Dr.Manhattan : ฮีโร่จาก Watchmen ผู้ ‘ดุจดั่งพระเจ้า’

posted: 2 years ago
11,173 views
Dr.Manhattan : ฮีโร่จาก Watchmen ผู้ ‘ดุจดั่งพระเจ้า’

comments

tumblr_mt5gi8PClZ1s42ypyo1_500Watchmen ทีมซุปเปอร์ฮีโร่ที่มีความหลากหลายทางด้านความสามารถและสภาวะจิตใจ ภายใต้การรังสรรค์อันสุดจินตนาการของ Alan Moore ผู้เขียน “V for Vendetta” อันเป็นอีกหนึ่งปรากฏการณ์สำคัญของค่าย DC ซึ่งถ้าหากจะพูดถึงซุปเปอร์ฮีโร่ของทีมนี้ว่าใครเป็นผู้ที่เก่งที่สุดแล้วละก็คงจะหนีไม่พ้นเขาผู้นี้ Dr.Manhattan ชายผู้มีพลังเหนือมนุษย์จนเรียกได้ว่าเขาคือพระเจ้าคนหนึ่งของจักรวาล DC ก็ว่าได้

ประวัติ Dr.Manhattan

superman-dr-manhattan-more-5-most-powerful-beings-in-dc-558929Dr.Manhattan เป็นตัวละครที่ถือกำเนิดขึ้นมาตามแนวความคิดของ อลัน มัวร์ (Alan Moore) และ เดฟ กิ้บบอนส์ (Dave Gibbons) ในหนังสือคอมมิคเรื่อง Watchmen ถูกตีพิมพ์ในปี 1986 และ 1987  โดยได้รับต้นแบบมาจากกัปตันอตอมซุปเปอร์ฮีโร่ผู้แข็งแกร่งแห่ง DC ดังจะเห็นได้จากลักษณธทางกายภาพที่คล้ายกันระหว่างกัปตันอะตอมและ Dr.Manhattan

Captain Atom ต้นแบบ Dr.manhattan

แต่เดิมเขามีชื่อว่า Dr.Jonathan ‘Jon’ Osterman เป็นนักฟิสิกส์ทางด้านนิวเคลียร์ผู้มีชื่อเสียง ผู้ที่ในวัยเด็กพ่อของเขาทำอาชีพเป็นช่างทำนาฬิกา และ ตัวของจอห์นเองก็ต้องการที่จะเป็นอย่างพ่อของเขา แต่แล้ววันหนึ่งสถานการณ์ของโลกก็ได้เปลี่ยนไปเมื่อประเทศสหรัฐอเมริกาได้จัดการทิ้งนิวเคลียใส่เมืองฮิโรชิม่าของประเทศญี่ปุ่น ในขณะที่ จอร์น อายุได้ 16 ปี พ่อของเขาก็พลักดันให้จอร์นหันไปเอาดีในด้านของการเป็นนักวิทยาศาสตร์แทนเพราะอาชีพของพ่อเขานั้นมันล้าสมัยไปแล้วพร้อมกับโยนนาฬิกาที่จอร์นทำออกไปนอกหน้าต่าง (ทำร้ายจิตใจลูก) ซึ่งนี่เองที่เป็นเหตุการณ์ที่ทำให้จอห์นเริ่มหันไปเอาดีทางด้านอื่นแทน

Watchmen_001
Jon Ostermann กับวันเวลาที่จะเปลี่ยนเขาไปสู่หนทางใหม่อย่างไม่อาจหวนคืน

จอนเข้าเรียนทางด้านฟิสิกส์ที่มหาวิทยาลัย Princeton ในปี 1948 – 1958 และจบการศึกษาในระดับปริญญาเอกสาขานิวเคลียร์ฟิสิกส์ในปี 1959 ก่อนที่เขาจะย้ายไปทำการทดลองอยู่ที่กิลาฟาสซึ่งจะเป็นสถานที่ที่จะเปลี่ยนแปลงตัวตนของเขาไปตลอดกาล

Dr.Manhattan

Dr.manhattan ขณะใช้พลังจิต

ผลจากการทดลองที่ผิดพลาดทำให้ร่างกายที่เป็นรูปเนื้อของเขาต้องสลายไป ก่อนที่เขาจะกลับมาปรากฏตัวอีกครั้งในรูปร่างใหม่ที่ทรงพลังมากกว่าเดิม เพราะในตอนนี้ เขาได้กลายเป็นผู้ที่มีพลังพิเศษเหนือมนุษย์ไปเสียแล้ว

Jon Osterman ในวาระสุดท้ายของการเป็น 'มนุษย์' (ก่อนเสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุจากเครื่องแยกสสาร)
Jon Osterman ในวาระสุดท้ายของการเป็น ‘มนุษย์’ (ก่อนเสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุจากเครื่องแยกสสาร)

ด้วยร่างกายสีฟ้าของจอร์นทำให้เขากลายเป็นที่จับตามองของรัฐบาลเป็นพิเศษ เพราะทรงพลังจนอาจเทียบเคียงได้กับ ‘พระเจ้า’ ไม่ว่าจะเป็นล่องหนหายตัว พละกำลังการทำลายล้าง จนถึงการเปลี่ยนองค์ประกอบพื้นฐานของสสาร บ่อยครั้งที่รัฐบาลมักจะใช้ให้ Dr.Manhattan ไปทำภารกิจเพื่อชาติอยู่เสมอไม่ว่าจะเป็นในสงครามเวียดนาม,การลอบสังหารประธานาธิบดี จอห์น เอฟ เคเนดี หรือ การลงจอดบนดวงจันทร์ ทั้งหมดนี้ล้วนแล้วแต่มี Dr.Manhattan เป็นผู้ที่อยู่เบื้องหลังทั้งสิ้น เขาจึงกลายเเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงและกลายเป็นความหวังให้กับเหล่ามวลชนแห่งสหรัฐอเมริกาไปโดยปริยาย 

Doctor Manhattan ขณะปลีกวิเวกบนดาวอังคาร

แต่ในทางหนึ่ง…ด้วยความที่เขากลายเป็นยอดมนุษย์ที่มีพลังอยู่ในระดับเดียวกันกับพระเจ้า มีความเข้าใจในทุกสรรพสิ่งตั้งแต่ส่วนที่เล็กที่สุดจนถึงระดับจักรวาล จึงทำให้เขาเกิดความรู้สึกเบื่อหน่ายและกลายมาเป็นผู้ที่ทำตัวเหนือปัญหาไปในที่สุด จิตใจอันเปราะบางเป็นพื้นฐาน และการมองทุกสิ่งด้วยเหตุผลของเขานั้น นำไปสู่ข้อสรุปอันแสนเย็นชา ว่ามนุษย์นั้นไม่ได้มีความสำคัญมากพอที่เขาจะต้องมาคอยปกป้องอีกทั้งโลกก็เป็นเพียงจุดๆ หนึ่งในจักรวาลที่กว้างใหญ่เท่านั้น

Watchmen_003เขามีความรักกับซุปเปอร์ฮีโร่สาวคนสวยของทีม Watchmen ที่มีนามว่า Laurie Juspeczyk หรือ Silk Specter รุ่นที่ 2 แต่ด้วยความที่เขาเป็นคนที่ประกอบไปด้วยหลักการและเหตุผลจึงทำให้เขามองว่าความรักเป็นเพียงแค่เรื่องไร้สาระสำหรับมนุษย์เท่านั้น เขาจึงได้ตัดสินใจจากโลกไปอยู่ยังดาวอังคารที่สงบเงียบและปราศจากผู้คนที่สุดแสนจะวุ่นวาย ในขณะที่สถานการณ์บนโลกกำลังกลั่นตัวตึงเครียดใกล้ถึงจุดที่จะทำลายล้างด้วยนิวเคลียร์กันทุกขณะ

สิ่งที่สะท้อนออกมาจากตัวละครตัวนี้

ตัวละคร Dr.Manhattan ได้สะท้อนถึงหลักการระหว่างข้อเท็จจริงและความถูกต้องทางด้านศีลธรรมว่าอย่างไหนมีค่ามากกว่ากัน อย่างที่เห็นไปในภาพยนตร์ว่ามีอยู่ช่วงหนึ่งที่ The Comedian ซุปเปอร์ฮีโร่คนหนึ่งของ Watchmen กำลังจะยิงผู้หญิงคนหนึ่งที่กำลังท้องในช่วงสิ้นสุดสงครามเวียดนาม ซึ่งในเหตุการณ์นั้น Dr.Manhattan ก็อยู่ด้วย แต่เขาก็กลับนิ่งเฉยไม่ทำอะไรเพราะเขามองว่าผู้หญิงท้องคนนี้ไม่ได้มีความสลักสำคัญใดๆ ต่อโลกใบนี้ (หรือแม้แต่ตัวของเขาเอง) ทั้งสิ้น เป็นแนวคิดของความวางเฉย (Nihilism) ที่แสนเย็นชา แต่ก็อาจจะพอเป็นที่เข้าใจได้ สำหรับคนที่พร้อมจะตัดขาดความเป็นมนุษย์ของตนเองเข้าไปทุกขณะ…

นี่เองจึงนำมาซึ่งคำถามที่สำคัญชวนให้ผู้ที่อ่านหรือรับชมภาพยนตร์เรื่อง Watchmen ต้องนำไปขบคิดกันว่า แท้จริงแล้วนั้นอะไรคือความถูกต้องกันแน่ แล้วโดยเนื้อแท้นั้นมนุษย์สามารถที่จะปล่อยวางได้ดังที่ Dr.Manhattan ทำได้หรือไม่


avatar
by A.J.Style
A.J.Style นักเขียนหนุ่มอารมณ์ดี อายุ 23 ปี อดีตนักกีฬา MMA (ที่ชื่นชอบเรื่องราวลึกลับและซุปเปอร์ฮีโร่เป็นพิเศษ) ปัจจุบันนี้รับหน้าที่เขียนเรื่องเกี่ยวกับ ภาพยนตร์,เคล็ดลับน่ารู้ และ ดวง

เรื่องที่คุณอาจสนใจ

loading icon