หลักการคิดเบี้ยประกันสุขภาพ

posted: 2 years ago
หลักการคิดเบี้ยประกันสุขภาพ

comments

ชีวิตของมนุษย์บนโลกใบนี้ล้วนไม่แน่นอนอะไรทั้งสิ้น คนที่ร่างกายกำยำแข็งแรง อยู่ๆ ก็จากไปโดยไม่ได้บอกลา เราไม่สามารถคาดเดาได้เลยว่าเหตุการณ์อันตรายจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ เพราะชีวิตของมนุษย์ล้วนมีความเสี่ยงอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน การกระจายความเสี่ยงให้กับชีวิตโดยการทำประกันสุขภาพจึงเป็นทางออกที่ดีที่สุด

และบริษัทประกันทั้งหลายต้องรับหน้าที่นี้เพื่อดูแลความเสี่ยงให้เหล่ามวลมนุษย์ การทำประกันจึงเป็นวิธีสร้างความมั่นคงในชีวิต หากเกิดอะไรก็ตามที่ไม่คาดฝัน ผู้ถือประกันจะต้องแน่ใจว่าได้รับความคุ้มครอง แต่ความคุ้มครองจะเกิดเมื่อเราให้ค่าตอบแทน หรือที่เรียกกันคุ้นหูว่า “เบี้ยประกัน” 



เบี้ยประกันคืออะไร

เบี้ยประกัน คือ สินน้ำใจที่จ่ายให้บริษัทประกันภัยตามข้อตกลงที่ถูกเขียนไว้ในกรมธรรม์ ยามเกิดเหตุการณ์ที่มีความเสี่ยงมาพัวพัน บริษัทประกันจะจ่ายค่าเสียหายตามที่ตกลงกันไว้ในสัญญา

ซึ่งสินน้ำใจหรือเบี้ยประกันที่ว่าไม่มีความตายตัว ขึ้นอยู่กับประเภทและชนิดที่ผู้ถือประกันเลือกไว้ รวมทั้งความเสี่ยงต่างๆ ที่อยากให้ครอบคลุมอะไรบ้าง แน่นอนว่าถ้าเลือกไว้มากสินน้ำใจก็จะแพง หากเลือกไว้น้อยก็จะลดหลั่นไปตามลำดับ

ดังนั้น การทำ ประกันสุขภาพ ต้องคำนึงถึงวงเงินที่ผู้ถือประกันจะต้องส่งเบี้ยประกันด้วย โดยพิจารณาจากปัจจัยหลายๆ อย่าง อาทิ อาชีพ รายได้ ภาระค่าใช้จ่ายของครอบครัว ว่าการส่งเบี้ยประกันจะไม่กระทบกับการใช้ชีวิต


หลักการคิดเบี้ยประกัน

ขึ้นอยู่กับปัจจัยของผู้ถือประกันภัยว่าเหมาะสมแค่ไหน ต้องใช้ทุนทรัพย์เท่าใด เพศไหนมีความเสี่ยงมากกว่ากัน สุขภาพปัจจุบันมีโรคอะไรแทรกซึมหรือไม่ อาชีพใดมีความเสี่ยงมากกว่า หรือการดำเนินชีวิตของผู้ถือประกันมีความเสี่ยงมากน้อยเพียงใด

ดังนั้น การทำประกันสุขภาพ ต้องคำนึงถึงวงเงินคุ้มครองที่เพียงพอต่อความเสี่ยงและความต้องการ โดยพิจารณาจากปัจจัยหลักที่กล่าวมาข้างต้น อย่าง อาชีพ รายได้ ภาระค่าใช้จ่าย ก็เพื่อเป็นการคุ้มครองความเสี่ยงที่จะสูญเสียเงินจำนวนมากไปกับค่ารักษาพยาบาล  มาดูกันว่าปัจจัยใดบ้างที่จะช่วยในการคิดเบี้ยประกัน


  • เพศ

ความเสี่ยงเกิดขึ้นได้กับทุกเพศทุก ขึ้นอยู่ที่ร่างกายของคนผู้นั้นมากกว่า

  • อายุ

ยิ่งแก่มากเบี้ยประกันก็จะสูงมากตามมาด้วย เพราะยิ่งอายุมากขึ้น โรคต่างๆ ก็จะถามหามากตามมาเช่นกัน เพราะประสิทธิภาพในการซ่อมแซมของร่างกายก็จะลดลงไปตามอายุขัยนั่นเอง

 



  • อาชีพ

อาชีพที่ทำอยู่ ณ ตอนนั้น มีผลต่อความจำเป็นในการทำประกันหรือไม่ เช่น อาชีพอิสระ ทำมาค้าขาย หรือเป็นเจ้าของธุรกิจ ประกันที่เหมาะสมคือประกันสุขภาพส่วนตัว เพราะไม่มีสวัสดิการค่ารักษาจากบริษัท เนื่องจากเป็นนายตัวเอง

ส่วนคนทำงานเป็นผู้น้อยในออฟฟิศอาจจะมีสวัสดิการประกันกลุ่มคอยคุ้มครองอยู่แล้ว หรือผู้ที่มีอาชีพข้าราชการจะมีสวัสดิการเบิกค่ารักษาพยาบาลได้ ซึ่งแต่ละอาชีพก็จะมีความเสี่ยงแตกต่างกันออกไป อย่างคนทำงานในออฟฟิสอาจจะมีความเสี่ยงน้อยกว่านักกีฬาที่โลดโผน หรือฝึกกล้ามเนื้อในแต่ละวัน อาจจะได้รับบาดเจ็บหรืออันตรายที่แตกต่างกันออกไปนั่นเอง

  • สุขภาพ

บริษัทประกันภัยส่วนใหญ่จะกำหนดให้ประกันสุขภาพไม่คุ้มครองโรคที่เป็นมาก่อนหน้านี้ หรือเจ็บป่วยด้วยโรคร้ายแรงเรื้อรังแล้วคิดอยากจะทำประกันภัย โดยกำหนดไว้ภายใน 90 วัน นับตั้งแต่วันที่เริ่มสัญญา เช่น โรคมะเร็ง หรือการแก้ไขความบกพร่องที่เป็นมาตั้งแต่กำเนิด โรคทางพันธุกรรม การรักษาเพื่อให้ผู้ถือประกันสวยงามขึ้น เช่น รักษาสิว  รังแค



ยกตัวอย่างเช่น นายกระต่ายชอบสูบบุหรี่เป็นชีวิตจิตใจ แต่พอไปตรวจสุขภาพนายกระต่ายพบว่าตนเองเป็นโรคมะเร็ง จึงรีบเร่งสมัครทำประกัน แต่ทางประกันจะไม่คุ้มครองโรคร้ายแรงที่ติดตามมาก่อน แต่ถ้านายกระต่ายเป็นโรคอื่นๆ ตามมาภายหลังจากการถือประกัน ทางบริษัทประกันก็จะให้คุ้มครองตามเงื่อนไขที่ตกลงกันไว้

และหากผู้ถือประกันภัยมีสุขภาพไม่แข็งแรง โรคประจำตัวรุมเร้า ทางบริษัทประกันก็จะมีเบี้ยประกันภัยที่สูงมากกว่าเดิม หรืออาจจะไม่รับประกันภัยเลยก็เป็นได้

ดังนั้น การคิดเบี้ยประกันขึ้นอยู่กับตัวบุคคลนั้นว่าทำอาชีพอะไร อายุและเพศเท่าใด ชีวิตมีความเสี่ยงแบบไหน เพราะเป็นเครื่องคุ้มครองความเสี่ยงให้แก่ผู้ถือประกัน คือไอเท็มหลักที่ต้องใช้ยามจำเป็น ถึงไม่ได้ใช้บ่อยๆ แต่ก็จำเป็นที่จะต้องมีไว้ เมื่อเกิดเหตุการณ์อะไรก็ตามที่เกี่ยวข้องกับความเสี่ยง ประกันสุขภาพจะเป็นผู้รับผิดชอบให้เอง

ที่มา : Moneyhub


สนใจประกันสุขภาพ คลิ้ก


avatar
by 9 Tails
เนกอยา กอเนกอ
อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับ
เรื่องที่คุณอาจสนใจ
loading icon