คลิกปุ๊บ เทียบปั๊บ ประหยัดเลย

จ-ส: 8.00 น. - 19.00 น.

คุณรู้จัก โรคไบโพลาร์ หรือโรคอารมณ์สองขั้ว มากแค่ไหน

บ่อยครั้งที่เรามักจะได้ยินว่าคำว่า ภาวะอารมณ์สองขั้ว หรือ โรคไบโพลาร์ (Bipolar) กันจนชินหู แต่เรารู้กันหรือไม่คะว่า ในความเป็นจริงแล้ว โรคไบโพลาร์ ไม่ได้มีอาการเพียงแค่ อารมณ์ที่เปลี่ยนไปมาเท่านั้น ยังมีอาการข้างเคียงอีกหลายอย่างที่เราอาจจะยังไม่รู้ และแน่นอนว่า โรคอารมณ์สองขั้ว หรือสองบุคลิกนั้น ถือว่าไม่ใช่เรื่องไกลตัวเราแน่นอน

[rabbitads slug=banner1]


โรคไบโพลาร์

โรคไบโพลาร์ (Bipolar) คืออะไร

โรคไบโพลาร์ (Bipolar) คือ โรคที่ถูกจัดอยู่ใน กลุ่มโรคทางด้านอารมณ์ อยู่ในกลุ่มเดียวกับโรคซึมเศร้า คือ โรคที่มีอารมณ์ชัดเจน (อารมณ์เบื่อเศร้า) แต่โรคไบโพลาร์ จะเป็นโรคที่อารมณ์ช่วงหนึ่งจะมีลักษณะร่าเริง สนุกสนาน สลับกับมีอารมณ์ซึมเศร้าช่วงหนึ่ง ซึ่งลักษณะสำคัญของโรคนี้ คือ อาการผิดปกติของอารมณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งอาจจะเป็น อารมณ์ซึมเศร้า(depression) หรืออารมณ์ตรงข้ามคือ อารมณ์ดีผิดปกติ (mania) นั่นเองค่ะ

โรคไบโพลาร์ เป็นโรคที่มีปัจจัยทางพันธุกรรม โดยส่วนมากผู้ป่วยมักจะมีประวัติญาติหรือคนในครอบครัวป่วยเป็น โรคไบโพลาร์ และจากงานวิจัยจะพบว่า ลูกหลานของผู้ที่ป่วยเป็นโรคไบโพลาร์นั้น มีโอกาสที่จะป่วยเป็นโรคนี้ได้มากกว่าคนทั่วไป

 

สาเหตุของโรคไบโพลาร์  (Bipolar)

หากจะพูดถึงความผิดปกติด้านอารมณ์ หลายคนอาจจะคิดว่าโรคนี้มีสาเหตุมาจากความเครียด หรือความวิตกกังวลเท่านั้น แต่ในความจริงแล้ว

โรคไบโพลาร์ หรือโรคอารมณ์สองขั้วนั้น มีสาเหตุมาจากความผิดปกติทางสมอง เนื่องจากการสื่อสารระหว่างเซลล์ประสาทของสมองและสารเคมีในสมองที่ไม่ปกติ มีความแปรปรวน ทำให้เมื่อเจอเหตุการณ์หรือตกอยู่ในสภาวะมีความกดดันด้านจิตใจ หรือ การใช้สารกระตุ้นต่างๆ ก็จะทำให้โรคที่แฝงตัวอยู่แสดงอาการออกมา


 

โรคไบโพลาร์
รูปจากกรมสุขภาพจิต

อาการของโรค

เพราะโรคไบโพลาร์ คือโรคที่แสดงออกทางด้านอารมณ์ เราจึงมักจะเห็นได้อย่างชัดเจนว่า ผู้ที่ป่วยเป็นโรคนี้จะมีลักษณะอาการ 2 แบบ คือ

1.สภาวะซึมเศร้า

ผู้ป่วยที่อยู่ในสภาวะนี้ จะมีอาการคล้ายกับโรคซึมเศร้า ผู้ป่วยมักจะมีอาการเบื่อหน่าย รู้สึกอ่อนไหวง่าย ในบางครั้งอยู่ดีๆก็ร้องไห้ มีอาการเบื่ออาหาร หลงๆลืมๆ มีภาวะขาดความมั่นใจในตนเอง รวมถึงมองทุกอย่างรอบตัวในแง่ร้ายไปซะหมด บางรายอาจมีภาวะเครียด ปนอยู่ด้วย

2.สภาวะเมเนีย (mania)

สำหรับสภาวะเมเนียนั้น ผู้ป่วยจะมีอาการที่ตรงข้ามกับสภาวะซึมเศร้าอย่างสิ้นเชิง ผู้ป่วยจะอารมณ์ดี มีความมั่นใจในตนเองสูง มีความคล่องแคล่วไม่ว่าจะทำอะไร มีมนุษยสัมพันธ์ดี ชอบช่วยเหลือผู้อื่น ในขณะเดียวกันก็มีความรู้สึกว่าตัวเองเป็นศูนย์กลาง ไม่ค่อยมีความอดทนต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งนานๆ เป็นคนคิดเร็วทำเร็ว (เมื่อคิดอะไรจะทำทันที) และเมื่อถูกขัดขวางหรือถูกขัดใจมักจะมีการแสดงอารมณ์ที่รุนแรงออกมา

ใบบางกรณีที่ ผู้ป่วยบางคนจะมีอาการ กลางคืนนอนไม่หลับ อยากเที่ยวกลางคืน ใช้จ่ายเงินมากขึ้น บางรายอาจมีอารมณ์ทางเพศที่เพิ่มขึ้น ในบางกรณีผู้ป่วยจะมีอารมณ์ที่ดีมากเกินปกติไม่สมเหตุสมผล ต่อเนื่องยาวนานมากกว่า 1 อาทิตย์


โรคไบโพลาร์

เรื่องสำคัญของโรคไบโพลาร์

หลายคนอาจจะรู้สึกว่า โรคไบโพลาร์ จะมีอาการร่าเริงสลับกับอาการซึมเศร้า แต่ในความเป็นจริงนั้น ผู้ป่วยบางคนอาจมีอาการอย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้นก็ได้ และสำหรับผู้ป่วยบางรายที่ป่วยเป็นโรคนี้ระยะหนึ่ง (ประมาณ 4-6 เดือน) สามารถที่จะหายเป็นปกติได้โดยที่ไม่ต้องรักษา ทำให้ผู้ป่วยหลายคนและคนรอบข้างมักจะรู้สึกว่า โรคนี้ไม่ได้ร้ายแรงอย่างที่คิด

แต่ในความเป็นจริงแล้ว แม้ว่าผู้ป่วยจะสามารถใช้ชีวิตได้อย่างปกติ แต่หากไม่ได้รับการดูแลหรือการรักษาอย่างใกล้ชิด ก็จะทำให้เมื่อถึงจุดหนึ่งก็จะกลับมามีอาการสนุกสนานร่าเริง หรือมีอาการสลับขั้วตรงข้ามอีกครั้งหนึ่ง

เช่น อาการเก็บตัว ไม่อยากทำอะไร เบื่ออาหาร กินไม่ได้ นอนไม่หลับ นานวันเข้าก็รู้สึกว่าตัวเองไม่มีค่า และ มีความคิดที่จะฆ่าตัวตายในที่สุด ผู้ป่วยที่อยู่ในสภาวะนี้มักมีอัตราการฆ่าตัวตาย 15 – 20% (ไม่เพียงแม้แต่ตอนอยู่ในสภาวะซึมเศร้า เพราะในช่วงที่มีสภาวะอารมณ์รื่นเริงมากๆ ก็สามารถฆ่าตัวตายได้เช่นกัน )

[rabbitads slug=banner2]


โรคไบโพลาร์

แนวทางการรักษา

สำหรับแนวทางการรักษาผู้ป่วยที่เป็นโรคอารมณ์สองขั้ว (ไบโพลาร์) นั้น แพทย์จะใช้ยาในการรักษาควบคู่ไปกับการช่วยเหลือเยียวยาด้านจิตใจ เพื่อให้ผู้ป่วยมีการปรับตัวและจัดการกับปัญหาต่างๆที่ดีขึ้น

  • สำหรับผู้ป่วยที่อยู่ในระยะซึมเศร้า

แพทย์จะให้การรักษาโดยให้ยาแก้ซึมเศร้าและยาป้องกันอาการเมเนียควบคู่กันไป ซึ่งส่วนใหญ่ผู้ป่วยจะต้องได้รับการรักษา (รับยา) เป็นระยะเวลาต่อเนื่องประมาณ 1-2 ปี เนื่องจากหากมีระยะเวลาการรักษาน้อยกว่านี้ อาจจะทำให้ผู้ป่วยเป็นโรคนี้ซ้ำในอนาคตได้ แต่ถึงอย่างนั้น ผู้ป่วยบางคนที่มี อาการผิดปกติทางอารมณ์มาก ก็อาจจะต้องรับยาและได้รับการรักษาตลอดชีวิต

โรคไบโพลาร์

ส่วนใหญ่แล้ว ผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้มักจะไม่รู้ตัวว่าป่วยเป็นโรคอารมณ์สองบุคลิก ดังนั้น คนใกล้ชิดควรสังเกตอาการในระยะเบื้องต้น เมื่อพบว่ามีความผิดปกติควรพบแพทย์เพื่อรับการรักษาทันที และเมื่อผลวินิจฉัยออกมาว่า คนใกล้ชิดหรือตนเองมีภาวะป่วยเป็นโรคไบโพลาร์ ก็ควรได้รับการรักษาและดูแลอย่างใกล้ชิด และ ควรรับประทานยาอย่างสม่ำเสมอ และใช้ชีวิตระมัดระวังเรื่องอารมณ์ในการใช้ชีวิตในแต่ละวันให้มากขึ้น

และผู้ป่วยควรได้รับการพักผ่อนที่เพียงพอ และที่สำคัญคือ ต้องไม่ยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติดทุกประเภท เนื่องจากสารเสพติดจะทำให้ผู้ป่วยมีอาการหลอนเพิ่มเติม และส่งผลโดยตรงต่อสภาวะอารมณ์ของผู้ป่วยนั่นเองค่ะ

เมื่ออ่านบทความนี้แล้ว เพื่อนๆคนไหนที่เกิดความกังวลและสงสัยว่า ตัวเองมีภาวะเสี่ยงที่จะเป็นโรคไบโพลาร์ (Bipolar) เราแนะนำให้ลองทำแบบทดสอบความเครียด หรือภาวะสุ่มเสี่ยงได้ที่เว็บไซต์ของกรมสุขภาพจิต www.dmh.go.th  เพื่อทดสอบตัวเองเบื้องต้นก่อนก็ได้นะคะ หรือเพื่อนๆคนไหนที่ยังไม่กล้าที่จะปรึกษากับจิตแพทย์ ก็สามารถโทรสอบถามหรือขอคำแนะนำเพิ่มเติมได้ที่ เบอร์ 1323 สายด่วนกรมสุขภาพจิต ได้เช่นกันค่ะ 

 

ข้อมูลจาก : www.thailovehealth.com

 

HamsterB
HamsterB
Previous
Next

บทความแนะนำ​

ประกันรถยนต์ราคาดีที่สุด
ประกันรถยนต์

9 สิ่งสำคัญที่ต้องมีติดรถยนต์ เผื่อยามฉุกเฉิน

สำหรับใครที่มีรถยนต์ คงจะปฎิเสธไม่ได้เลยว่าอุบัติเหุตจากสิ่งที่ไม่คาดฝันนั้นเกิดขึ้นได้เสมอระหว่างที่ขับขี่ ฉะนั้นแล้วสิ่งที่จะเป็นตัวช่วยทำให้อุ่นใจและเพิ่มความปลอดภัยมีอะไรบ้าง วันนี้ rabbit finance มีข้อมูลดี ๆ มาฝากกัน 9 …

ยางรถยนต์-ประกันรถยนต์
เรื่องราวดี ๆ จากพันธมิตรของเรา

ขับทางไกลสบายๆ ไม่เหนื่อยง่าย ต้องใช้ยางแบบไหน?

สวัสดีครับ จอร์จ จากไทร์บิดกลับมาอีกครั้งครับ วันนี้อยากมาแนะนำว่าทำไมเราถึงขับรถทางไกลแล้วเหนื่อย แล้วมีวิธีไหนที่จะทำให้เราลดอาการเหนื่อยล้าจากการขับรถได้บ้างครับ จริง ๆ แล้วการขับรถก็ไม่ได้ต่างอะไรกับการออกกำลังกาย โดยใช้เครื่องสั่นบริเวณท้องที่ทำให้ช่วยลดน้ำหนักที่เราเห็นตามทีวีกันครับ เพราะยิ่งเครื่องสั่นจะช่วยทำให้เราใช้พลังงานเยอะขึ้น …

หางานทำ-ประกันชีวิต
เรื่องราวดี ๆ จากพันธมิตรของเรา

หางานทำยังไง ให้ได้ไวกว่าที่คิด

ทราบกันดีว่าพิษวิกฤตเศรษฐกิจไม่เพียงมาเยือนแค่ผู้ประกอบการเท่านั้น แต่ยังตกไปอยู่ที่คนทำงานด้วย เพราะเมื่อนายจ้างมีเงินในมือน้อยลง ต้องการแรงงานน้อยลง หรือจำต้องปิด คนทำงานจำนวนมหาศาลจำต้องกลายเป็นคนตกงาน รวมถึงการหางานยากขึ้นอย่างชัดเจน หลาย ๆ คนอาจจะเกิดอาการท้อใจไปตาม …