ฉายภาพของโลกอีกด้าน ที่เทคโนโลยีสูงส่ง แต่คุณภาพชีวิตต่ำติดดิน และเป็นอีกสายธารแห่งการสร้างสรรค์มุมกลับที่น่าสนใจในรอบสามสิบปีที่ผ่านมา

ต้นกำเนิด และนิยามแห่งไซเบอร์พังก์

Cyberpunk_001

หากจะว่ากันด้วยนิยามของความเป็นไซเบอร์พังก์แล้วนั้น มันไม่มีที่มาที่ไปที่ชัดเจนว่าเริ่มต้นจากสิ่งใด แต่พอจะจับเค้าลางได้จากเรื่องสั้น ‘Cyberpunk’ ของ Bruce Bethke ในวารสาร Amazing Science Fiction Stories ปี 1980 ก่อนที่นักเขียนรุ่นหลังอย่าง William Gibson จะมาช่วยกำหนดลงหลักให้กับนวนิยายสายนี้ และนั่นเอง ที่โลกแห่งพังก์ ได้มารวมกับความเป็นไซเบอร์อย่างสมบูรณ์แบบ เปิดฉากสายธารแห่ง Cyberpunk ได้อย่างเต็มตัว

Cyberpunk_002

ทั้งหมดนี้ เมื่อศึกษาผลงานของนักเขียนนวนิยายสายไซเบอร์พังก์ชั้นครู ตั้งแต่ William Gibson, Pat Cadigan, Rudy Rucker และ Phillip K.Dick นั้น เราก็อาจจะพอให้คำจำกัดความของไซเบอร์พังก์อย่างคร่าวๆ ไว้ได้ดังต่อไปนี้

-โลกอนาคตอันโสมม ความเจริญก้าวหน้าทางวิทยาการที่สร้างความเหลื่อมล้ำทางชนชั้นของผู้คน

-ความสุดโต่งของเทคโนโลยี ที่ทำลายคุณค่าความเป็นมนุษย์ (เช่น การสลายตัวตนผ่านโลกไซเบอร์ หรือการดัดแปลงร่างกายด้วยอุปกรณ์ หุ่นยนต์ที่คิดได้)

-ตัวเอกที่เป็นพวกต่อต้านสังคม (Anti-Social) ที่ตั้งคำถามและไม่เชื่อมั่นในระบบ อีกทั้งมุ่งมั่นจะค้นหาคำตอบของปริศนา หรือคดีสำคัญ และมักจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับบรรษัทยักษ์ใหญ่ (Mega-Coporation) ที่เป็นแกนหลักของเรื่อง

ตอนจบที่มักจะไม่ขาวดำชัดเจน ทิ้งท้ายเป็นปริศนาคลุมเครือ หรือจบแบบโลกมืด ความตาย หรือทุกสิ่งที่เหมือนเดิม การกระทำของตัวเอกไม่สามารถก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงใดๆ ได้

-โลกที่ผสมผสานวัฒนธรรมเก่า และความเจริญก้าวหน้าทางวิทยาการที่ผิดรูปผิดรอย กดข่ม และทับโลกเก่าจนเป็นเพียงฉากหลัง (เช่น วัดพุทธใต้ตึกใหญ่ หรือหอไอเฟลที่อยู่ใต้เงาของแท่น Platform ยักษ์ เป็นต้น) พร้อมสภาพอากาศที่อึมครึมหม่นหมอง เต็มไปด้วยมลพิษ ฝนตกตลอดวัน

ย่านชิบุย่า กรุงโตเกียว คือหนึ่งใน Setting ยอดนิยมของงานสายไซเบอร์พังก์
ย่านชิบุย่า กรุงโตเกียว คือหนึ่งใน Setting ยอดนิยมของงานสายไซเบอร์พังก์

แน่นอนว่าด้วยกลิ่นอายและบรรยากาศที่ค่อนข้างโทนสีหม่นและไม่มอบความหวังใดๆ อย่างชัดเจน ทำให้นวนิยายหรือผลงานสายไซเบอร์พังก์ ไม่สู้เป็นที่นิยมในวงกว้าง แต่ก็ยังเติบโตเป็นสายธารของวงจำกัดที่ชื่นชอบ อย่างแข็งขันมาจนถึงปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในแวดวงของเหล่านักสร้างเทคโนโลยีสาย DIY หรือเหล่านักเจาะระบบที่มีทัศนคติที่ต่อต้านสังคมอย่างรุนแรง แทบจะเรียกว่าเป็นคัมภีร์และประกาศิตของพวกเขาเลยก็ว่าได้

ศูนย์ Sony Center กรุงเบอร์ลิน หนึ่งในงานสถาปัตยกรรมที่ได้รับแรงบันดาลใจจากงานสายไซเบอร์พังก์
ศูนย์ Sony Center กรุงเบอร์ลิน หนึ่งในงานสถาปัตยกรรมที่ได้รับแรงบันดาลใจจากงานสายไซเบอร์พังก์

อีกทั้งโลกแห่งไซเบอร์พังก์ ที่ความเหลื่อมล้ำนั้นชัดเจนอย่างไม่ปิดบัง ก็สวมรับกับนิยามของแนวคิดแบบ Dystopia หรืออุดมคติล่มสลาย ที่เป็นขั้วตรงข้ามของ Utopia หรือโลกอุดมคติ จากผลงานนิยายคลาสสิคของ Sir Thomas More ในช่วงศตวรรษที่ 16 ที่ๆ ความฝันและความหวังถูกบดทำลาย คุณค่าของความเป็นมนุษย์หดหายจนกลายเป็นเพียงวัตถุแต่เพียงเท่านั้น

ผลงานไซเบอร์พังก์ในโลกโมเดิร์น

นับจากจุดเริ่มต้น (ที่มีการกำหนดนิยามอย่างจริงจัง) ช่วงทศวรรษที่ 80 มาจนถึงปัจจุบัน ผลงานสร้างสรรค์สายไซเบอร์พังก์นั้นมีอยู่มากมาย แตกแขนงออกไปสู่สายต่างๆ ทั้งนวนิยาย ภาพยนตร์ อนิเมชัน และคอมมิค ซึ่งที่โดดเด่น และอาจจะเรียกว่าอยู่ในกระแสความสนใจหลักที่พอจะแนะนำได้คร่าวๆ ได้ดังต่อไปนี้

Cyberpunk_005

-ไตรภาค “Sprawl (Sprawl Trilogy)” ของ William Gibson ทั้งสามเล่มคือ Neuromancer, Count Zero, Mona Lisa Overdrive และเล่มเสริม Burning Chrome (ภายหลังได้ถูกแปลงเป็นภาพยนตร์เรื่อง Johnny Nmemonic นำแสดงโดย คีอานู รีฟ ในปี 1995) ซึ่ง Gibson เองในภายหลังก็ได้รับการขนานนามว่าเป็น ‘บิดาแห่งไซเบอร์พังก์’ (แม้จะไม่ใช่คนแรกที่เริ่มต้นก็ตาม)

 

Cyberpunk_006

“Do Androids dream of Electric Sheep?” ผลงานขึ้นชื่อของ Philip K.Dick ในปี 1968 ที่ภายหลัง แปลงเป็นภาพยนตร์ไซไฟเรื่อง ‘Blade Runner’ ของ Ridley Scott นำแสดงโดย Harrison Ford ในปี 1982

 

Cyberpunk_007

“Akira” อนิเมชันไซไฟสายไซเบอร์พังก์ปี 1988 จากปลายปากกาของ Kazuhiro Otomo และ Izo Hashimoto เป็นหนึ่งในผลงานอนิเมชันที่ดีที่สุดตลอดกาล ด้วยเทคนิคการเล่าเรื่อง ภาพ และการดำเนินเนื้อหา ทั้งยังถูกใช้เป็นตัวอย่างของนักเรียนสายอนิเมชันทั่วโลก

 

Cyberpunk_008

“Ghost in the Shell” อีกหนึ่งผลงานอนิเมชันสายไซเบอร์พังก์อมตะของ Masamune Shirow กับการผจญภัยของ Motoko Kusanagi และคดีแฮคเกอร์ลึกลับ Puppet Master ที่กำลังจะกลายเป็นภาพยนตร์จอเงิน นำแสดงโดย Scarlett Johansson (ที่เหล่าแฟนๆ กำลังมีประเด็นดราม่าอย่างเผ็ดร้อนในขณะนี้…)

 

Cyberpunk_009

“The Matrix Trilogy (และ Animatrix)” ผลงานโมเดิร์นไซเบอร์พังก์จากสองพี่น้องผู้กำกับ Lana และ Julie Wachoskies (เดิมคือ Larry และ Andy ก่อนแปลงเพศ) ที่แทบไม่ต้องสาธยายความเพิ่มเติม เพราะโดดเด่นด้วยงานภาพ เนื้อหา และสเปเชียลเอฟเฟกต์สุดตระการตา กับไตรภาคผู้ปลดปล่อยที่เปิดตัวครั้งแรกในปี 1999 และเราขอแนะนำอนิเมชันสิบสามตอน The Animatrix ที่จะช่วยเพิ่มอรรถรสให้มากยิ่งๆ ขึ้นไป

 

Cyberpunk_010

“I have no mouth and I must scream” ที่สุดแห่งนิยายไซเบอร์พังก์โลกมืดขนาดสั้น เขียนโดย Harlan Ellison ในปี 1967 เพียงร่างแรก ไม่มีปรับแก้ แต่คว้ารางวัล Hugo Award ได้แบบขัดใจเพื่อนร่วมแวดวง กับโลกที่มนุษยชาติล่มสลาย เหลือเพียงกลุ่มคนพิการกายใจห้าคนที่ต้องเดินทางไปขั้วโลกเพื่อตามหาแหล่งอาหาร ภายใต้การทรมานของ Supercomputer โรคจิตที่พร้อมทำทุกวิถีทางให้กลุ่มคนเหล่านี้ประสบความระทมขั้นสุด (และตอนจบที่จะทำให้คุณต้องหลอนไปอีกนาน)

 

Cyberpunk_011

“Shadowrun” ซีรีส์เกมกระดาน Pen and Paper RPG ในฉากหลังไซเบอร์พังก์ผสมแฟนตาซี ที่เหล่ามังกร เอลฟ์ ออร์ค และปิศาจร้ายอื่นๆ จะมาร่วมสังฆกรรมกับโลกแห่งไซไฟ บรรษัทยักษ์ฉ้อฉล และคดีฆาตกรรมแบบไซเบอร์พังก์

ไซเบอร์พังก์ กับความเป็นสากล?

อันที่จริงแล้ว ความเป็นไซเบอร์พังก์นั้น อาจจะไม่ได้มีข้อจำกัดว่าจะต้องผูกติดหรือยึดโยงเข้ากับวัฒนธรรมแบบใดแบบหนึ่ง (ซึ่งในผลงานหลายต่อหลายเรื่อง ก็มักจะมี Setting ที่แตกต่างกันออกไป) แต่ในกระแสความคลั่งไคล้ที่เกิดขึ้นในช่วงทศวรรษที่ 80 จากผลงานของ William Gibson นั้น พ้องต้องกันกับการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศญี่ปุ่นที่บูมสุดขีด เทคโนโลยี การเงิน และวิทยาการจากประเทศเกาะเล็กๆ ทางฝั่งตะวันออก เขย่าความเป็นไปของโลกได้อย่างน่าตื่นตะลึง และผลงานหลายเรื่องก็มักจะมีประเทศญี่ปุ่นเป็นฉากหลัง (และ/หรือ เป็นบรรษัทยักษ์ใหญ่) จึงกลายเป็นคำถามที่ตามมาว่า แท้จริงแล้ว ไซเบอร์พังก์มีความเกี่ยวพันกับญี่ปุ่นมากน้อยเพียงใด?

ป้ายไฟนีออน หนึ่งในฉากอมตะของภาพยนตร์ Blade Runner ที่ฉายภาพความเป็น Easternized ของไซเบอร์พังก์ได้อย่างชัดเจน
ป้ายไฟนีออน หนึ่งในฉากอมตะของภาพยนตร์ Blade Runner ที่ฉายภาพความเป็น Easternized ของไซเบอร์พังก์ได้อย่างชัดเจน

ในแง่นี้ มีผู้เชี่ยวชาญหลายคนได้วิเคราะห์ทิศทางของกระแสไซเบอร์พังก์เอาไว้ได้อย่างน่าสนใจว่า แท้จริงแล้ว ไซเบอร์พังก์ คือมุมมองของผู้คนในยุคดังกล่าวที่มีต่อ ‘อนาคต’ ที่กำลังจะมาถึง ความไม่รู้ ไม่เข้าใจ และความหวาดกลัวของผู้คนกระแสหลักที่มีต่อความเจริญอย่างก้าวกระโดดของประเทศเกาะเล็กๆ ที่เคยพ่ายแพ้สงคราม ถูกปลดอาวุธ กลายเป็นลูกไล่ของยักษ์ใหญ่อย่างสหรัฐอเมริกา ก้าวเข้ามามีอิทธิพลทางเศรษฐกิจอย่างมากในช่วงกลางทศวรรษที่ 80 เหล่านี้เอง ที่เป็นเชื้อเพลิงขับเคลื่อนความเป็นไซเบอร์พังก์ให้โลดแล่นในเวลาดังกล่าว ว่าเหล่าบรรษัทข้ามชาติจากญี่ปุ่น (Zaibatsu) จะเข้ามาซื้อกิจการสหรัฐอเมริกาเป็นการแก้แค้น (ถ้าถามว่าเศรษฐกิจของญี่ปุ่นในช่วงเวลานั้นดีขนาดไหน ก็ถึงขนาดที่มีการประเมินว่า ราคาที่ดินบ้านเดี่ยวตากอากาศนอกเมืองนั้น แพงระดับสามารถซื้อรัฐแคลิฟอเนียได้เลยทีเดียว…)

โตเกียวเมื่อสามสิบกว่าปีที่แล้ว ถ้าวัดโดยความเจริญนั้น ก็ต้องถือว่าพวกเขามาได้ไกลมากๆ
โตเกียวเมื่อสามสิบกว่าปีที่แล้ว ถ้าวัดโดยความเจริญนั้น ก็ต้องถือว่าพวกเขามาได้ไกลมากๆ

ทั้งนี้ แม้ว่าทิศทางความเกี่ยวข้องของประเทศญี่ปุ่นกับผลงานสายไซเบอร์พังก์จะเริ่มสร่างซาลงไปตามกระแสโลกาภิวัฒน์ที่เกิดขึ้น แต่บรรดาแฟนๆ ของแนวทางดังกล่าว ก็ยังคงติดภาพของวัฒนธรรมตะวันออกแบบกึ่งไซเบอร์ที่แทบจะเป็นปัจจัยหลักสำคัญที่ขาดไม่ได้ จนถึงขั้นที่มีดราม่าของ Scarlett Johansson กับบทบาทนำใน Ghost in the Shell เวอร์ชันภาพยนตร์ที่อยู่ในระหว่างการถ่ายทำ ว่าการตัดสินใจเหล่านี้ เป็นการล้างภาพลักษณ์เก่าๆ และทำลายความเกี่ยวข้องของวัฒนธรรมญี่ปุ่นในชิ้นงาน เช่นเดียวกับที่เคยเกิดขึ้นกับซีรีส์อย่าง The Last Airbender หรือตัวละครใน Dr.Strange เองก็ตาม

การต่อต้านที่แฝงในตัวเรา

Cyberpunk_014

แต่ไม่ว่าประเทศญี่ปุ่นจะปิดฉากการคืบคลานทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมไปสักเท่าใด หรือกระแสความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของโลกหลังยุคสหัสวรรษใหม่จะเป็นตัวกำหนดผู้คนในรุ่น Millennial มากน้อยแค่ไหน แต่ขึ้นชื่อว่าสังคมแห่งมนุษยชาติ และปัญหาความเหลื่อมล้ำต่ำสูงที่ยังคงหลบซ่อนตัวอย่างแนบเนียน และความเกี่ยวพันทางด้านเทคโนโลยีกับชีวิตผู้คนที่มากยิ่งกว่าที่เคย กลับทำให้แนวคิดของไซเบอร์พังก์นั้นชัดเจน และจับต้องได้ง่ายมากยิ่งกว่ายุคใดๆ ที่ผ่านมา เพราะแม้เราจะไม่ได้ทำการดัดแปลงมันสมองด้วยฮาร์ดดิสก์ ไม่ได้มีปัญญาประดิษฐ์ระดับคิดได้เองอย่างซับซ้อน หรือต่อเติมร่างกายด้วยอุปกรณ์จักรกล แต่ยอมรับหรือไม่ว่า ความเป็นมนุษย์ กำลังได้รับการตั้งคำถามสำคัญในช่วงเวลากำลังจะมาถึงนี้

เฉกเช่นที่ไซเบอร์พังก์ได้พึงกระทำมาตลอดสามสิบปีที่ผ่านมา…


avatar
by Sukrit Buranasun

เรื่องที่คุณอาจสนใจ

loading icon