ใช้บัตรเครดิตอย่างไรให้ชาญฉลาด ไม่ต้องง้อคลินิกแก้หนี้

posted: 1 year ago
ใช้บัตรเครดิตอย่างไรให้ชาญฉลาด ไม่ต้องง้อคลินิกแก้หนี้

comments

ในยุคที่เทคโนโลยีก้าวล้ำนำสมัย นอกจากโทรศัพท์สมาร์ทโฟนจะเปรียบได้เป็นอวัยวะชิ้นที่ 33 แล้ว แน่นอนว่าบัตรเครดิตก็ถือว่าเป็นอวัยวะชิ้นที่ 34 ด้วยเหมือนกัน เนื่องจากคนยุคใหม่ต้องการอะไรที่สะดวก รวดเร็ว ทันใจ ทำให้บัตรเครดิตกลายเป็นส่วนหนึ่งของการใช้จ่ายที่คนรุ่นใหม่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลาย เพราะการใช้บัตรเพียงใบเดียวสามารถใช้งานแทนเงินสดได้

ถึงแม้ว่าคุณจะสามารถใช้จ่ายได้อย่างสะดวกสบาย แต่ถ้าคุณใช้อย่างไร้สติ ก็อาจเป็นหนี้สะสมจนเกิดความทุกข์ได้เหมือนกัน วันนี้ rabbit finance จึงมีเทคนิคการใช้บัตรเครดิตอย่างชาญฉลาดไม่ต้องง้อคลินิกแก้หนี้มาฝากคุณผู้อ่านกันค่ะ


เทคนิคการใช้บัตรเครดิต

บัตรเครดิต

1.   มีบัตรสำรองเผื่อบัตรหลักวงเงินเต็ม

การมีบัตรเครดิตใบเดียวอาจทำให้วงเงินเต็มเร็วได้ง่ายขึ้น การทำบัตรเครดิตสำรองไว้จึงไม่ใช่เรื่องเสียหายอะไร เพียงศึกษาโปรโมชั่นต่างๆ ที่น่าสนใจ รวมไปถึงสิทธิประโยชน์ต่างๆ ที่จะได้รับ ทั้งนี้ทั้ต้องมั่นใจว่าเราสามารถชำระหนี้ได้อย่างไม่เดือดร้อนด้วยจะได้ไม่เกิดปัญหาตามมา

2.   สมัครบัตรโปรโมชั่นดอกเบี้ย 0%

มนุษย์เงินเดือนเมื่อมีของที่อยากได้ส่วนมากมักใช้วิธีดาวน์แล้วผ่อนเป็นงวดๆ เพราะไม่กระทบกับรายจ่ายหลัก ทำให้บัตรเครดิตที่ใช้อาจไม่เหมาะ เนื่องจากมีดอกเบี้ยสูงเกินไป ดังนั้นการสมัครบัตรดอกเบี้ย 0% จึงเหมาะสม แต่ถ้าไม่สามารถหาได้ การใช้เงินสดจ่ายแทนก็เป็นอีกทางหนึ่งที่ควรทำ

3.   มีบัตรเครดิตที่หลากหลาย

การท่องเที่ยวในแต่ละครั้งมีการจ่ายค่าธรรมเนียมเยอะมาก ตั้งแต่กดเงินจากตู้ในต่างประเทศ โอนเงินข้ามประเทศ หรือว่าจะเป็นการแลกเปลี่ยนสกุลเงิน และอื่นๆ อีกมากมาย โดยบัตรเครดิตที่ใช้อยู่นั้นไม่มีส่วนลด หรือสิทธิประโยชน์ต่างๆ ที่ควรจะมีมากับบัตรให้

การทำบัตรเครดิตที่หลากหลายจึงตอบโจทย์คนชอบท่องเที่ยว ยกตัวอย่างธนาคารที่มีบัตรเครดิตสำหรับคนชอบเที่ยว เช่น ธนาคารธนชาต

4.   เปลี่ยนบัตรใหม่ให้เป็นบัตรหลัก

บางท่านคงอยากใช้บัตรเครดิตที่แยกกันอย่างชัดเจนว่า บัตรเดิมสำหรับการใช้เพื่อสะสมคะแนนหรือส่วนลดต่างๆ ในร้านค้าโดยเฉพาะ และบัตรอีกหนึ่งใบใช้สำหรับชำระค่าสินค้าต่างๆ ในชีวิตประจำวัน โดยใช้เป็นบัตรหลักแทนบัตรเดิมไปเลย เมื่อมีการแบ่งอย่างชัดเจนเราจะสามารถจัดการการใช้จ่ายและจัดระบบการชำระหนี้ในแต่ละเดือนได้ง่ายยิ่งขึ้น

5.   สร้างโอกาสในการขอสินเชื่อหรือเพิ่มวงเงิน

การขอสินเชื่อต่างๆ หรือขอเพิ่มวงเงินนั้นจะได้รับการอนุมัติเร็วขึ้น ถ้าพบว่าคุณได้ปฏิบัติตนตามข้อความข้างล่างนี้ค่ะ

  • เตรียมเงินพร้อมเมื่อครบกำหนดชำระ
  • ไม่เบิกเงินสดจากบัตรใบหนึ่งเพื่อโปะหนี้อีกใบหนึ่ง
  • ไม่หนีปัญหายามที่ไม่สามารถชำระหนี้ได้

 


ขอเพิ่มวงเงินฉุกเฉินแบบนี้ก็มีด้วยเหรอ?

บัตรเครดิต

จากที่ได้กล่าวไปข้างต้นนะคะว่า การสร้างโอกาสในการขอสินเชื่อเพิ่มเติมหรือเพิ่มวงเงินในบัตรนั้นต้องเป็นบุคคลที่ชำระเงินตรงต่อเวลา ครบจำนวนยอดที่ได้ระบุไว้ แต่ถ้ามีคนที่อยู่นอกขอบข่ายเหล่านั้นและต้องการขอเพิ่มวงเงินล่ะจะทำได้ไหม? คำตอบคือ ได้ค่ะ แต่เป็นการเพิ่มวงเงินชั่วคราว



การเพิ่มวงเงินแบบชั่วคราว

คือ การโทรไปขอวงเงินเพิ่มจากบัตรที่คุณได้รูดวงเงินเต็มไปแล้ว ซึ่งสามารถใช้ได้เพียงแค่ 30 วัน โดยคุณจะต้องถือบัตรมาแล้ว 6 เดือนถึงจะใช้ได้ ขอแนะนำว่าใช้เฉพาะในกรณีจำเป็น อย่างเช่น ค่ารักษาพยาบาล

เพราะถึงแม้ว่าทางธนาคารจะเพิ่มวงเงินบัตรเครดิตชั่วคราวให้ แต่วงเงินบัตรเครดิตชั่วคราวนี้ก็มีกำหนดระยะในการคืนเงินนะคะ ซึ่งส่วนใหญ่ก็ประมาณ 30 วันหลังจากที่วงเงินอนุมัติค่ะ โดยธนาคารที่อนุมัติการเพิ่มวงเงินชั่วคราวนั้นมีหลายแห่ง ยกตัวอย่างเช่น ธนาคารซิตี้แบงก์ เป็นต้น

 


ข้อควรรู้ในการใช้บัตรเครดิต

 

บัตรเครดิต

 

อย่างที่ทราบกันดีว่า การเงินที่สะดวกสบายต้องแลกมาด้วยภัยอันตรายที่อาจเกิดขึ้นโดยไม่รู้ตัวอย่าง บัตรเครดิตหาย โดยเราต้องทำความเข้าใจกันก่อนค่ะว่าบัตรเครดิตหายนั้นมีอยู่ 2 กรณี

  • เจ้าของบัตรทำบัตรหล่นหาย

  • บัตรเครดิตถูกขโมย

ซึ่งในกรณีการสูญหายของบัตรเครดิตในรูปแบบที่ 2 นี้ค่อนข้างจะอันตราย เพราะหากเจ้าของบัตรรู้ตัวช้า วงเงินในบัตรอาจถูกใช้ให้หมดไปด้วยฝีมือของผู้ไม่หวังดีหรือเหล่ามิจฉาชีพ

วิธีการรับมือหากเกิดเหตุการณ์ถูกขโมยบัตรเครดิต

  1.  ตั้งสติและทำความเข้าใจในเบื้องต้นก่อนว่าทุกปัญหาสามารถแก้ไขได้
  2.  โทรแจ้ง Call Center ของธนาคารเจ้าของบัตรเพื่อทำการอายัดบัตรทันที เพื่อให้ธนาคารหยุดทุกธุรกรรมที่จะเกิดขึ้น
  3.  ลำดับเหตุการณ์ช่วงเวลาที่บัตรถูกขโมย โดยคุณสามารถขอความร่วมมือกับห้างหรือร้านหรือสถานที่ใดๆ ที่คาดว่าทำบัตรเครดิตหายเพื่อสืบค้นหาตัวหัวขโมย
  4.  แจ้งความที่สถานีตำรวจ เพื่อทำการลงบันทึกประจำวันเอาไว้เป็นหลักฐานในการฟ้องร้องหัวขโมย
  5.  นำหลักฐานการแจ้งความไปแสดงกับธนาคาร เพื่อแจ้งให้ทราบว่า บัตรได้หายไปวันและเวลาไหนเพื่อทำบัตรใหม่ โดยแสดงหลักฐานการใช้บัตรเครดิตให้กับทางธนาคารได้ทราบ เพื่อยืนยันว่าระหว่างนั้นไม่ได้มีการใช้บัตรเครดิต   

อย่างไรก็ดี หากเราทำการอายัดบัตรเครดิตได้เร็วเท่าไร ก็จะยิ่งปลอดภัยต่อทรัพย์สินของเราเท่านั้น และอาจจะไม่ต้องหนักใจกับหนี้ที่ไม่ได้ก่อเลยก็ได้ เพียงแค่เสียเวลาและเสียค่าธรรมเนียมทำบัตรเครดิตใหม่อีกนิดหน่อย


avatar
by I'm Duck
เป็ดที่เก่งไม่สุดสักทาง ปัจจุบันอยากเขียนบทความดีๆ อ่านแล้วเข้าใจง่าย ไม่ต้องใช้เวลาทำความเข้าใจเยอะ

เรื่องที่คุณอาจสนใจ

loading icon