มือใหม่หัด ลงทุน เริ่มที่ตราสารหนี้หรือหุ้นก่อนดี?

posted: 3 months ago
มือใหม่หัด ลงทุน เริ่มที่ตราสารหนี้หรือหุ้นก่อนดี?

comments

ทุกวันนี้การจะออมเงินหรือ ลงทุน ไว้ในธนาคารอย่างเดียวคงไม่ได้แล้ว เพราะด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ที่เกิดขึ้นด้านการลงทุน ให้เราได้รับผลตอบแทนที่ดีและชนะเงินเฟ้อได้ ล้วนแล้วแต่มีหลากหลายวิธี ไม่ว่าจะเป็นสกุลเงินดิจิทัล กองทุนรวม หุ้น ฯลฯ

แต่ถ้าเป็นนักลงทุนมือใหม่ที่อยากได้ผลตอบแทนที่มากกว่าเงินฝาก ควรเริ่มต้นที่ไหนดีระหว่างตราสารหนี้หรือหุ้น วันนี้ rabbit finance มีคำแนะนำมาฝาก ให้คุณได้ลองพิจารณา ก่อนตัดสินใจเข้าไปลงทุนกันค่ะ

นโยบาย ลงทุน ในตราสารหนี้ เป็นแบบไหน?

ลงทุน

การลงทุนในตราสารหนี้นั้น นับเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ อีกทางหนึ่งสำหรับนักลงทุนทั่วไป ที่นักลงทุนจะได้รับจากการถือครองตราสารหนี้ก็คือ ดอกเบี้ย ซึ่งมักจะได้รับสม่ำเสมอตามระยะเวลาที่กำหนด เช่น ทุก 6 เดือน หรือทุกปีตามที่ได้มีการกำหนดการจ่ายดอกเบี้ยไว้ ตั้งแต่ต้น ทั้งนี้การลงทุนในตราสารหนี้ เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า Fixed Income Instrument หรือ ตราสารที่ให้รายได้คงที่ ซึ่งตราสารประเภทนี้จะมีความเสี่ยงไม่มากนัก

เหนือจากการลงทุนที่มีความเสี่ยงต่ำแล้ว ตราสารหนี้ยังเหมาะกับผู้ที่ต้องการไว้เพื่อ อนาคตอีกด้วย เพราะเหตุที่ตราสารหนี้มีอายุที่แน่นอน ทั้งระยะสั้นไม่เกิน 1 ปี จนถึงระยะยาวเป็นหลายสิบปี เมื่อถึงเวลาสิ้นอายุ ที่เรียกว่าครบกำหนด ไถ่ถอน ผู้ที่ถือตราสารหนี้ หรือที่เรียกว่า เจ้าหนี้ ก็จะได้รับกระแสเงินสดคืน หรือที่เรียกว่ามูลค่าไถ่ถอน หรือมูลค่าที่ตราไว้ หรือที่มักจะเข้าใจกันโดยทั่วไปว่า ได้เงินต้นคืน

นอกจากนี้ การลงทุนในตราสารหนี้มีความแตกต่างจากตราสารทุน หรือหุ้นอย่างชัดเจน เพราะการออมผ่านการถือครองตราสารหนี้นั้น อาจจะมีทางเลือกทั้งการขายออกไปในตลาดรองตราสารหนี้ หรือหากนักลงทุนยังต้องการได้รับดอกเบี้ยต่อไปเรื่อยๆ ก็ถือ ตราสารหนี้และจะไปได้รับเงินก้อนใหญ่ ซึ่งเป็นมูลค่าไถ่ถอนคืน เมื่อถึงเวลาครบกำหนดสิ้นอายุ

ลงทุน

ตราสารหนี้มีหลายชื่อเรียกแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับผู้ออกตราสาร และระยะเวลาของตราสาร ตัวอย่างตราสารหนี้ ได้แก่

  • พันธบัตรรัฐบาล คือตราสารหนี้ที่ออกโดยกระทรวงการคลัง และมีอายุมากกว่า 1 ปี พันธบัตรรัฐบาลนับเป็นตราสารหนี้ที่มีความปลอดภัยมากที่สุดในแง่ของความเสี่ยงจากการผิดนัดชำระ เนื่องจากรัฐบาลเป็นผู้รับผิดชอบภาระการชำระคืนหนี้ให้กับผู้ซื้อพันธบัตร
  • ตั๋วเงินคลัง คือตราสารหนี้ที่ออกโดยกระทรวงการคลังเช่นกัน แต่มีอายุไม่เกิน 1 ปี ตั๋วเงินคลังเป็นตราสารประเภทไม่จ่ายดอกเบี้ย โดยผลตอบแทนจะได้จากส่วนต่างของราคาที่ประกาศขายซึ่งจะมีราคาต่ำกว่าราคา ณ วันครบกำหนดไถ่ถอนที่ระบุไว้ตามหน้าตั๋ว
  • ตั๋วเงิน หรือตั๋ว B/E คือตราสารหนี้ที่ออกโดยภาคเอกชน แต่จะเป็นการกู้ยืมกันในวงจำกัด ไม่มีความมาตรฐานเท่าหุ้นกู้ ส่วนใหญ่จะมีอายุน้อยกว่า 1 ปี
  • พันธบัตรรัฐวิสาหกิจ คือตราสารหนี้ที่ออกโดยรัฐวิสาหกิจ และมีอายุมากกว่า 1 ปี เช่น พันธบัตรธนาคารแห่งประเทศไทย พันธบัตรการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค
  • หุ้นกู้ คือตราสารหนี้ที่ออกโดยภาคเอกชน มีอายุมากกว่า 1 ปี

สำหรับการลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลให้ผลตอบแทนมากกว่า 3% ซึ่งสูงกว่าการฝากเงินในบัญชีออมทรัพย์กับธนาคาร โดยผลตอบแทนมักจะสูงกว่านี้ หากเป็นตราสารหนี้ที่ออกโดยรัฐวิสาหกิจ หรือหุ้นกู้ในภาคเอกชน ทั้งนี้ความแตกต่างของผลตอบแทน เนื่องมาจากระดับความเสี่ยงจากการผิดนัดชำระที่แตกต่างกันของผู้ออกตราสาร หรือที่เรียกว่าความน่าเชื่อถือของตราสารหนี้

เริ่ม ลงทุน ในหุ้นต้องรู้อะไร

ลงทุน

หุ้น หรือ Stock เป็นตราสารที่กิจการออกให้แก่ผู้ถือ เพื่อระดมเงินทุนไปใช้ในกิจการ โดยผู้ถือหุ้นจะมีฐานะเป็นเจ้าของ ซึ่งจะมีส่วนได้เสียหรือมีสิทธิในทรัพย์สินและรายได้ของกิจการ ได้รับผลตอบแทนเป็นเงินปันผลเมื่อกิจการมีกำไร และหากกิจการมีผลการดำเนินงานที่ดี ราคาหุ้นเติบโต ก็จะสามารถทำกำไรได้จากส่วนต่างราคาได้ด้วย ซึ่งการลงทุนแบบนี้จะให้ผลตอบแทนที่สูง แต่ก็มีความเสี่ยงสูงด้วยเช่นกัน

ยกตัวอย่างเช่น สมมุติเมื่อเราต้องการทำธุรกิจกับเพื่อน เราก็เอาเงินมารวมกัน แล้วทำกิจการ และเพื่อป้องกันการคดโกงกันในภายหลัง เราและเพื่อนก็จะต้องทำสัญญาต่อกันว่าได้ลงทุนร่วมกัน รูปแบบหนึ่งที่บอกว่าคนหรือกลุ่มคน ได้ร่วมทุนกันทำธุรกิจ ก็คือการแบ่งเงินทุนออกเป็นหุ้นแต่ละหนึ่งหุ้น ก็จะมีส่วนเป็นเจ้าของเท่าๆ กัน คนที่มีหุ้นหรือเรียกว่า ถือหุ้นมากกว่า ก็จะมีส่วนเป็นเจ้าของมากกว่าคนที่ถือหุ้นน้อยกว่า เป็นต้น

ทั้งนี้ผลตอบแทนในหุ้นจะอยู่ที่ประมาณ 8 -11% ต่อปี ซึ่งถือว่าสูงมากและก็เสี่ยงมากเช่นกัน และการลงทุนในหุ้นมีทั้งในตลาด MAI หรือ เอ็ม เอ ไอ , SET100 และ SET50 ซึ่งการลงทุนประเภทนี้ต้องศึกษาให้ถ่องแท้ เพราะเนื่องจากมีความเสี่ยงสูง ถ้าลงทุนแบบไม่รู้อาจติดดอยได้

ลงทุน

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าการลงทุนในหุ้นจะดูแล้วซับซ้อน แต่ถ้าเป็นมือใหม่หัดลงทุน อาจลองเริ่มต้นด้วยการลงทุนแบบ DCA หรือ Dollar Cost Average ก่อน ซึ่งเป็นการลงทุนแบบถัวเฉลี่ยในแต่ละเดือนเท่าๆ กัน ทำให้มีความเสี่ยงน้อย และเมื่อชำนาญแล้วค่อยเริ่มไปลงทุนเป็นตัวๆ แทน

สำหรับการลงทุนในหุ้นรูปแบบ DCA เริ่มต้นด้วยหลักพันบาท โดยโบรกเกอร์ หรือนักวิเคราะห์จะทำการคัดสรรหุ้นที่มีศักยภาพมาให้ลงทุน ซึ่งส่วนใหญ่แล้วจะเป็นหุ้นในกลุ่ม SET100 หรืออยู่ในบริษัทขนาดใหญ่ มีความแข็งแกร่งผลประกอบการดี ทนแรงต้านทานได้ดีในยามที่เกิดภาวะเศรษฐกิจผันผวนทั้งในประเทศและต่างประเทศ ก็จะไม่กระทบมาก และกลับมาฟื้นตัวได้เร็ว

ตัวอย่างหุ้น SET100 ได้แก่ BTS (บมจ.บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์) ,PTT (บมจ.ปตท.) , KBANK (บมจ.ธนาคารกสิกรไทย) , PTTGC (บมจ.พีทีที โกลบอล เคมิคอล) , AOT (บมจ.ท่าอากาศยานไทย) ,BBL (บมจ.ธนาคารกรุงเทพ) , BDMS (บมจ.กรุงเทพดุสิตเวชการ) , BEM (บมจ.ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ) , CPN (บมจ.เซ็นทรัลพัฒนา) , CPALL (บมจ.ซีพี ออลล์) , INTUCH (บมจ.อินทัช โฮลดิ้งส์) , KTB (บมจ.ธนาคารกรุงไทย) , MINT (บมจ.ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล) ฯลฯ


ผลตอบแทนจากการลงทุนที่ได้มากๆ ใครๆ ก็อยากได้กันทั้งนั้นใช่มั้ยล่ะคะ แต่ทุกการลงทุนย่อมมีความเสี่ยงเสมอ ดังนั้นแล้วไม่ว่าจะเริ่มลงทุนอะไรก็ตาม ควรศึกษาให้ถี่ถ้วนเสมอ เพื่อให้เงินทำงานได้ถูกที่ ถูกเวลา และไม่เสียเงินต้นไปโดยเปล่าประโยชน์

ขอบคุณข้อมูล
ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
สมาคมตราสารหนี้ไทย


avatar
by ANCHALEE SABUYSUK
"เมื่อมีโอกาสและมีงานให้ทำ ควรเต็มใจทำโดยไม่จำเป็นต้องตั้งข้อแม้หรือเงื่อนไขอันใดไว้ให้เป็นเครื่องกีดขวาง คนที่ทำงานได้จริงๆนั้น ไม่ว่าจะจับงานสิ่งใดย่อมทำได้เสมอ ถ้ายิ่งมีความเอาใจใส่ มีความขยันซื่อสัตย์สุจริต ก็ยิ่งจะช่วยให้ประสบผลสำเร็จในงานที่ทำสูงขึ้น" พระบรมราโชวาทของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของวิทยาลัยเทคโนโลยีและอาชีวศึกษา วันที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2530

เรื่องที่คุณอาจสนใจ

loading icon