สิทธิตามกฎหมายแรงงาน ที่นายจ้างและลูกจ้างควรรู้

posted: 2 years ago
17,835 views
สิทธิตามกฎหมายแรงงาน ที่นายจ้างและลูกจ้างควรรู้

comments

เคยไหม ? ทำงานทุ่มเทแทบตาย แต่สุดท้ายโดนนายจ้างเอาเปรียบ อาจเป็นคำพูดที่โดนใจใครหลายคน แต่ต้องขอบอกตามตรงนะครับว่าเป็นเรื่องค่อนข้างที่จะเป็นปกติไปเสียแล้ว เพราะเป็นหนึ่งในปัญหาโลกแตกที่พบเจอได้ในหลายองค์กร

ถ้าหากใครแอบคิดที่จะลาออกจากงานเพราะเหตุผลแบบนี้อยู่ละก็ ลองทำใจเย็นลงสักนิดและคิดให้ดีๆ เพราะท้ายที่สุดไม่ว่าจะมั่นใจได้อย่างไรว่าถ้าหากไปที่ใหม่แล้ว จะไม่เจอเหตุการณ์แบบเดิมหรืออาจเลวร้ายกว่า

เราลองหันมาทำความเข้าใจเกี่ยวกับ “กฎหมายแรงงาน” กันดีกว่า ถือซะว่าเป็นการเรียนรู้กติกาในการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ แถมยังเอาไว้ดักทางเหล่านายจ้างหัวหมอทั้งหลายได้เป็นอย่างดี แทนที่จะหนีปัญหาที่สุดแสนจะหลุดพ้นได้ยากนี้ไปเรื่อยๆ


กฎหมายแรงงาน คืออะไร ?

กฎหมายแรงงาน คือ กฎที่บัญญัติถึงสิทธิของนายจ้างและลูกจ้าง โดยการกำหนดกฎเกณฑ์ต่างๆ ในการจ้างงานไว้อย่างชัดเจน เพื่อไม่ให้มีฝ่ายไหนเอาเปรียบซึ่งกันและกัน อย่างเช่น สิทธิเรื่องค่าแรงงาน วันหยุด สวัสดิการ ไปจนถึงการควบคุมเรื่องต่างๆ ตามสมควรที่จะทำให้ลูกจ้างมีความปลอดภัย การมีสุขภาพที่ดี และใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขโดยไม่ถูกเอาเปรียบจากนายจ้างมากเกินไป

สัญญาจ้างงาน


กฎหมายแรงงานคุ้มครองสิทธิลูกจ้างอย่างไร ?

ลูกจ้างนั้นมีสิ่งที่ควรได้รับในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของความปลอดภัย รายได้ เวลา สวัสดิการและสิทธิอื่นๆ อีกมากมาย แต่อะไรละที่จะใช้เป็นเกณฑ์เพื่อกำหนดขอบเขตของสิทธิที่ลูกจ้างควรได้รับและไม่ควรถูกเอาเปรียบจากนายจ้าง กระทรวงแรงงานจึงได้ออกข้อบังคับทางกฎหมายที่จะช่วยกำหนดขอบเขตในการคุ้มครองสิทธิของลูกจ้างไว้ดังนี้

  • เวลาในการทำงาน

    ตามกฎหมายแรงงานได้กำหนดให้ งานทั่วไป มีเวลาในการทำงานไว้ที่ไม่เกิน 8 ชั่วโมงต่อวัน และต้องไม่เกิน 48 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ แต่หากเป็น งานที่อันตราย อย่างเช่นงานขนส่งวัตถุอันตราย หรืองานเกี่ยวกับกัมมันภาพตรังสี ได้ถูกกำหนดไว้ที่ไม่เกิน 7 ชั่วโมงต่อวัน และต้องไม่เกิน 42 ชั่วโมงต่อสัปดาห์

  • เวลาในการพัก

    การกำหนดเวลาพักใน ระหว่างทำงานปกติ ต้องมีอย่างน้อย 1 ชั่วโมงต่อวัน และกรณีที่ลูกจ้างต้อง ทำงานล่วงเวลา เกิน 2 ชั่วโมง ต้องจัดเวลาให้พักก่อนเริ่มทำงานนอกเวลาอย่างน้อย 20 นาที

  • วันหยุดพักผ่อน

    กำหนดให้มี วันหยุดประจำสัปดาห์ ไม่น้อยกว่า 1 วันต่อสัปดาห์ แต่สำหรับงานบางประเภทที่ได้กำหนดไว้ตามกฎของกระทรวงแรงงาน อาจตกลงกันว่าสามารถสะสมและเลื่อนวันหยุดประจำได้

และในแต่ละปีจะมี วันหยุดตามประเพณี ไม่น้อยกว่า 13 วัน โดยพิจารณาจากวันหยุดราชการประจำปี หรือวันสำคัญทางศาสนาและประเพณี ถ้าหากตรงกับวันหยุดประจำสัปดาห์ให้ไปหยุดชดเชยในวันถัดไป นอกจากนี้ยังมี วันหยุดพักผ่อนประจำปี ที่กำหนดไว้ว่าต้องมีไม่ต่ำกว่า 6 วันต่อปีอีกด้วย

  • การทำงานในวันหยุด

    นายจ้างจะไม่มีความผิดหากให้ลูกจ้างทำงานในวันหยุดโดยที่ได้รับ ความยินยอมจากลูกจ้างหรือลักษณะหรือสภาพของงานมีความจำเป็นต้องทำติดต่อกันจริงๆ นายจ้างอาจให้ลูกจ้างทำงานล่วงเวลาได้ โดย เวลาในการทำงานล่วงเวลา ต้องไม่เกิน 36 ชั่วโมงต่อสัปดาห์

  • การลางาน

    ลูกจ้างมีสิทธิ์ ลาป่วย ได้ตามที่ป่วยจริง หากมีการลาติดต่อกันเกิน 3 วัน ต้องแสดงใบรับรองแพทย์ นอกจากนี้ลูกจ้างยังมีสิทธิ์ ลากิจ , ลารับราชการทหาร , ลาคลอดบุตร และ ลาเพื่อฝึกอบรม โดยมีวันและเงื่อนไขการลาที่แตกต่างกันออกไปตามที่กฎหมายแรงงานได้กำหนด

  • ค่าตอบแทนในการทำงาน

การจ่ายค่าจ้างนั้นต้อง จ่ายเป็นเงินเท่านั้น โดยห้ามต่ำกว่าค่าจ้างขั้นต่ำที่ได้กำหนด และหาก ทำงานล่วงเวลา จะได้รับค่าจ้างเป็น 1.5 เท่าของค่าจ้างปกติโดยคิดเป็นรายชั่วโมง นอกจากนี้ยังได้รับค่าจ้างใน วันหยุด หรือ วันลา ในบางกรณีอีกด้วย

  • ค่าชดเชยในกรณีต่างๆ

    ลูกจ้างจะได้รับค่า ชดเชยการเลิกจ้าง ในกรณีที่ลูกจ้างไม่มีความผิดใดๆ โดยค่าชดเชยจะยิ่งสูงขึ้นตามอายุการทำงานและเงินเดือนของลูกจ้างคนนั้นๆ

ลูกจ้าง

เป็นยังไงกันบ้างครับหลังจากได้รู้การคุ้มครองพื้นฐานที่ลูกจ้างแล้ว หวังว่าคงไม่มีใครกำลังเข้าข่ายโดนเอาเปรียบจากนายจ้างอยู่นะ และเราก็ใช่ว่าจะมีสิทธิ์หัวหมอไปเอาเปรียบนายจ้างได้เช่นกัน

เพราะในกฎหมายแรงงานนั้นไม่ได้มีการให้สิทธิ์กับลูกจ้างเพียงฝ่ายเดียว แต่ยังมีสิทธิ์ที่นายจ้างสามารถตัดสินใจเลิกจ้าง โดยไม่ต้องมีการค่าชดใช้ใดๆ อยู่ด้วย ว่าแต่จะมีข้อหาอะไรบ้าง เรามาดูไปพร้อมกันเพื่อที่จะได้ไม่เป็นฝ่ายทำพลาดซะเองกันเถอะ


กรณีที่นายจ้างมีสิทธิ์ให้ลูกจ้างออกจากงาน โดยไม่ต้องชดใช้ !

 

  • ลูกจ้างลาออกเอง
  • มีการกระทำผิดต่อหน้าที่หรือความผิดทางอาญาโดยเจตนาแก่นายจ้าง
  • ลูกจ้างจงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหาย
  • มีความประมาทเลินเล่อ เป็นเหตุให้นายจ้างได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง
  • ฝ่าฝืนกฏระเบียบข้อบังคับในการทำงาน หรือคำสั่งของนายจ้างที่เป็นอันชอบด้วยกฎหมาย ศีลธรรม โดยที่นายจ้างมีการทำเรื่องตักเตือนเป็นหนังสือแล้ว
  • ละทิ้งหน้าที่เป็นเวลา 3 วันติดต่อกัน โดยไม่มีเหตุอันสมควร
  • ได้รับโทษร้ายแรงทางกฎหมาย ได้รับการพิพากษาให้จำคุก
  • กรณีที่การจ้างงานมีกำหนดระยะเวลาที่แน่นอน สามารถเลิกจ้างตามกำหนดระยะเวลานั้นๆ ได้

(กฎหมายแรงงานนั้นได้ให้ความคุ้มครองทั้งลูกจ้างและนายจ้างเป็นอย่างดี ซึ่งยังมีรายละเอียดยิบย่อยอีกมากมายที่เราสามารถศึกษาเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ของกระทรวงแรงงานโดยตรง)

ลูกจ้าง

หลังจากได้อ่านแล้ว เราเชื่อว่าคงมีลูกจ้างหลายคนรู้สึก ร้อนๆ หนาวๆ ไม่น้อย แต่ต้องทำความเข้าใจว่าทั้ง นายจ้างและลูกจ้างก็ล้วนไม่ชอบการถูกเอาเปรียบด้วยกันทั้งสองฝ่าย ทางที่ดีเราควรอยู่ร่วมกันด้วยความเคารพในสิทธิของกันและกัน ก็สามารถช่วยลดปัญหาการเอาเปรียบ รวมถึงปัญหาความขัดแย้งลงไปได้ไม่น้อย


และอย่าลืมเด็ดขาดว่าในการใช้ชีวิตของเรายังมีเรื่องราวอีกมากมาย ที่ควรได้รับความคุ้มครองไม่น้อยไปกว่าเรื่องการทำงาน ทั้งในเรื่องของสุขภาพ ครอบครัว หรือชีวิต ก็ล้วนมีความเสี่ยงอยู่มากมาย และในหลายกรณีก็ไม่ได้มีกฎหมายคุ้มครอง เราจึงต้องทำประกันภัยประเภทต่างๆ เพื่อสร้างความคุ้มครองให้กับตัวเองไว้ด้วยเช่นกัน


avatar
by Satorn
เรื่องที่คุณอาจสนใจ
loading icon