ภาษีลาภลอย คืออะไร? แล้วทำไมต้องจัดเก็บ

posted: 4 weeks ago
ภาษีลาภลอย คืออะไร? แล้วทำไมต้องจัดเก็บ

comments

หลังจากที่มติ ครม. เห็นชอบหลักการร่าง พ.ร.บ. ให้จัดเก็บ ภาษีลาภลอย ที่ได้รับประโยชน์จากการพัฒนาระบบสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของรัฐ ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ในปีหน้า ( 2562) นี้ แต่หลายคนอาจสงสัยว่า แล้วภาษีดังกล่าวมีความเป็นมาอย่างไร ทำไมต้องจัดเก็บ วันนี้ rabbit finance หาคำตอบมาให้แล้วค่ะ

ใคร? ต้องเสีย ภาษีลาภลอย

ภาษีลาภลอย

ผู้มีหน้าที่เสียภาษีดังกล่าว คือ เจ้าของที่ดินหรือผู้ที่ครอบครองที่ดินของรัฐหรือเป็นเจ้าของห้องชุดที่ใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ที่มีมูลค่า 50 ล้านบาทขึ้นไป โครงการแนวราบ ทั้งบ้านเดี่ยว บ้านแฝด ทาวน์เฮาส์ด้วย ที่รอการขาย อยู่ใกล้สาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของรัฐ ได้แก่ โครงการรถไฟความเร็วสูง รถไฟทางคู่ รถไฟฟ้าขนส่งมวลชน ท่าเรือ สนามบิน โครงการทางด่วนพิเศษ ซึ่งอยู่ในรอบพื้นที่รัศมี 5 กิโลเมตร โดยครอบคลุมพื้นที่ความเจริญของจังหวัดปริมณฑลด้วย แต่ยกเว้นภาษีที่ดินที่ใช้ประกอบเกษตรกรรม ,ที่ดินที่ใช้สำหรับเป็นที่อยู่อาศัย และที่ดินที่ไม่ได้สร้างผลตอบแทนเพิ่ม

จุดประสงค์การจัดเก็บ ภาษีลาภลอย

ภาษีลาภลอย

เนื่องจากที่ผ่านมามีการพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐาน ทำให้เกิดความเจริญในที่ดินที่มีโครงการรถไฟฟ้าผ่าน หรือทางด่วน หรืออยู่ติดกับสนามบิน จึงทำให้ราคาที่ดินบริเวณดังกล่าวเพิ่มมูลค่าขึ้น ซึ่งเป็นการได้รับประโยชน์จากการไม่ลงทุน แต่รัฐกลับไม่ได้รับประโยชน์อะไรจากการเพิ่มขึ้น ของราคาที่ดิน ดังนั้นร่าง พ.ร.บ. นี้ต้องการจะสร้างความเป็นธรรม ระหว่างผู้ได้รับประโยชน์กับรัฐที่ต้องลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน และรายได้จากภาษีตรงนี้ทำให้รัฐสามารถนำไปลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเพิ่มเติมได้

ภาษีลาภลอย จัดเก็บกี่เปอร์เซ็นต์

ภาษีลาภลอย

เพดานการจัดเก็บภาษีดังกล่าว กำหนดไว้สูงสุด 5% หรือส่วนต่างของมูลค่าที่ดินที่เพิ่มขึ้นนับจากวันที่รัฐเริ่มก่อสร้างหรือนับจากวันที่ พ.ร.บ. บังคับใช้ จากการประเมินราคาโดยกรมธนารักษ์

อย่างไรก็ตาม ได้ให้คณะกรรมการกำหนดพื้นที่จัดเก็บภาษี ซึ่งมีปลัดกระทรวงการคลังเป็นประธานและผู้อำนวยการ สำนักงานเศรษฐกิจการคลังเป็นกรรมการและเลขานุการ เพื่อออกประกาศกำหนดพื้นที่ ที่จะจัดเก็บภาษีแต่ละโครงการฯ เพราะจะมีทำเลแตกต่างกันไป โดยมอบหมายให้กรมที่ดินและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีโครงการฯ ตั้งอยู่ดำเนินการเก็บภาษี โดยจะเก็บเมื่อกฎหมายมีผลบังคับใช้และไม่มีผลย้อนหลัง


ที่ดินแนวรถไฟฟ้าพุ่ง 10%

ภาษีลาภลอย

นายสุรพงษ์ เลาหะอัญญา กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ บีทีเอส เปิดเผยว่า ช่วงปี 2553 – 2561 ราคาที่ดินแนวรถไฟฟ้าปรับขึ้นต่อเนื่อง เฉลี่ย 10% โดยเฉพาะแถบใจกลางเมือง ขณะที่ราคาที่ดินทั่วไปปรับขึ้นเฉลี่ยปีละ 3%

ดังนั้นต้องยอมรับว่า เมื่อมีโครงข่ายรถไฟฟ้า ถือเป็นปัจจัยส่งเสริมการพัฒนาเมือง และเมื่อรถไฟฟ้าเปิดให้ใช้บริการครบหมดทุกเส้นทาง ประชาชนจะหันมาใช้รถไฟฟ้ามากยิ่งขึ้น และทำให้ดูเป็นเมืองที่ทันสมัยมากขึ้น เพราะโดยรอบสถานีมีการพัฒนาเชิงพาณิชย์มากขึ้น เป็นปัจจัยส่งเสริมตลาดอสังหาริมทรัพย์ให้เติบโตเพิ่มมากขึ้นด้วย

ปัจจุบันรถไฟฟ้าที่เปิดให้บริการ 4 เส้นทาง ระยะทางกว่า 100 กิโลเมตร คิดเป็นสัดส่วน 6% ของจำนวนผู้ใช้บริการระบบขนส่งสาธารณะ และเมื่อเปิดให้บริการครบทุกเส้นทาง ภาครัฐวางเป้าหมายสัดส่วนเพิ่มขึ้นเป็น 20% ส่วนรถไฟฟ้าบีทีเอส สายสีเขียว ให้บริการมากว่า 17-18 ปี ผู้ใช้บริการเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเฉลี่ยปีละ 9% ปัจจุบันยอดผู้ใช้วันธรรมดา 7 – 8 แสนคน คาดว่าหลังจากสายสีชมพูและสายสีเหลืองเปิดทั้ง 3 สายจะมียอด 1.5 ล้านคนต่อวัน

ที่ดินย่าน CBD ปรับเพิ่มทะลุเกือบ 50%

ภาษีลาภลอย

ส่วนที่ดินย่านศูนย์กลางธุรกิจ CBD หรือ Central Business District ที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจมากที่สุดในพื้นที่กรุงเทพฯ เพราะเป็นย่านที่ตั้งสถานทูต อาคารสำนักงานขนาดใหญ่ ศูนย์รวมห้างสรรพสินค้าชั้นนำ โรงแรมและที่พักระดับ 5 ดาว รวมทั้งเป็นย่านที่มีระบบการคมนาคมขนส่งที่สมบูรณ์พร้อมที่สุด ทั้งระบบขนส่งแบบรางรถไฟฟ้า BTS, MRT และ BRT ทางด่วนรวมทั้งท่าเรือขนส่งสินค้า จึงทำให้ย่านนี้เป็นแหล่งเศรษฐกิจที่สมบูรณ์พร้อมที่สุด

โดยเฉพาะย่านสุขุมวิท, เอกมัย, สีลม, พระราม 9 หรือพระราม 4 ราคาของที่ดินที่ปรับสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจากเดิมในปีที่ผ่านมาราคาที่ดินอยู่ที่ตารางวาละ 7 แสนกว่าบาท ณ ปัจจุบันปรับเพิ่มอยู่ที่ 1 ล้านบาทต้นๆ หรือคิดเป็นเพิ่มขึ้น 46% โดยเฉพาะในกลุ่มห้องชุดที่ราคาขายต่อตารางเมตรมากกว่า 3 แสนบาทขึ้นไป ซึ่งด้วยระดับราคาที่สูงขึ้น ส่งผลให้สัดส่วนของลูกค้าต่างชาติมากกว่ากลุ่มลูกค้าคนไทยที่เข้าถึงจริงได้ลดน้อยลง

แม้ว่าการพัฒนาระบบสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของรัฐ ส่งผลให้เกิดความเจริญในเมืองขึ้นเป็นอย่างมาก ในอนาคตอาจส่งผลให้ที่ดินหรือคอนโดมิเนียมมีมูลค่าสูงขึ้นไปด้วย และก็ยังส่งผลกระทบต่อประชาชนที่ต้องแบกรับภาระค่าครองชีพที่สูงขึ้นไปด้วย ดังนั้นรัฐบาลควรพิจารณาให้รอบด้าน เพื่อให้เกิดผลกระทบกับประชาชนน้อยที่สุด


avatar
by ANCHALEE SABUYSUK
"เมื่อมีโอกาสและมีงานให้ทำ ควรเต็มใจทำโดยไม่จำเป็นต้องตั้งข้อแม้หรือเงื่อนไขอันใดไว้ให้เป็นเครื่องกีดขวาง คนที่ทำงานได้จริงๆนั้น ไม่ว่าจะจับงานสิ่งใดย่อมทำได้เสมอ ถ้ายิ่งมีความเอาใจใส่ มีความขยันซื่อสัตย์สุจริต ก็ยิ่งจะช่วยให้ประสบผลสำเร็จในงานที่ทำสูงขึ้น" พระบรมราโชวาทของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของวิทยาลัยเทคโนโลยีและอาชีวศึกษา วันที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2530

เรื่องที่คุณอาจสนใจ

loading icon