เด็กๆ กับ โรคยอดฮิตช่วงหน้าฝน

posted: 2 months ago
เด็กๆ กับ โรคยอดฮิตช่วงหน้าฝน

comments

ประเทศไทยเข้าสู่หน้าฝนอย่างเป็นทางการแล้ว สังเกตจากคนรอบข้างที่เริ่มมีอาการจามถี่ๆ มีน้ำมูกไหลฟึดฟัด โดยเฉพาะน้องๆ หนูๆ วัยซน ที่ถึงแม้ผู้ปกครองจะคอยระมัดระวังป้องกันยังไง ก็ไม่วายที่จะเจ็บป่วยจนได้ rabbit finance จะพาไปทำความรู้จักกับ 7 โรคที่เด็กๆ เป็นกันเยอะสุดๆ ในช่วงหน้าฝน พร้อมวิธีป้องกันที่คุณพ่อคุณแม่ทำได้ 

ฝนฉ่ำๆ กับ 7 โรคที่เด็กๆ ต้องระวัง

1.ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์บี

จริงๆ แล้ว โรคไข้หวัดใหญ่ หรือ Influenza เป็นกันได้ทุกวัย และพบแทบตลอดทั้งปี เพียงแต่หน้าฝนแบบนี้เชื้อไวรัสจะร่าเริงขึ้นมาอีกหน่อย ซึ่งในประเทศไทยพบผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์บีในช่วงหน้าฝนจำนวนมาก สังเกตจากไข้สูงฉับพลัน ที่สำคัญยังเป็นโรคติดต่อที่แพร่กระจายได้ง่าย น้องๆ หนูๆ จึงมีโอกาสเป็นได้มาก คุณพ่อคุณแม่ต้องเฝ้าระวังให้ดี

อาการโดยทั่วไป เด็กๆ จะมีไข้สูงถึง 40 องศาเซลเซียส ตัวร้อน นอนไม่หลับ รู้สึกปวดเมื่อยตามร่างกาย อาจจะมีไอจามบ้างเล็กน้อย มีน้ำมูก คล้ายๆ กับไข้หวัดธรรมดา แต่จะมีอาการรุนแรงขึ้นเมื่อเกิดภาวะแทรกซ้อน อาทิ ปอดบวม ปอดอักเสบ ทางที่ดีควรพาน้องๆ หนูๆ ไปพบแพทย์ทันทีที่มีไข้สูงผิดปกติ และป้องกันง่ายๆ ด้วยการสวมใส่หน้ากากอนามัยเมื่ออยู่ในที่สาธารณะ และล้างมือก่อนทานอาหารทุกครั้ง

2.โรคมือเท้าปาก

โรคมือเท้าปากถือว่าเป็นโรคยอดฮิตในหมู่เด็กๆ ตลอดปีเลยนะคะ โรคนี้เกิดจากเชื้อไวรัส Enterovirus 71 หรือ Coxsackie เป็นโรคติดต่อผ่านน้ำลาย การไอ-จาม อาการโดยทั่วไป เด็กๆ จะมีไข้สูง มีผื่น ตุ่มน้ำขึ้นตามฝ่ามือ ฝ่าเท้า มีแผลในปาก กระพุ้งแก้ม เหงือก ลิ้น ถ้ารุนแรงขึ้นก็อาจจะมีผื่นขึ้นที่ขาและก้น เป็นโรคที่พบบ่อยในเด็กวัยอนุบาล-ประถมศึกษา 

การป้องกันโรคมือเท้าปาก สามารถทำได้ง่ายๆ ด้วยการดูแลลูกน้อยให้ทานอาหารด้วยช้อนกลาง ดื่มน้ำจากแก้วส่วนตัว และหลีกเลี่ยงการอยู่ในที่แออัด เป็นการลดความเสี่ยงที่จะได้รับเชื้อจากคนรอบข้าง นอกจากนี้ยังต้องดูแลเรื่องความสะอาดให้ลูกอย่างจริงจัง ไม่ว่าจะเป็นการอาบน้ำ ล้างมือด้วยสบู่ฆ่าเชื้อ ซักเสื้อผ้าให้สะอาด และปลูกฝังให้ลูกใส่หน้ากากอนามัยอยู่เสมอ

3.โรคไข้เลือดออก

โรคไข้เลือดออกก็จะแวะเวียนกลับมาหาเด็กๆ ในช่วงหน้าฝนของทุกปี เป็นโรคที่มียุงลายเป็นพาหะนำโรค จริงๆ แล้วเป็นได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ แต่ด้วยสภาพร่างกายและภูมิคุ้มกันของเด็กมีน้อยกว่าจึงดูรุนแรงกว่า เมื่อได้รับเชื้อจะมีไข้ขึ้นสูง ปวดหัวรุนแรง อ่อนเพลีย ปวดกระบอกตา มีเลือดออกไม่ทราบสาเหตุ ถ้ารุนแรงมากๆ อาจจะเกิดภาวะตับอักเสบ และปวดท้องรุนแรง 

การป้องกันที่ดีที่สุดคือไม่ปล่อยให้ยุงกัด หรือถ้ามีอาการข้างต้นก็ให้คุณพ่อคุณแม่พาลูกน้อยมาพบแพทย์ทันที เพื่อได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที และหากที่บ้านมีแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายก็ควรกำจัดให้หมดสิ้น ไม่ว่าจะเป็นภาชนะที่มีน้ำขังก็ควรมีฝาปิด หรือแอ่งน้ำขังรอบบ้านก็ให้เทเกลือหรือน้ำส้มสายชูลงไป เป็นการป้องกันยุงลายมาวางไข่

4.อีสุกอีใส

อีสุกอีใสเป็นโรคที่แทบทุกบ้านน่าจะคุ้นเคยดี เพราะเด็กแทบทุกคนเคยเป็นโรคนี้ อีสุกอีใสเป็นโรคติดต่อ จึงพบง่ายในกลุ่มนักเรียน อาการเบื้องต้นก็จะมีไข้ มีผื่นแดงตามร่างกาย และเกิดตุ่มน้ำใสๆ ขึ้นบริเวณหน้า คอ แขน ขา และลำตัว จากนั้น 2-3 สัปดาห์ก็จะแห้งเป็นสะเก็ดและหายไปเอง ค่อยมารักษารอยแผลเป็นภายหลัง

วิธีป้องกันเด็กๆ จากโรคอีสุกอีใสอาจจะยากสักหน่อย แต่ให้พยายามรักษาความสะอาดเนื้อตัวของลูก และดูแลสุขภาพให้แข็งแรงอยู่เสมอ ล้างมือบ่อยๆ ไม่เข้าใกล้เพื่อนที่เป็นอีสุกอีใส  และในปัจจุบันก็มีวัคซีนป้องกันโรคอีสุกอีใสที่ได้ผลดี คุณพ่อคุณแม่ก็ควรพาลูกน้อยไปฉีดเพื่อป้องกันตั้งแต่ 1 ขวบ      

 

5.ท้องเสียหรืออุจจาระร่วง

ท้องเสียเป็นอาการที่เกิดขึ้นเพราะลำไส้อักเสบจากการติดเชื้อไวรัส พบบ่อยในเด็กแรกเกิด-อนุบาลเพราะภูมิคุ้มกันยังไม่แข็งแรงมากนัก อาจจะเกิดจากการทานอาหาร เอามือเข้าปาก เอาของเล่นเข้าปาก หรือของใช้ใกล้ตัวที่ไม่สะอาด ก็จะได้รับเชื้อไวรัสเข้าสู่ร่างกายโดยไม่รู้ตัว ซึ่งจะถูกขับออกมาเป็นอุจจาระ พ่วงด้วยอาการเสียดท้อง อ่อนเพลีย และร่างกายซูบผอม

การดูแลความสะอาดของใช้ใกล้ตัวเด็ก รวมทั้งการล้างมือลูกๆ ให้บ่อยขึ้น ก็ช่วยป้องกันได้ รวมทั้งการเลือกอาหารที่มีประโยชน์ รสไม่จัดมาก ปรุงให้สุกตามหลักอนามัย หรือถ้าพ่อแม่อยากวางใจก็สามารถพาลูกน้อยไปรับวัคซีนที่สถานพยาบาลทั่วประเทศ เมื่อเด็กๆ โตขึ้นก็จะมีภูมิต้านทานที่ดีขึ้น อาการท้องเสียก็จะลดลงได้

6.โรคไอพีดี

โรคไอพีดี หรือ Invasive Pneumococcal Disease (IPD) เป็นโรคติดเชื้อชนิดรุนแรงที่มีสาเหตุจากเชื้อแบคทีเรียนิวโมคอคคัส ทำให้เกิดการติดเชื้อในกระแสเลือด ลามไปจนถึงเยื่อหุ้มสมอง มีความรุนแรงมาก เด็กๆ ที่ได้รับเชื้ออาจพิการหรือเสียชีวิตได้ โดยเฉพาะเด็กเล็กที่อายุน้อยกว่า 2 ปี อาการแรกเริ่มคือมีไข้สูง ปวดหัวรุนแรง อาเจียน คอแข็ง ซึม และชักได้        

ารป้องกันที่ดีที่สุดคือดูแลสุขภาพน้องๆ หนูๆ ให้แข็งแรงอยู่เสมอ ให้ดื่มนมแม่ ทานอาหารที่สะอาด มีประโยชน์ และพาไปฉีดวัคซีนฉีดตั้งแต่อายุไม่เกิน 2 ปี เพราะเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง หรือถ้าลูกมีอาการไข้สูงผิดปกติ ก็ให้รีบพาไปพบแพทย์ทันที เพื่อรับการรักษาอย่างถูกต้อง โดยเฉพาะช่วงหน้าฝนที่ร่างกายเด็กๆ อ่อนแอลง จึงรับเชื้อได้ง่าย

7.โรคติดเชื้อทางเดินหายใจ (ไวรัส RSV)

ไวรัส RSV เป็นสาเหตุของโรคติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ โดยเฉพาะในเด็กเล็ก ที่สามารถติดต่อโดยการสัมผัสใกล้ชิดกับสารคัดหลั่งของผู้ป่วย เช่น น้ำมูก น้ำลาย เสมหะ อาการเบื้องต้นก็คล้ายเป็นหวัดทั่วไป ไอ จาม หายใจหอบ แต่ก็มีบางรายที่อาการรุนแรงถึงขั้นปอดบวม ซึ่งพ่อแม่ต้องสังเกตและพาไปพบแพทย์ทันที

การหลีกเลี่ยง ไวรัส RSV ที่ง่ายที่สุด คือหลีกเลี่ยงการอยู่ในสถานที่แออัด ถ้าจำเป็นจริงๆ ก็ให้ลูกสวมใส่หน้ากากอนามัยเอาไว้ตลอดเวลา และคุณพ่อคุณแม่ที่มีลูกป่วยก็ควรแยกเด็กออกจากกลุ่มเพื่อน หรือหยุดเรียน 1-2 สัปดาห์จนอาการดีขึ้น เพื่อป้องกันการติดต่อ การรักษาความสะอาดของร่างกายและของใช้ก็จำเป็นนะคะ อย่ามองข้าม! 

ประกันสุขภาพ

ปกป้องลูกน้อยด้วยประกันสุขภาพเพื่อครอบครัวสุขสันต์

นอกจากการดูแลลูกน้อยที่บ้านอย่างดี ทั้งเรื่องอาหารการกิน การนอนหลับพักผ่อน และหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงที่จะทำให้เกิดโรค คุณพ่อคุณแม่ยุคใหม่อาจจะต้องมองหาตัวช่วยเด็ดๆ ที่จะพิชิตปัญหาสุขภาพของลูกๆ ให้อยู่หมัด อย่างประกันสุขภาพสำหรับเด็กและสมาชิกในครอบครัว

rabbit finance ขอแนะนำ ประกันสุขภาพเพื่อครอบครัวสุขสันต์ (Family Care) จาก FWD ที่จะคอยปกป้องและดูแลคุณทั้งครอบครัว เพราะสามารถสมัครได้ตั้งแต่อายุ 1 เดือน 1 วัน – 50 ปี และยังมีส่วนลดพิเศษ 25% เมื่อสมัครพร้อมกันทั้งครอบครัว ตั้งแต่ 3 คนขึ้นไป

ประกันสุขภาพแฟมิลี่ แคร์ คุ้มครองการเสียชีวิตจากโรคภัยไข้เจ็บ และการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุ รวมทั้งดูแลค่ารักษาพยาบาลทั้งในกรณีผู้ป่วยนอกและผู้ป่วยในของทุกคนในครอบครัว ทั้งพ่อ แม่ และลูก โดยทุกคนที่ซื้อแพ็คเกจนี้จะได้รับความคุ้มครองเท่ากัน ซึ่งสามารถใช้บัตร FWD แคร์ การ์ด ในโรงพยาบาลและคลินิกในเครือกว่า 380 แห่งทั่วประเทศไทย โดยไม่ต้องสำรองจ่ายอีกด้วย

ขอบคุณข้อมูลจาก สสส. และ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์


avatar
by EYELINER
เป็นนักเขียนไม่ใช่เรื่องยาก แต่จะเป็นนักเขียนที่ดีก็ไม่ง่าย นี่คือเหตุผลที่เรายังวิ่งวุ่นทุกเช้า มือขวาพลิกหนังสือพิมพ์ มือซ้ายก็ไถจอโทรศัพท์อัพเดทเรื่องราวของชาวโลก เหนื่อยหน่อยแต่ก็ต้องทำ เพราะอยากเป็นตำนาน
เรื่องที่คุณอาจสนใจ
loading icon