“โรคตาขี้เกียจ” ภัยร้ายที่ทำลายดวงตาอย่างช้าๆ

posted: 1 year ago
“โรคตาขี้เกียจ” ภัยร้ายที่ทำลายดวงตาอย่างช้าๆ

comments

โรคที่เกี่ยวข้องกับสายตานั้นมีอยู่มากมาย ส่วนใหญ่อาจดูไม่ใช่โรคร้ายแรงถึงชีวิต แต่หากลองได้เป็นดูสักครั้งจะรู้ว่า การใช้ชีวิตจะต้องเป็นไปอย่างยากลำบากแน่นอน เราจึงเรียนรู้ที่จะดูแลดวงตา ปกป้องดวงตาจากปัจจัยเสี่ยงมากมายที่จะทำให้เป็นโรคต่างๆ แต่จะเป็นอย่างไรถ้าหากมี โรคสายตาที่เป็นตั้งแต่กำเนิดและไม่สามารถป้องกันได้ละ?

ในวันนี้เราจะมาทำความรู้จักกับ โรคตาขี้เกียจหนึ่งในโรคร้ายทางสายตาของเด็กๆ หากยังชะล่าใจอาจตาพล่ามัวไปตลอดชีวิต!


โรคตาขี้เกียจ คืออะไร

โรคตาขี้เกียจ (Lazy eye) คือ ภาวะความผิดปกติต่างๆ ที่ทำให้ดวงตาถูกใช้งานน้อยลงและมีอาการพร่ามัว เนื่องจากเริ่มสูญเสียพัฒนาการด้านการมองเห็น ถ้าหากปล่อยไว้ในระยะยาวจะยิ่งส่งผลให้สายตาพร่ามัวยิ่งขึ้น ในกรณีที่เลวร้ายที่สุด คือดวงตาข้างนั้นอาจสูญเสียการมองเห็นอย่างถาวร

โรคชนิดนี้มักพบได้ในเด็กเล็กที่มีอายุ 2 – 3 ปีมากที่สุด เพราะเป็นช่วงที่สายตาอยู่ในระหว่างการพัฒนา หากเด็กมีสายตาที่เป็นปกติจนพ้นช่วงอายุ 7 ปีขึ้นไป ก็เรียกได้ว่าพ้นช่วงอันตรายของโรคชนิดนี้แล้วละครับ


สาเหตุของการเกิดโรคตาขี้เกียจ

 

  • โรคตาเขหรือตาเหล่

    โรคตาเหล่ คือ สาเหตุอันดับหนึ่งของการเกิดโรคตาขี้เกียจ เพราะผู้ป่วยที่มีอาการเหล่จะไม่สามารถใช้การมองแบบคนปกติได้ เนื่องจากต้องเลือกใช้ดวงตาเพียงข้างเดียวในการมองสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ส่งผลให้ดวงตาอีกข้างไม่ได้รับการใช้งานและเข้าสู่ภาวะตาขี้เกียจในที่สุด

  • อาการสายตาสั้น ยาว หรือเอียง ของดวงตาสองข้างที่ไม่เท่ากัน

    เมื่อเราใช้การมองด้วยดวงตาข้างใดข้างหนึ่ง หมายความว่าดวงตาอีกข้างที่มีระยะการมองเห็นต่างกันจะไม่ได้ถูกใช้งาน และส่งแผลให้เป็นโรคตาขี้เกียจได้ในที่สุด

  • การมีค่าสายตาที่ผิดปกติมากทั้งสองข้าง

    การที่สายตาทั้งสองข้างมีความผิดปกติ ย่อมส่งผลให้ประสิทธิภาพในการมองเห็นลดลง และอาจนำมาซึ่งการเป็นตาขี้เกียจทั้งสองข้างได้

  • การเป็นโรคที่บดบังการมองเห็น

    ไม่ว่าจะเป็นโรคกระจกตาดำขุ่น ต้อกระจก เลือดออกในน้ำวุ้นลูกตา หรือโรคสายตาชนิดอื่นๆ ที่มีผลทำให้การมองเห็นไม่ชัด และนำมาซึ่งการเป็นโรคตาขี้เกียจได้

 


การรักษาโรคตาขี้เกียจ

โรคตาขี้เกียจ สามารถรักษาได้

เราสามารถรักษาโรคนี้ให้หายขาด หากได้รับการรักษาก่อนเข้าสู่วัยที่การมองเห็นได้พัฒนาเต็มที่ตอนอายุ 8 ขวบ โดยมีวิธีการรักษาดังนี้

  • การผ่าตัด

    สำหรับผู้ป่วยที่มีสาเหตุมาจากโรคต้อกระจก เลือดออกในน้ำวุ้นลูกตา หนังตาตกหรือโรคอื่นๆ ที่บดบังการมองเห็น จำเป็นต้องรักษาด้วยการผ่าตัด และกระตุ้นการมองเห็นในภายหลัง

  • ใช้แว่นสายตา

    หนึ่งในสาเหตุหลักของโรคชนิดนี้คือความผิดปกติของค่าสายตา การใส่แว่นสายตาจะสามารถช่วยให้สายตาค่อยๆ ดีขึ้นได้

  • ปิดตาข้างที่ดี

    อาจเรียกได้ว่าเป็นวิธีการที่แก้ปัญหาได้ตรงจุดที่สุด ในเมื่อโรคตาขี้เกียจเกิดจากการใช้สายตาข้างหนึ่งน้อยเกินไป ก็ทำการปิดตาข้างที่ดี เพื่อจะได้ใช้ตาข้างที่ขี้เกียจให้มากขึ้นซะเลย

การจะรักษาให้ได้ผลต้องอาศัยความร่วมมือจากคนใกล้ชิด ที่ต้องคอยช่วยเหลือดูแลเด็กให้หมั่นใช้สายตาข้างที่ผิดปกติอย่างสม่ำเสมอ เพื่อเป็นการกระตุ้นให้เกิดการพัฒนาสายตากลับมาเป็นปกติได้อีกครั้ง


การสังเกตอาการ โรคตาขี้เกียจ เบื้องต้น

โดยส่วนใหญ่เรามักพบภาวะผิดปกติ ในวันที่สายเกินกว่าจะรักษาได้ การเรียนรู้ที่จะสังเกตอาการแต่เนิ่นๆ คงเป็นทางเลือกที่ดีกว่าอย่างแน่นอน

โรคตาขี้เกียจในเด็ก

  • สังเกตดวงตาตั้งแต่แรกคลอด

    เป็นวิธีที่ทำได้ง่ายๆ โดยการดูลักษณะของตาทั่วไป ว่ามีอะไรมาปิดบังตาดำหรือเปล่า

  • เมื่อเด็กอายุ 2 – 3 เดือน

    พ่อแม่หรือพี่เลี้ยงต้องสังเกตดูว่า เมื่อถึงเวลาให้นมเด็กได้จ้องมองหน้าพ่อแม่บ้างหรือเปล่า หากยังไม่มีการจ้องมองอาจแปลว่าเขากำลังมีปัญหาทางสายตาเสียแล้ว

  • เมื่อเด็กอายุ 6 เดือน

    ควรสังเกตว่าเด็กมีการหยุดนิ่ง จ้องมองตามวัตถุต่างๆ บ้างหรือยัง ถ้าหากว่ายังไม่มีอาการแบบนี้ ควรรีบปรึกษาแพทย์ทันที

  • เมื่อเด็กอายุ 3 ปี

    ถือว่าเป็นวัยที่สามารถให้ความร่วมมือในการตรวจวัดสายตาได้แล้ว พ่อแม่ควรพาไปพบแพทย์เพื่อรับการตรวจสุขภาพตาอย่างสม่ำเสมอ ถึงแม้จะไม่มีอาการผิดปกติอะไรก็ตาม

เพียงเท่านี้เราก็จะสามารถตรวจพบอาการผิดปกติได้ไม่ยาก และทำการรักษาได้อย่างทันท่วงที แต่ถึงอย่างไร ก็ยังมีเรื่องที่น่าเป็นห่วงอยู่ดี เพราะโรคตาขี้เกียจก็ตรวจพบในผู้ใหญ่ได้ด้วยนะ!


ใครว่าผู้ใหญ่ ไม่เป็นโรคตาขี้เกียจ

จากที่เราได้บอกไปตั้งแต่ต้นว่าโรคชนิดนี้ จะเกิดขึ้นกับเด็กในวัยที่กำลังมีพัฒนาการทางสายตาเท่านั้น แต่ในทุกวันนี้เราจะเห็นได้ว่า มีผู้ใหญ่จำนวนไม่น้อยที่มีอาการของโรคนี้

โรคตาขี้เกียจในผู้ใหญ่

ก็เพราะว่าผู้ป่วยอาจเป็นโรคนี้มาตั้งแต่เด็ก โดยที่ไม่เคยรู้ตัวเลยด้วยซ้ำ แต่เมื่อเวลาผ่านไปนานเข้า อาการตาพล่ามัวเริ่มชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ กว่าจะรู้ว่าตัวเองเป็นตาขี้เกียจก็สายเกินไปเสียแล้ว เพราะในปัจจุบันยังไม่มีการรักษาโรคชนิดนี้ในผู้ใหญ่ที่ได้ผลอย่างชัดเจน อาจทำได้เพียงยื้อไม่ให้อาการตาพล่ามัวเลวร้ายไปกว่าเดิมเท่านั้นเอง

เมื่อรู้แบบนี้แล้ว หากคุณมีลูกหลานที่อยู่ในวัยแห่งการพัฒนา ควรพาไปตรวจสายตาและตรวจสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ เพราะเด็กตัวเล็กๆ อาจไม่รู้ว่าตัวเองกำลังเจ็บป่วย หรือมีความผิดปกติอะไรเกิดขึ้น สิ่งเหล่านี้ถือเป็นความรับผิดชอบของผู้ใหญ่อย่างเรา ที่ต้องดูแลให้เขามีสุขภาพร่างกายที่ดี แข็งแรงสมบูรณ์พร้อมที่จะเติบโตสู่วัยแห่งการเรียนรู้ต่อไป


ถึงแม้โรคตาขี้เกียจและโรคสายตาอื่นๆ จะไม่เป็นอันตรายถึงชีวิต แต่อาจเรียกได้ว่าเป็นโรคที่สร้างอุปสรรคในการใช้ชีวิตได้มากเลยทีเดียว เราควรหมั่นตรวจวัดสายตาและตรวจสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ เพื่อจะได้รู้ถึงความผิดปกติของร่างกาย และเตรียมรับมือกับทุกโรคร้ายได้อย่างทันท่วงที


avatar
by Satorn

เรื่องที่คุณอาจสนใจ

loading icon