บทเรียนเหยียดเชื้อชาติ จากแบรนด์ : Dolce&Gabbana

posted: 1 week ago
บทเรียนเหยียดเชื้อชาติ จากแบรนด์ : Dolce&Gabbana

comments

การเหยียดผิว เหยียดเชื้อชาติ ดูเหมือนจะเป็นปัญหาฝังรากลึกในสังคมเพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อน และส่งผลต่อความรู้สึกคนเราโดยตรง ต่อให้เทคโนโลยี บ้านเมือง หรือวัฒนธรรมต่างๆ พัฒนาไปไกลแค่ไหน “การเหยียด” ก็ยังคงมีอิทธิพลอยู่เสมอ 

ซึ่งเรามาดูกรณีศึกษา ที่อาจจะไม่ได้เกิดจากการเหยียดโดยตรง แต่อาจจะเริ่มมาจากความไม่เข้าใจระหว่างวัฒนธรรมของกันและกัน จนส่งผลให้เกิดดราม่าร้อนแรง สร้างความเสียหายอย่าง  Dolce&Gabbana แบรนด์เสื้อผ้าระดับสูง ราคาแพง ที่ใครๆ ต่างก็ให้ความสนใจ กลับเกิดกระแสดราม่าจากคลิปวิดีโอซีรีส์โปรโมทงาน ‘Chopsticks Eating’ ที่จะจัดขึ้น ณ เมืองเซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน ซึ่งดราม่านี้กลายเป็นเรื่องราวใหญ่โต จนทำให้แฟชั่นโชว์ครั้งนี้ ถึงกับต้องเป็นหมัน บินกลับประเทศแทบไม่ทันกันทีเดียว

ขอบคุณรูปภาพจาก pagesix.com

สรุปกระแสดราม่า Dolce&Gabbana

เอาเป็นว่า สำหรับใครที่ไม่รู้ข่าว หรือเรื่องราวดราม่าของ Dolce&Gabbana วันนี้ rabbit finance ได้สรุปมาสั้นๆ ให้ทุกคนได้ตามทันเรื่องนี้กันแล้ว

เรื่องมันเริ่มมาจากทางD&G ต้องการจัดแฟชั่นโชว์ที่เซี่ยงไฮ้ แน่นอนว่าการพีอาร์ต้องมาแน่น แต่พีอาร์แรกมาก็ทำเอาปั่นปวนกันไปเป็นแถบ เพราะเมื่อได้มีการปล่อย VDO โปรโมตโชว์ใน IG : D&G เจ้าVDO ที่ว่านี้ ดันเป็นการกินอาหารอิตาลี ด้วยการใช้ตะเกียบ!!!

แน่นอนว่ามีชาวจีนหลายคนที่อาจจะไม่ชอบใจบ้างเพราะเหมือนกับการถูกดูถูก  อีกทั้งไม่ใช่ว่าคนจีนทุกคนจะใช้ตะเกียบกับอาหารทุกชนิด จึงมีคนเข้าไปรุมต่อว่าใน IG : D&G มากมาย ซึ่งต่อมาVDO ชิ้นนี้ก็ได้ถูกลบออกไป

แต่หลังจากนั้นสิคะงานใหญ่ เพราะเมื่อมีคนหลังไมค์ใน IG เข้าไปถาม Stefano Gabbana และ Domenico Dolce  ดีไซน์เนอร์ผู้ก่อตั้งแบรนด์ เกี่ยวกับVDO แต่กลับได้คำตอบที่ไม่ดีนัก แถมออกไปในทางลบเสียด้วยซ้ำ กลายเป็นเรื่องใหญ่สร้างความไม่พอใจให้ชาวจีนเป็อย่างมาก ถึงขั้นที่ว่า นางแบบ นักแสดง และนิตยสารชื่อดังของจีน พากันสะบั้นสัมพันธ์กับ D&G กันระนาวเลยทีเดียว

และจากนั้นไม่นาน กรมวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวของเซี่ยงไฮ้ก็ได้ประกาศยกเลิกโชว์ D&G ทันที ต่อมาทาง D&G ก็ได้ออกมาบอกว่า IG ที่มีการตอบกลับไปนั้น ‘ถูกแฮก’ เอาล่ะค่ะมุกนี้ต่างชาติเขาก็ใช้กันนะ แต่ก็อย่างว่า ใครทำอะไรไว้มันปิดไม่มิดหรอกค่ะ ก็แหมดันไปโป๊ะแตกใน IG ของ Stefano ที่ดันโพสต์สตอรี่ตัวเองลงซะงั้น

ขอบคุณรูปภาพจาก IG: DolceGabbana

ดราม่า Dolce&Gabbana สะท้อนอะไร

จากเหตุการณ์นี้ แน่นอนว่าย่อมส่งผลเสียต่อแบรนด์สินค้า Dolce&Gabbana เป็นอย่างมาก อีกทั้งค่าใช้จ่ายต่างๆ จากการเตรียมจัดแฟชั่นโชว์ที่ว่า ก็คงเป็นเม็ดเงินมูลค่าสูง แต่กลับต้องมาพังเพียงเพราะ ทัศนคติ หรือ ความแตกต่างทางวัฒนธรรมที่ต่างฝ่าย ต่างยังไม่เข้าใจกัน จึงสะท้อนให้เห็นว่า

  • การโฆษณาเพื่อประชาสัมพันธ์โครงการ เข้าใจว่าการทำให้เป็นที่พูดถึง หรือเกิดกระแส เป็นเรื่องที่ดี แต่บางครั้งจะต้องคำนึงด้วยว่า ได้ไปกระทบถึงความคิด ความเชื่อในสังคมนั้นๆ ด้วยหรือไม่ มิเช่นนั้น อาจจะเป็นโฆษณาที่ฆ่าตัวเองได้แบบนี้
  • ความแตกต่างทางวัฒนธรรม เป็นเรื่องละเอียดอ่อนของสังคม เพราะหากคนเข้าใจกันก็ถือว่าดีไป แต่ถ้าไม่เข้าใจ ก็อาจจะกลายเป็นเรื่องที่เหมือนดูถูก เหยียด และสร้างความไม่พอใจได้
  • การตอบโต้ของผู้ก่อตั้งแบรนด์เป็นอีกเรื่องสำคัญ ที่ถือว่าในเหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้กระแสดราม่ารุนแรงมากขึ้น ซึ่งแน่นอนว่า หากรายได้หดหายไป อาจจทำให้ผู้ก่อตั้งได้ตระหนักถึงการมีสติต่อการแก้ไขสถานการณ์นี้มากขึ้น

อย่างไรก็ตาม แม้ทาง Stefano Gabbana และ Domenico Dolce จะได้ออกมาตั้งโต๊ะ ขอโทษชาวจีนกันไปแล้วถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่ก็ดูเหมือนว่ากระแสที่ได้รับ ก็ไม่เป็นที่พอใจเสียเท่าไหร่ นี่แหละน่า ที่เขาว่า เมื่อพูดไปแล้ว คำพูดจะกลายเป็นนายเรา

5 คนดังห้ามเข้า จีน

ก็ไม่รู้ว่า ต่อไปในอนาคต แบรนด์ Dolce&Gabbana จะยังได้โลดแล่นอยู่ในเมืองจีนอยู่อีกไหม หรือจะร้ายแรงถึงขั้นถูกสั่งห้ามเข้าประเทศแบบ 5 ดารา ที่เรากำลังพูดถึงต่อไปนี้ เชื่อว่าหลายคนคงยังไม่รู้ว่าพวกเขาเหล่านี้ถูกห้ามเข้าประเทศจีน เอาล่ะเรามาดูกันดีกว่าว่ามีใครบ้าง และทำไมพวกเขาถึงโดนโทษร้ายแรงขนาดนี้ 

  • Brad Pitt

ประเดิมกันที่สุดหล่อขวัญใจของใครหลายๆ คนอย่าง แบรด พิตต์ ถึงแม้ว่าเขาจะถูกยกเลิกการห้ามเข้าไปแล้วตั้งแต่ปี 2014 แต่กับเหตุการณ์นั้น ก็เป็นที่กล่าวขานอยู่ไม่น้อย เพราะสาเหตุที่พ่อหนุ่มคนนี้ถูกสั่งให้เป็นแบล็คลิสต์ เกิดจากความขัดแย้งกรณีทิเบต และบทบาทนักปีนเขาที่กลายเป็นเพื่อนสนิทของ ทะไลลามะ ในภาพยนตร์เรื่อง Seven Years in Tibet เมื่อปี 1997 นั่นเอง

  • Justin Bieber

จัสติน บีเบอร์ ที่แน่นอนว่าซุปตาร์คนนี้ ถูกสั่งห้ามเข้าจีนด้วยเหตุผลที่ว่า “เขาเป็นไอดอลที่น่าเคลือบแคลง ชอบแสดงพฤติกรรมแปลกๆ และน่ารังเกียจ ทั้งในชีวิตส่วนตัวและบนเวทีการแสดง” อย่างไรก็ตามหากพี่จัสติน มีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมได้อย่างเหมาะสม ก็มีโอกาสที่จะกลับไปตีตลาดจีนได้อีกครั้งแน่นอน

  • Miley Cyrus

มาที่นักร้องสาว ที่ทำเอาจีนฉุนขาด เนื่องจากมีการโพสต์รูปภาพทำตาตี่เลียนแบบคนเอเชียลงโซเชี่ยล โดยทางรัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศของจีนแถลงต่อเหตุการณ์นี้ว่า “คุณไซรัสแสดงออกอย่างชัดเจนถึงความไม่เป็นมิตรต่อชาวจีน หรือใครก็ตามที่เป็นเชื้อสายเอเชียตะวันออก เราจึงไม่มีความสนใจที่จะนำเสนอความโง่เขลาแบบอเมริกันของเธอให้เป็นมลภาวะทางความคิดกับลูกหลานของเรา” แม้บางคนอาจจะมองว่าเป็นเรื่องขำขัน แต่ดูเหมือนนี่จะเป็นการล้อเลียนเหยียดหยามเชื้อชาติที่ไม่เหมาะสมเลยทีเดียว

  • Taylor Swift

ต่อกันที่เจ้าแม่เพลงป๊อปอย่าง เทย์เลอร์ สวิฟต์ ที่อาจจะไม่ได้โดนห้ามเข้าประเทศ แต่สินค้าอย่างอัลบั้มเพลง ของเทเลอร์กลับถูกแบนไม่ให้ขายในจีน เนื่องจาก “ชื่อ” และ “ปีเกิด” ที่ทางรัฐบาลจีนไม่ถูกโฉลก เหตุมาจาก ปี 1989 ที่เป็นปีเกิดของนักร้องสาว และชื่อย่อ T.S. ของเธอ ไปตรงและพ้องกับปีมหาวิปโยคที่เกิดเหตุโศกนาฏกรรมนองเลือดที่จัตุรัสเทียนอันเหมินนั่นเอง เรียกว่าเป็นสาเหตุการแบนที่ละเอียดอ่อนมากจริงๆ 

  • Maroon5

ปิดท้ายกันที่วงดนตรีสุดฮอตจากอเมริกัน ที่ไปไหนใครก็กรี๊ด แต่เมื่อปี 2015 ที่มีกำหนดการแสดงโชว์ที่เซี่ยงไฮ้และปักกิ่ง กลับถูกยกเลิกแบบกระทันหัน แถมไม่มีแถลงการณ์อย่างเป็นทางการออกมา แต่สื่อหลายสำนักสังเกตว่า เหตุน่าจะเกิดจากการที่สมาชิกมือคีบอร์ด ได้ไปร่วมฉลองวันเกิด และทวีตอวยพรวันเกิดขององค์ทะไลลามะนั่นเอง

และนอกจากนี้ยังมีคนดังอย่าง Harrison Ford, Björk, Oasis, Bon Jovi, Bob Dylan, วงดนตรี Guns N’ Roses และ Martin Scorsese ผู้กำกับคนดัง ก็ถูกสั่งแบนห้ามเข้าจีนมาแล้วด้วยทั้งสิ้น 

Dolce&Gabbana

เปิดโลกกว้าง ยอมรับในความต่าง

จากเหตุการณ์ของแบรนด์ Dolce&Gabbana หรือเหตุการณ์เหยียดอื่นๆ ได้แสดงให้เห็นแล้วว่า การเหยียดในความแตกต่างยังคงมีอยู่ในสังคม ไม่ว่าคุณจะอยู่ในสังคมไหนก็ตาม  ยังมีกลุ่มคนที่ยังไม่ยอมรับในความแตกต่าง ซึ่งกระบวนการคิดแบบนี้ ดูเหมือนจะเป็นเรื่องล้าหลังสำหรับผู้เขียน เพราะอะไรรู้ไหมคะ?

เพราะความแตกต่าง คือ หนึ่งในความสวยงามของโลกใบนี้

ดังนั้น เราควรเปิดใจให้กว้าง มองโลกในหลายๆ แง่มุม และยอมรับได้แล้วนะคะ การที่คนๆ นึง แตกต่างจากคุณไม่ว่าจะเรื่อง อะไรก็ตาม ทุกสิ่งล้วนสวยงามและเป็นเรื่องของธรรมชาติทั้งสิ้น

ขอบคุณข้อมูจาก culturedcreaturesthestandard


avatar
by NP. Meaw :)
เป็นลูกอิช่างแซะ รักในการเขียนเหน็บแนม ดำเนินชีวิตด้วยการ ยึดความสุขตัวเองเป็นที่ตั้ง จุบ!

เรื่องที่คุณอาจสนใจ

loading icon