น้ำท่วมปอด แม้ไม่ใช่โรค แต่ก็อันตรายถึงชีวิต

posted: 9 months ago
16,160 views
น้ำท่วมปอด แม้ไม่ใช่โรค แต่ก็อันตรายถึงชีวิต

comments

อาการป่วยบางอย่าง ถึงแม้จะไม่ใช่โรคร้ายแรงอย่างมะเร็งหรือโรคทางระบบสมองแต่ถ้าไม่รีบรับการรักษาตั้งแต่เนิ่นๆ ก็สามารถมีอันตรายถึงชีวิตได้เหมือนกัน

“น้ำท่วมปอด” เป็นชื่อที่หลายๆ คนน่าจะคุ้นเคยกัน แต่น้อยคนที่จะรู้จักจริงๆ ว่าอาการนี้เป็นอย่างไร และส่งผลอะไรต่อร่างกายอย่างไรได้บ้าง วันนี้เราจะมาทำความรู้จักอาการน้ำท่วมปอดไปพร้อมๆ กันนะคะ


น้ำท่วมปอด คืออะไร

น้ำท่วมปอด อาการเหนื่อยง่าย

 

ต้องบอกก่อนว่า น้ำท่วมปอดไม่ใช่โรคนะคะ แต่เป็นเพียงอาการที่เกิดขึ้นเนื่องจากหัวใจกับปอดทำงานไม่ประสานกัน จึงทำให้เกิดน้ำขังอยู่ในปอด

ภาวะน้ำท่วมปอด (Pulmonary Edema) เป็นภาวะที่เกิดจากการมีน้ำคั่งในถุงลมปอด ทำให้การหายใจและแลกเปลี่ยนก๊าซลำบาก และมีอันตรายร้ายแรง ซึ่งน้ำที่ว่านี้ น้ำเลือดค่ะ โดยอาการน้ำท่วมปอดเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ เช่น ภาวะน้ำเกินในร่างกาย ความผิดปกติบางอย่างของหัวใจทำให้เลือดคั่งในปอดมาก เป็นต้น

สาเหตุของอาการน้ำท่วมปอด

เมื่อเรามีไขมันในเลือดสูง จะทำให้หลอดเลือดหัวใจตีบลง ส่งผลให้ความดันเลือดสูงขึ้น ทำให้หัวใจต้องทำงานหนักมากขึ้นเพื่อสูบฉีดเลือดไปหล่อเลี้ยงร่างกาย

เมื่อกล้ามเนื้อหัวใจทำงานอย่างหนัก จึงส่งผลให้กล้ามเนื้อหัวใจเริ่มล้มเหลว (หรือไม่ค่อยทำงาน) ทำให้เลือดไม่สามารถบีบออกไปเลี้ยงร่างกายได้ ส่งผลให้มันไหลย้อนกลับไปยังปอดและเกิดเป็นภาวะน้ำท่วมปอดนั่นเอง

 

 

นอกจากนี้ ภาวะน้ำท่วมปอดยังสามารถเกิดขึ้นได้จากสาเหตุอื่นๆ ที่ส่งผลให้ปอดและหัวใจทำงานได้น้อยลง เช่น

  • โรคปอด เช่น วัณโรคเยื่อหุ้มปอด ภาวะน้ำในช่องเยื่อหุ้มปอดร่วมกับปอดอักเสบ มะเร็งปอดหรือมะเร็งอวัยวะอื่นที่แพร่กระจายมายังเยื่อหุ้มปอด
  • โรคหัวใจ ได้แก่ ภาวะหัวใจวาย เลือดคั่ง
  • โรคไต ได้แก่ ภาวะไตวาย กลุ่มอาการที่มีไข่ขาวในปัสสาวะ
  • โรคตับแข็ง
  • โรคเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน เช่น โรคเอสแอลอี
  • โรคอื่นๆ ที่พบได้ไม่บ่อย เช่น น้ำในช่องเยื่อหุ้มปอดที่เกิดร่วมกับฝีบิดในตับ ตับอ่อนอักเสบเฉียบพลัน เป็นต้น

 


ภาวะน้ำท่วมปอด มีด้วยกัน 3 อาการ 

ภาวะน้ำท่วมปอด-อาการเป็นอย่างไร

 

1.ภาวะน้ำท่วมปอดแบบเฉียบพลัน (Acute pulmonary edema symptoms)

  • ลมหายใจสั้นถี่มาก หรือ อาการหายใจลำบาก และอาการแย่ลงเมื่อนอนราบ
  • รู้สึกหอบเหนื่อย หายใจไม่ออก คล้ายอาการจมน้ำ
  • หายใจเสียงดัง , หายใจแรง หรือต้องอ้าปากขณะหายใจ
  • มีความวิตกกังวลกระสับกระส่าย
  • ไอมีเสมหะเป็นฟอง หรือมีเสมหะปนเลือด
  • มีอาการเจ็บหน้าอก (ถ้าภาวะน้ำท่วมปอดมีสาเหตุมาจากการเกิดโรคหัวใจ)
  • หัวใจเต้นผิดปกติ,ใจสั่น ,หัวใจเต้นเร็ว

ภาวะน้ำท่วมปอดเฉียบพลัน ถ้าไม่รีบรักษาอาจมีอันตรายถึงชีวิต หากผู้ป่วยเริ่มแสดงอาการควรรีบไปพบแพทย์เพื่อทำการรักษาทันที

2.ภาวะน้ำท่วมปอดเรื้อรัง (Chronic pulmonary edema symptoms)

  • มีอาการหายใจถี่ขึ้นมากกว่าปกติเมื่อมีการออกกำลังกาย หรือมีการใช้งานทางร่างกาย
  • หายใจลำบากกับกิจกรรมที่ต้องใช้กำลังมาก
  • หายใจลำบากเมื่อนอนราบ
  • หายใจดังเสียงฮืดๆ
  • ตื่นในเวลากลางคืนด้วยอาการหายใจหอบเหมือนหายใจไม่ทัน
  • น้ำหนักเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเมื่อมีภาวะน้ำท่วมปอดที่มีสาเหตุมาจากโรคหัวใจล้มเหลว, ภาวะที่หัวใจปั๊มเลือด
  • ไม่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย น้ำหนักที่เพิ่มขึ้นมาจากการสะสมของเหลวในร่างกายโดยเฉพาะที่ขา
  • ขาบวมอย่างเห็นได้ชัด
  • มีอาการบวมตั้งแต่ปลายนิ้วเท้าจนถึงข้อสะโพก (Lower Extremities)
  • มีอาการเมื่อยล้า

3.ภาวะปอดบวมน้ำจากการอยู่ในพื้นที่สูง (High-altitude pulmonary edema symptoms หรือ HAPE)

  • มีภาวะหายใจสั้นหลังจากมีการออกแรง ซึ่งจะพัฒนาอาการเป็นหายใจถี่ขึ้นขณะนั่งพัก
  • อาการไอ
  • มีปัญหาในการเดินขึ้นเขา หรือเดินขึ้นเนิน
  • มีไข้
  • ไอมีเสมหะเป็นฟอง และอาจปนเลือดออกมาด้วย
  • หัวใจเต้นผิดปกติ หรือมีอาการใจสั่นอย่างรวดเร็ว
  • มีความรู้สึกไม่สบายหน้าอก
  • มีอาการปวดหัว ซึ่งอาจแสดงเป็นอาการแรกของภาวะน้ำท่วมปอดจากการอยู่ในที่สูง

HAPE เป็นหนึ่งในโรคจากขึ้นที่สูง ซึ่งคือ กลุ่มอาการที่เกิดเนื่องจากการขึ้นไปอยู่ในพื้นที่ที่สูงมากกว่าพื้นที่ทั่วไปมาก ซึ่งถ้าได้รับการรักษารวดเร็ว ผู้ป่วยจะกลับสู่ภาวะปกติได้ภายในระยะเวลาประมาณ 2 สัปดาห์ค่ะ 


 

การป้องกันและรักษา ภาวะน้ำท่วมปอด

การป้องกันและรักษา-ภาวะน้ำท่วมปอด

การรักษา

เมื่อผู้ป่วยไปพบแพทย์เมื่อสังเกตพบว่ามีอาการน้ำท่วมปอด แพทย์จะเริ่มทำการตรวจร่างกายเพื่อหาสาเหตุของภาวะน้ำท่วมปอดว่ามาจากอะไร แล้วจึงดำเนินการรักษาตามอาการอีกที เช่น

  • การเอ็กซเรย์ปอดเพื่อตรวจดูหัวใจ ว่ามีหัวใจโตหรือน้ำท่วมปอดหรือไม่
  • ตรวจดูสาเหตุร่วม เช่นเจาะเลือดตรวจหาไทรอยด์
  • ตรวจวัดความดัน ตรวจคลื่นหัวใจ หรือทำอัลตราซาวน์หัวใจ

การรักษาภาวะน้ำท่วมปอดนั้นสิ่งสำคัญ คือ ต้องพยายามขับน้ำออกจากปอดให้มากที่สุด

ซึ่งส่วนมากจะใช้วิธีรักษา คือ ใช้ยาขับปัสสาวะ เพื่อขับน้ำที่ค้างออกมาทางปัสสวะ โดยจะต้องเฝ้าระวัง เพราะการขับออกทางปัสสาวะอาจทำให้เสียเกลือแร่ออกจากร่างกายไปพร้อมกับปัสสาวะที่ขับออก

โดยแพทย์จะทำการควบคุมด้วยการเจาะเลือดตรวจดูว่า ถ้าดีขึ้นแล้วก็จะค่อยๆ ลดยาลงตามขนาด ถ้าสาเหตุมาจากหลอดเลือดตีบ แพทย์จะทำการฉีดยาขยายหลอดเลือด  เพื่อเพิ่มการไหลเวียนของเลือดให้ดีมากขึ้น

การป้องกัน

เนื่องจากภาวะน้ำท่วมปอดเป็นอาการที่มีสาเหตุมาจากความผิดปกติของระบบการทำงานในร่างกาย เพราะฉะนั้น วิธีป้องกันที่ดีที่สุด คือ การหมั่นดูแลสุขภาพของตัวเองให้ดีตลอดเวลา หลีกเลี่ยงการดื่มสุราและสูบบุหรี่ ลดการรับประทานอาหารมันๆ พักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

สำหรับในส่วนของผู้ป่วยที่เป็นภาวะน้ำท่วมปอดอยู่แล้ว ก็จะต้องดูแลสุขภาพและพยายามป้องกันไม่ให้เกิดภาวะน้ำท่วมปอดซ้ำอีก คือ 

  • หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันเยอะ
  • ป้องกันโรคที่เกี่ยวกับปอดทั้งหลาย
  • รักษาโรคที่ส่งผลให้หัวใจทำงานหนักมากขึ้น เช่น ไทรอยด์ เป็นต้น
  • ไม่ดื่มสุรา งดสูบบุหรี่ และไม่เสพสารเสพติดทุกชนิด
  • ตรวจวัดความดันเป็นประจำ
  • พักผ่อนให้เพียงพอและทานยาอย่างสม่ำเสมอ
  • ลดอาหารรสเค็มที่ทำให้เกิดการบวมน้ำ
  • จำกัดปริมารการดื่มน้ำ และไม่ทานน้ำครั้งละมากๆ
  • หากมีอาการผิดปกติ เช่น ขาบวมมาก หายใจเหนื่อยหอบ ไอเป็นเลือด ควรรีบไปพบแพทย์ทันที

ภาววะน้ำท่วมปอดอาจจะอันตรายก็จริง แต่หากเราดูแลรักษาสุขภาพตัวเองให้ดีอยู่เสมอ ดูแลเรื่องอาหารการกินไปพร้อมกับกินยารักษา และหมั่นเช็คสุขภาพของตัวเองอย่างสม่ำเสมอ เราก็จะสามารถใช้ชีวิตได้เหมือนปกติแลห่างไกลโรคภัยในเร็ววันแน่นอนค่ะ


avatar
by V.yada
หมูน้อย ผู้อยากเข้าใจโลกกว้างให้มากขึ้น

เรื่องที่คุณอาจสนใจ

loading icon