Aging Society คืออะไร แล้วเราต้องเตรียมรับมืออย่างไร

posted: 4 months ago
Aging Society คืออะไร แล้วเราต้องเตรียมรับมืออย่างไร

comments

Aging Society หรือ สังคมผู้สูงอายุ คือ อนาคตที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ของโลกใบนี้ค่ะ เราต้องยอมรับว่า นับวันจำนวนผู้สูงอายุหรือคนวัยเกษียณยิ่งจะมีมากขึ้นทุกที และอีกไม่กี่อึดใจ โลกของเราจะต้องก้าวเข้าสู่ สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ (Aged Society) อย่างแน่นอน

เรามาทำความเข้าใจ สังคมผู้สูงอายุกันให้มากขึ้นและเรียนรู้ วิธีการเตรียมตัวสู่อนาคต ไปพร้อมๆ กันดีกว่าค่ะ


สังคมผู้สูงอายุ 1

มาทำความรู้จักกับ สังคมผู้สูงอายุ กันก่อน

สังคมผู้สูงอายุ คือ สังคมหรือประเทศที่มีสัดส่วนประชากร อายุ 60 ปีขึ้นไป มากกว่า 10% ของจำนวนประชากรทั้งหมด หรือ มีสัดส่วนประชากร อายุ 65 ปีขึ้นไป มากกว่า 7% ของประชากรทั้งหมดค่ะ

โลกของเรา กำลังมุ่งหน้าเข้าสู่ความสังคมรูปแบบใหม่นี้ไปพร้อม ๆกัน โดยประเทศที่พัฒนาแล้ว จะมีแนวโน้มที่จะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุเร็วกว่าประเทศที่กำลังพัฒนาค่ะ นอกจากนั้น ยังมีอีกหลายประเทศที่ก้าวไปไกลกว่าคนอื่นๆ ในการเข้าเป็น สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มที่ (Super-aged society) กันไปแล้วค่ะ

ที่เห็นได้ชัดเลย คือ ประเทศญี่ปุ่น ที่กลายเป็นสังคมผู้สูงอายุตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2513 แล้ว และในปี พ.ศ. 2556 ที่ผ่านมาญี่ปุ่นมีสัดส่วนประชากรผู้สูงอายุมากที่สุดในโลก ซึ่งคิดเป็นประมาณ ร้อยละ 25 ของจำนวนประชากรทั้งหมดแล้วค่ะ

ส่วนไทยเราเองก็ไม่น้อยหน้า เพราะทาง สํานักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ มีการคาดการณ์ว่า ในปี พ.ศ. 2563 ไทยจะมีประชากรผู้สูงอายุถึง 12.6 ล้านคน ซึ่งคิดเป็นประมาณ 19.1% ของประชากรทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากเมื่อ 10 ปีที่แล้ว ที่มีอยู่ราวๆ 8.4 ล้านคน และจะก้าวเข้าสู่การเป็นสังคมผู้สูงอายุแบบเต็มตัวในที่สุดค่ะ


สังคมผู้สูงอายุ 2

สาเหตุหลักของการกลายเป็นสังคมผู้สูงอายุ

ประเทศไทยเอง ถือว่าเป็นประเทศที่ก้าวเข้าสู่งสังคมผู้สูงอายุอย่างรวดเร็ว เมื่อเทียบกับเพื่อนบ้านอาเซียนประเทศอื่นๆ (เราเป็นรองแค่ สิงคโปร์ เท่านั้น) ซึ่งสาเหตุหลักๆ ของการเกิดสังคมผู้อายุมาจาก 2 ปัจจัย คือ

1.คนปัจจุบันมีอายุยืนขึ้น

เนื่องจากปัจจุบัน โลกของเรามีเทคโนโลยีทางการแพทย์ และวิธีรักษาโรคใหม่ๆเกิดขึ้นมากมาย บวกกับสภาพเศรษฐกิจที่ดีกว่าสมัยก่อน ทำให้ผู้คนมีสภาพความเป็นอยู่และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น อัตราการเจ็บป่วยน้อยลง ทำให้คนส่วนใหญ่อายุยืนขึ้นตามไปด้วยค่ะ

จากการเก็บข้อมูล มหาวิทยาลัยมหิดล พบว่า อายุเฉลี่ยของประชากรไทยนั้น เพศชายอยู่ที่ 72.2 ปี ในขณะที่เพศหญิงจะอยู่ที่ 78.9 ปีค่ะ

2.อัตราการเกิดลดน้อยลง

คนในปัจจุบัน ไม่นิยมมี ครอบครัว ใหญ่เหมือนเมื่อก่อน เนื่องจากยิ่งมีลูกหลายคน ภาระทางการเงินก็จะยิ่งสูงมากขึ้นด้วย นอกจากนั้น ปัจจุบันยังมีจำนวนคนที่ใช้ชีวิตเป็นโสดเยอะขึ้น จึงไม่แปลกที่อัตราการเกิดในโลกของเราจะลดลงเรื่อยๆ ทำให้สัดส่วนประชากรที่เป็นแรงงานน้อยลง เมื่อเทียบกับผู้สูงอายุค่ะ

สังคมผู้สูงอายุ 3

จะเกิดอะไรขึ้น เมื่อโลกของเรากลายเป็น สังคมผู้สูงอายุแบบเต็มตัว

เมื่อโลกของเราก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุมากขึ้นเรื่อยๆ แน่นอนว่า มันจะต้องมีผลกระทบต่อสภาพเศษฐกิจและสังคมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งผลกระทบหลักๆ คือ

1.แรงงานน้อยลง

ในอนาคต แรงงานวัยหนุ่มสาวในตอนนี้ ก็จะแก่ตัวลงและเข้าสู่ วัยเกษียณ ไปตามๆ กัน ในขณะเดียวกัน เมื่อประชากรคนรุ่นใหม่มีจำนวนน้อยลง มันก็จะส่งผลให้วัยแรงงานมีแนวโน้มจะลดลงตามไปด้วย ซึ่งปัญหานี้ จะเป็นจุดเริ่มต้นของ ปัญหาแรงงานต่างด้าวที่จะเข้ามามากขึ้น และอาจทำให้เกิดปัญหาทางสังคมอื่นๆตามมาเช่นกันค่ะ

2.ผู้สูงอายุไม่มีเงินเก็บ

จากผลสำรวจของ สำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่า ผู้สูงอายุไทย มากกว่า 80% ไม่มีเงินเพียงพอต่อการเลี้ยงชีพตัวเองในวัยเกษียณ และแหล่งรายได้สำคัญของคนวัยเกษียณ มักจะมาจาก “ลูกหลาน” มากกว่าการเก็บเงินตั้งแต่วัยทำงาน ค่ะ

ปัญหานี้เป็นปัญหาที่ใหญ่มาก เพราะเรารู้กันอยู่แล้วว่า การออมเงิน สำคัญกับชีวิตของเราแค่ไหน ยิ่งเราแก่ตัวมากขึ้น ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ อย่าง ค่าหมอ ค่ายา รวมถึงค่ากินค่าอยู่ก็ยิ่งจะมากขึ้นเรื่อยๆ แล้วยิ่งในวัยเกษียณ ที่เราไม่มีรายได้ประจำเหมือนแต่ก่อน และเราก็ไม่มีกำลังทำงานเหมือนสมัยหนุ่มๆ สาวๆ แล้วด้วย ภาระการเงินมันยิ่งหนักขึ้นไปตามอายุเลยค่ะ

ดังนั้น ถ้าเราไม่รีบวางแผนเกษียณและเริ่มเก็บเงินตั้งแต่ตอนนี้ ในภายหน้าชีวิตของเราคงจะลำบากไม่น้อย แล้วจะให้มาหวังพึ่งเงินจากลูกหลานอย่างเดียวก็คงไม่พอกินพอใช้อย่างแน่นอนค่ะ

ในปัจจุบัน แม้จะมีระบบช่วยอย่าง กองทุนบำเหน็จบำนาญ หรือ ประกันสังคมเข้ามาช่วยบ้าง แต่มันก็ยังไม่เพียงพอถ้าคุณอยากมีชีวิตวัยเกษียณที่สุขสบายหรอกค่ะ เพราะฉะนั้น มันยังมีอีกหนึ่งวิธีออมเงิน ที่ได้ผลดีและจะการันตีเงินหลังเกษียณให้คุณได้แบบแน่นอนเลย นั่นคือ การทำประกันชีวิตแบบบำนาญ นั่นเอง


สังคมผู้สูงอายุ 4

โครงการ เมืองไทย Smile Retirement ช่วยสร้างชีวิตที่สุขสบาย ในยามเกษียณ

โครงการ เมืองไทย Smile Retirement จาก เมืองไทยประกันชีวิต เป็นประกันชีวิต ในรูปแบบของ ประกันบำนาญ ที่ช่วยให้คุณสามารถออมเงินได้ตั้งแต่วันนี้ และมีเงินบำนาญก้อนโตหลังเกษียณอายุ แถมยังได้รับความคุ้มครองชีวิตควบคู่ไปด้วยค่ะ

จุดเด่นของ โครงการ เมืองไทย Smile Retirement

  • ความคุ้มครองตั้งแต่ก่อนเกษียณ

    จ่าย เบี้ยประกัน เริ่มต้นแค่ 300.80 บาท/เดือน (สำหรับเพศหญิง อายุ 20 ปี เลือกความคุ้มครองแผน 1 จำนวนเงินเอาประกันภัย 100,000 บาท) แต่ได้รับความคุ้มครองยาวนานถึงอายุ 60 ปี รับความคุ้มครองชีวิตสูงสุดถึง 250%(1)

โดยก่อนวันครบรอบปีกรมธรรม์ที่ครบอายุ 45 ปี ความคุ้มครองชีวิตเท่ากับ 100%(1) หรือมูลค่าเวนคืนในขณะนั้น (แล้วแต่จำนวนใดสูงกว่า) และตั้งแต่ปีกรมธรรม์ที่ครบอายุ 45 ปี จนก่อนวันครบรอบปีกรมธรรม์ที่ครบอายุ 60 ปี ความคุ้มครองจะเพิ่มขึ้นอีก ปีละ 10%(1)

 

  • หลังเกษียณก็ยังได้รับเงินบำนาญอย่างต่อเนื่องทุกปี

รับเงินบำนาญหลังเกษียณปีละ 12%(1) ตั้งแต่อายุครบ 60-85 ปี คิดเป็นผลประโยชน์รวมสูงสุดถึง 312%(1) เลยทีเดียว

  • การันตีเงินบำนาญถึง 15 ปี

อีกหนึ่งจุดเด่นที่สำคัญของโครงการเมืองไทย Smile Retirement คือการการันตีเงินบำนาญให้แก่ผู้เอาประกันภัยถึง 15 ปี

ทำให้มั่นใจได้ว่า หากเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้นกับคุณก่อนที่จะได้รับเงินบำนาญครบ 15 ปี ทายาทหรือ ผู้รับผลประโยชน์ จะได้รับเงินก้อนซึ่งมีมูลค่าเท่ากับมูลค่าปัจจุบัน (PV) ของจำนวนเงินบำนาญที่ยังไม่ได้จ่ายจนครบ 15 ปี

รายละเอียดอื่นๆ

  • อายุรับประกันภัย : 20-55 ปี
  • ระยะเวลาชำระเบี้ยประกันภัย : ครบอายุ 60 ปี
  • ระยะเวลาเอาประกันภัย : ครบอายุ 85 ปี
  • ลดหย่อนภาษีได้ ตามหลักเกณฑ์ที่กรมสรรพากร กำหนด(2)

โครงการ เมืองไทย Smile Retirement เป็นทางเลือกในการออมเงินเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับวัยเกษียณที่ดีมากๆ เพราะผลตอบแทนของประกันบำนาญนั้น ค่อนข้างแน่นอนและชัดเจนว่าจะได้รับผลประโยชน์เงินบำนาญต่อเดือนหรือต่อปีเป็นเท่าไหร่ ช่วยคุณวางแผนค่าใช้จ่ายหลังเกษียณได้เยอะเลยค่ะ

การเตรียมความพร้อมสู่ชีวิตวัยเกษียณที่ดีที่สุด คือ คุณต้องเริ่มวางแผนตั้งแต่วันนี้ เพื่อชีวิตที่สดใสและสุขสบายในวันข้างหน้าค่ะ ถ้าสนใจ โครงการเมืองไทย Smile Retirement สามารถสอบถามเข้ามาที่ rabbit finance ได้เลยนะคะ

หมายเหตุ
(1)เป็น % ของจำนวนเงินเอาประกันภัย ณ วันเริ่มสัญญา
(2)เฉพาะเบี้ยประกันชีวิตของโครงการนี้เท่านั้นที่สามารถนำไปใช้สิทธิหักลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีเงินได้ ฉบับที่ 194 ซึ่งประกาศ ณ วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2554

**โปรดศึกษารายละเอียดความคุ้มครองและข้อยกเว้นก่อนตัดสินใจทำประกัน


avatar
by V.yada
หมูน้อย ผู้อยากเข้าใจโลกกว้างให้มากขึ้น

เรื่องที่คุณอาจสนใจ

loading icon