ธุรกิจขนาดเล็ก ควรบริหารเงินอย่างไร? ให้ปังและเอาอยู่!

posted: 2 months ago
ธุรกิจขนาดเล็ก ควรบริหารเงินอย่างไร? ให้ปังและเอาอยู่!

comments

สำหรับใครที่คิดจะเริ่มลงทุนทำ ธุรกิจขนาดเล็ก สิ่งแรกที่คุณต้องทราบก็คือ การวางแผน 7 ขั้นตอน สำหรับมือใหม่เริ่มทำธุรกิจขนาดเล็ก  แต่อีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญมากๆ ซึ่งเปรียบเสมือนออกซิเจนที่ช่วยให้ธุรกิจอยู่รอดและเจริญรุ่งเรืองเติบโตต่อไปได้ก็คือ เงินที่นำมาใช้จ่ายส่วนต่างๆ ในการทำธุรกิจนั่นเอง

ทว่าถ้าคุณมีเงินทุนอยู่ในมือ แต่บริหารการเงินไม่เป็น ก็อาจทำให้ธุรกิจเจ๊งอย่างไม่เป็นท่าได้ ดังนั้นวันนี้ rabbit finance จึงมีวิธีบริหารเงินสำหรับธุรกิจขนาดเล็กมาให้ทุกคนได้ทราบกัน ถ้าอยากรู้ว่าต้องทำยังไงล่ะก็ ไปติดตามพร้อมๆ กันได้เลย

9 วิธีบริหารจัดการเงิน สำหรับธุรกิจขนาดเล็ก

‘การบริหารเงิน’ อีกหนึ่งปัญหาใหญ่ที่คนทำธุรกิจมือใหม่มักพบเจอ ซึ่งเรื่องนี้นับว่าเป็นตัวชี้วัดการอยู่รอดเลยก็ว่าได้ เพราะถ้ามีการบริหารจัดการเงินที่ดี จะส่งผลให้ธุรกิจเจริญก้าวหน้าต่อไปได้ดีเช่นกัน ในทางกลับกันหากไม่มีการบริหารจัดการที่ดี คุณอาจจะได้การขาดทุน มาเป็นผลตอบแทนก็ได้ ดังนั้นลองมาดูวิธีบริหารเงินที่เราจะแนะนำกันต่อไปนี้กันดีกว่า เผื่อจะช่วยผ่อนหนักให้เป็นเบาได้

1.ค่าใช้จ่ายส่วนตัวกับเงินทุนต้องแยกออกจากกัน

เรื่องที่คุณต้องจำไว้ให้แม่นเลยก็คือ อย่านำเงินทุนในการทำธุรกิจของคุณมาปนกับค่าใช้จ่ายส่วนตัวต่างๆ เพราะมันจะทำให้การคำนวณกำไรหรือขาดทุนไม่มีความแม่นยำ แถมยังเป็นการทำลายระบบบัญชีของธุรกิจคุณไปด้วย และยังส่งผลเรื่องการคำนวณภาษีอีกต่างหาก

เนื่องจากรายรับรายจ่ายของธุรกิจและค่าใช้จ่ายส่วนตัวนั้นปนกันมั่วซั่วไปหมด ทำให้แยกการคำนวณภาษีของธุรกิจและของตัวเองยากมาก หรืออาจทำไม่ได้เลยด้วยซ้ำ มันจึงเป็นจุดที่ส่งผลให้ ธุรกิจขนาดเล็ก ล้มอย่างไม่เป็นท่าได้เลยทีเดียว

ดังนั้นการแยกเงินทุนกับค่าใช้จ่ายส่วนตัวออกจากกันจึงเป็นเรื่องที่ดี และสมควรทำเป็นอย่างยิ่ง เพราะจะได้ง่ายต่อการคำนวณรายรับรายจ่ายของธุรกิจ รวมถึงกำไรขาดทุน และภาษีได้อย่างมีความแม่นยำ แถมยังเป็นการฝึกให้คุณมีวินัยในการจัดสรรการใช้เงินด้วย

2.มีการจดบันทึกข้อมูล

นี่เป็นเรื่องที่คนทำธุรกิจต้องตระหนักมากๆ เพราะการจดบันทึกจะช่วยให้เราได้เห็นอย่างชัดเจนว่าในหนึ่งวัน ในหนึ่งเดือน หรือในหนึ่งปี เรามีรายได้และรายจ่ายเท่าไหร่บ้าง รวมถึงผลกำไรหรือขาดทุนเท่าไหร่ ในรูปแบบใด

เพราะบางครั้งกำไรขาดทุนที่เกิดกับธุรกิจคุณ อาจไม่ได้มาในรูปแบบของยอดเงินที่เพิ่มขึ้นหรือลดลง แต่อาจเป็นการเพิ่มขึ้นหรือลดลงลูกค้าก็ได้ รวมถึงรายละเอียดสินค้า การสต๊อกของ การติดต่อกับคู่ค้า เพื่อให้การทำงานของเราไม่พลาด และช่วยให้ทราบข้อมูลต่างๆ ได้ชัดเจนยิ่งขึ้นกว่าเดิม

3.เรียนรู้วิธีทำบัญชี

หากคุณไม่รู้วิธีการทำบัญชี คุณอาจต้องเสียเงินจำนวนหนึ่งไปกับการจ้างนักบัญชีมาเป็นคนช่วยจัดการในเรื่องนี้ ถึงแม้ธุรกิจขนาดเล็กอาจใช้นักบัญชีแค่เพียงคนเดียวก็น่าจะเพียงพอแล้ว แต่ว่าคุณก็ต้องหานักบัญชีที่ไว้ใจได้จริงๆ เพื่อไม่ให้เกิดการยักยอกเงินหรือโกงบัญชีเกิดขึ้น

ดังนั้นการเรียนรู้วิธีการทำบัญชีด้วยตัวเอง จะช่วยให้คุณประหยัดเงินส่วนที่ต้องไปจ้างนักบัญชีได้ แถมการที่เจ้าของธุรกิจรู้วิธีการทำบัญชีด้วยตัวเองไว้บ้างก็เป็นเรื่องที่ดีไม่น้อย เพราะถ้าเกิดมีปัญหาเกี่ยวกับการเงินขึ้นมา เราก็สามารถตรวจสอบบัญชีธุรกิจของตัวเองได้

4.รู้จักประหยัดในบางเรื่อง

การรู้จักประหยัดเป็นสิ่งที่ทุกคนควรทำอยู่แล้ว ยิ่งการทำธุรกิจอาจต้องฝึกฝนนิสัยประหยัดให้มากยิ่งขึ้นไปอีก แต่คุณอาจไม่ต้องประหยัดขั้นสุดแบบเวอร์เกินไป เพียงแต่คุณควรรู้ว่าตัวเองควรประหยัดในเรื่องใด และอะไรที่ประหยัดได้ก็ควรทำ

อย่างเช่น ถ้าหากมีออฟฟิศหรือร้านค้าของตัวเอง ในตอนแรกอาจใช้เฟอร์นิเจอร์ที่ราคาไม่ได้แพงมาก แต่มีสภาพที่แข็งแรงใช้งานได้ และอาจยังไม่ต้องมีสิ่งอำนวยความสะดวก หรืออุปกรณ์ทุกอย่างครบถ้วนตั้งแต่แรก เอาแค่สิ่งที่จำเป็นต่อการใช้งานก็พอ แล้วค่อยๆ หามาเพิ่มเติมไปเรื่อยๆ ตอนที่การเงินมั่นคงพอหรือธุรกิจมีกำไรแล้ว

แต่นอกจากเรื่องการตกแต่างสถานที่ที่กล่าวไปแล้ว คุณอาจต้องคำนึงว่าสิ่งใดบ้างที่จำเป็นและไม่จำเป็นต่อธุรกิจของคุณ เพื่อไม่ทำให้สิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายเกินไป เพราะธุรกิจขนาดเล็ก อาจไม่ต้องจ้างที่ปรึกษามานั่งประจำ หรืออาจไม่ต้องจ้างนักบัญชี (ตามที่กล่าวไปในหัวข้อเรียนรู้วิธีทำบัญชี) และนักกฎหมายจากบริษัทใหญ่มาดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องก็ได้ ซึ่งเรื่องนี้จะช่วยให้คุณประหยัดเงินลงทุนได้มากทีเดียว

5.มีการเจรจาต่อรองกับคู่ค้า

หากธุรกิจของคุณมีคู่ค้าที่คุณต้องเจรจาติดต่อด้วยในการซื้อวัตถุดิบหรือซื้อสินค้าราคาส่ง คุณต้องพยายามต่อรองราคาสินค้าให้มีการลดราคาลงหรือขอสิทธิประโยชน์ต่างๆ เพื่อเป็นการช่วยให้คุณประหยัดเงินทุนได้ แต่ว่าการเจรจาต่อรองในส่วนนี้อาจต้องมีการใช้วาทศิลป์สักหน่อย

เพราะถ้าคุณขาดศิลปะในการพูดจาโน้มน้าวใจ หรือไม่มีไหวพริบในการต่อรองล่ะก็ คู่ค้าของคุณอาจไม่ต้องการทำธุรกิจกับคุณในระยะยาวก็ได้ โดยคุณอาจเสนอสิ่งตอบแทนเล็กๆ น้อยๆ ที่ไม่ต้องเป็นการเสียค่าใช้จ่ายให้คู่ค้าในบางครั้ง เป็นต้น ซึ่งถือว่าเป็นการช่วยเหลือเกื้อกูลกันในการธุรกิจ จะได้มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันและทำธุรกิจกันได้ยาวๆ

6.ชำระหนี้ให้ตรงเวลา

การชำหนี้ให้ตรงเวลาเป็นสิ่งที่ต้องคำนึงให้มาก โดยหนี้ในส่วนนี้หมายถึงเงินค่าวัตถุดิบหรือสินค้าที่คุณซื้อกับคู่ค้า ซึ่งมันเกี่ยวกับเรื่องความน่าเชื่อถือของตัวคุณเองในการทำธุรกิจร่วมกับคู่ค้า เพราะถ้าคุณชำระหนี้ไม่ตรงเวลาบ่อยๆ ก็อาจทำให้คู่ค้าไม่อยากร่วมธุรกิจกับคุณ ซึ่งอาจส่งผลให้คุณเสียโอกาสงามๆ ในการร่วมงานกันในอนาคตได้ 


7.หาทางลดหย่อนภาษี

ภาษีเป็นสิ่งที่ทุกคนหนีไม่พ้น ซึ่งการทำธุรกิจนั้นอาจต้องเสียภาษีหลายอย่าง เช่น ภาษีรายได้ ภาษีธุรกิจ เป็นต้น ดังนั้นคุณอาจต้องมีการหาทางลดหย่อนภาษีลงบ้าง ซึ่งสามารถทำได้หลายช่องทาง เช่น การบริจาคเงินให้แก่องค์กรการกุศล หรือการทำ CSR ก็สามารถนำไปขอลดหย่อนภาษีได้ โดยการลดหย่อนภาษีนั้นจะช่วยให้คุณเหลือเงินสำหรับการลงทุนมากขึ้น

8.การลดต้นทุนและเพิ่มกำไร

แน่นอนว่าเจ้าของธุรกิจทุกคนย่อมอยากให้ธุรกิจตัวเองมีกำไรสูงๆ ทั้งนั้น ดังนั้นจึงอาจมีการลดต้นทุนการผลิดลงบ้างเล็กน้อย เช่น วัสดุการผลิตบางอย่างที่มีคุณภาพเหมือนกัน แต่ยี่ห้อและราคาต่างกัน ก็อาจเปลี่ยนมาใช้แทนกันได้ เพื่อเป็นการช่วยลดต้นทุนอีกทางหนึ่ง

สิ่งสำคัญคือ ต้องตรวจสอบให้มั่นใจในเรื่องของคุณภาพด้วยว่าสามารถทดแทนกันได้จริงๆ เพื่อไม่เป็นการโกงผู้บริโภค รวมถึงไม่ให้ธุรกิจตัวเองเสื่อมเสียชื่อเสียงด้วย ส่วนวัสดุบางอย่างที่ไม่สามารถเปลี่ยนหรือหามาทดแทนกันได้ ก็ไม่ควรดันทุรังเปลี่ยน เพราะอาจทำให้สินค้ามีคุณภาพที่ลดลงได้

9.ให้เงินเดือนกับตัวเองและเงินพิเศษกับพนักงาน

ถึงแม้คุณจะเป็นเจ้าของธุรกิจ แต่ก็ควรมีการแบ่งเงินเดือนให้กับตัวเองด้วย ซึ่งในเรื่องนี้ควรมีการแบ่งส่วนให้ชัดเจน เพราะถ้าไม่มีการแบ่งส่วนอย่างชัดเจน อาจทำให้สภาพทางการเงินของธุรกิจนั้นเกิดความผิดพลาดได้

ธุรกิจขนาดเล็กที่ไม่มีการแบ่งเงินเดือนให้เจ้าของเลย บางครั้งเวลาเจ้าของอยากได้หรืออยากซื้ออะไรส่วนตัวก็จะใช้เงินกำไรที่ได้มาจากการทำธุรกิจ ทำให้เกิดปัญหาขาดสภาพคล่องทางการเงินได้ เพราะเงินที่ได้กำไรก็ควรนำมาลงทุนต่อยอด หรือเก็บไว้ใช้จ่ายยามฉุกเฉินจริงๆ ซึ่งควรเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นกับธุรกิจอย่างเดียวเท่านั้น

ส่วนธุรกิจของบางคนที่อาจมีการจ้างพนักงานมาช่วยทำงานในส่วนต่างๆ ซึ่งพวกเขาก็จะได้เงินเดือนของตัวเองอยู่แล้วตามที่ตกลงกันไว้ ดังนั้นบางครั้งถ้าคุณมีการให้โบนัสประจำปี เพื่อเป็นการตอบแทนการทำงานที่ดีของเขา ก็จะทำให้เขามีใจในการทำงานอย่างเต็มที่ ซึ่งมันก็ช่วยให้ธุรกิจของคุณเจริญก้าวหน้าไปด้วย


และทั้งหมดนี้ก็คือวิธีบริหารเงินสำหรับการทำธุรกิจขนาดเล็กที่เราอยากแนะนำให้ทุกคนที่คิดจะเริ่มทำธุรกิจ หรืออาจมีธุรกิจของตัวเองอยู่แล้วได้ทราบกัน ยังไงก็ลองนำไปปรับใช้กับแนวทางในการทำธุรกิจของตัวเองดูแล้วกันนะ เชื่อว่าเรื่องนี้คงจะเป็นประโยชน์ต่อคุณไม่มากก็น้อย


avatar
by เฟิ้ม
v(^_^)v

เรื่องที่คุณอาจสนใจ

loading icon