LGBTQ+ และอีกล้านเพศในโลก ที่มากกว่าแค่ หญิง กับ ชาย

posted: 2 ปีที่แล้ว
LGBTQ+ และอีกล้านเพศในโลก ที่มากกว่าแค่ หญิง กับ ชาย

comments

เดือนมิถุนายนของทุกปี ถือเป็น “เดือนแห่งความภาคภูมิใจ” หรือ “Pride Month” ที่สังคมชาว LGBTQ+ และผู้คนทั่วโลก ต่างออกมาเฉลิมฉลองให้กับ “ความหลากหลายทางเพศ” และยังเป็นการรำลึกถึง เหตุการณ์ Stonewall Riots ในปี ค.ศ. 1969 ที่ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการเรียกร้องสิทธิและความเท่าเทียมกันในสังคม ของ คนทุกเพศ อีกด้วย


LGBTQ+ 1

LGBTQ+ และอีกหลายล้านเพศในโลก

LGBTQ+ เป็นชื่อเรียกของสังคมชาวสีรุ้ง ซึ่งย่อมาจาก “Lesbian Gay Bisexual Transgender และ Queer (หรือ Questioning)”

โลกของเรามีความหลากหลายทาง เพศสภาพ (sexuality) และ เพศวิถี (sexual orientation) มากกว่าแค่ เกย์ ทอม เลสเบี้ยน หรือ กระเทย ตามที่หลายคนคุ้นเคย เช่น Bisexual ที่ชอบทั้งสองเพศ (ชายหญิง), Pansexual ที่ชอบคนทุกเพศ (ถูกดึงดูดที่นิสัยมากกว่าเพศ) Transgender บุคคลข้ามเพศ หรือ Agender ที่ไม่ระบุตัวตนว่าตัวเองเป็นเพศไหนเลย เป็นต้น

สังคม LGBTQ+ ไม่ได้หมายถึงแค่ กลุ่มคนที่เป็นเพศทางเลือกท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงเพื่อนๆ หรือ ครอบครัว ที่รัก และสนับสนุนพวกเขา รวมไปถึงกลุ่มคนที่ต้องการให้มีความเท่าเทียมกันของคนทุกเพศในสังคมด้วย


LGBTQ+ 2

การเรียกร้องสิทธิของ LGBTQ+ ที่ไม่มีวันสิ้นสุด

กิจกรรมที่เป็นสีสันที่สุดของ Pride Month คือ การเดินขบวน “Pride Parade” เพื่อเป็นการแสดงพลังของ LGBTQ+ ที่ต้องการเรียกร้องสิทธิ์ที่ให้คนเพศเดียวกันสามารถ แต่งงาน และจดทะเบียสมรสกันได้อย่างถูกฎหมาย นอกจากนั้นยังเป็นการเฉลิมฉลอง “ความรักทุกรูปแบบ” ที่ไม่ได้จำกัดว่าต้องความรักระหว่างหญิงกับชายเท่านั้นอีกด้วย

กว่า 50 ปี ที่ชาว LGBTQ+ ไม่เคยหยุดสู้ เพื่อที่จะ เรียกร้องสิทธิ์ของตัวเอง เลย (ทั้งที่มันควรจะเป็นสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานอยู่แล้ว) และถึงแม้ในปัจจุบัน กฎหมายการแต่งงานระหว่างเพศเดียวกัน จะได้รับการยอมรับอย่างกว้างขว้างมากขึ้น แต่หนทางแห่งความฝันนั้น ยังอีกยาวไกล เพราะมันไม่ใช่แค่เรื่องกฎหมายเท่านั้นที่ต้องมีการเปลี่ยนแปลง แต่มันยังรวมถึง การสร้างความเท่าเทียมกันในสังคมอีกด้วย

ปัญหาใหญ่ๆ ของเพศทางเลือก นอกจากเรื่องกฎหมาย คือ เรื่องการถูกเลือกปฏิบัติในสังคม ถึงแม้ปัจจุบัน ผู้คนจะออกมา “ยอมรับ” การมีอยู่ของชาว LGBTQ+ มากขึ้น แต่มันก็เหมือน “มือถือสากปากถือศีล” เพราะ พวกเขาเองก็ยังคงถูกจำกัดสิทธิหลายๆ อย่าง เพียงแค่เรื่องเพศของพวกเขาอยู่

ตัวอย่างเช่น ปัญหาใน การถูกจ้างงาน ที่ชาว LGBTQ+ ส่วนใหญ่ มักจะหางานทำได้ยากกว่าคนทั่วไป แถมงานบางประเภทก็ไม่รับคนที่เป็นเพศทางเลือกอีกต่างหาก หรือแม้แต่ปัญหาในชีวิตประจำวัน อย่างการถูกดูถูกด้วยคำพูดต่างๆ นานา หรือถูกกีดกันจากการเข้าร่วมสังคม รวมไปถึงปัญหาอีกสารพัดล้านแปด

เพราะ มนุษย์ มักจะกลัวในสิ่งที่ตัวเองไม่เข้าใจ

ในอดีต LGBTQ+ ถูกมองว่าเป็นสิ่งผิดกฎหมาย เป็นอาการทางจิตที่ต้องการการรักษา เป็นพาหะนำโรค และในปัจจุบันพวกเขาก็ยังไม่ได้ถูกสังคมยอมรับอย่างแท้จริง ซึ่งต้นเหตุของปัญหาทุกอย่าง มันอาจจะมีส่วนมาจาก ความไม่เข้าใจค่ะ ซึ่งจุดเริ่มต้นของการสร้างการยอมรับและความเท่าเทียมกันในของคนทุกคน คือ การทำให้คนในสังคม รู้จัก รู้จริง และเข้าใจเรื่องราวและมุมมองของเหล่า LGBTQ+ มากขึ้น เพื่อสร้างทัศนคติว่า

คนทุกคนไม่ได้แตกต่างกัน และทุกคนควรได้รับสิทธิขั้นพื้นฐานและความเท่าเทียมกันในสังคมเหมือนๆ กัน ไม่ว่าจะเป็นเพศไหนก็ตาม


LGBTQ+ 3

สื่อ LGBTQ+ เครื่องมือยุคใหม่ ช่วยสร้างความเข้าใจในสังคม

ในยุคที่ สื่อ อินเตอร์เน็ตและโซเชียลมีเดีย มีบทบาทใน ชีวิตของเรา มากขึ้นแบบนี้ มันเหมือนเป็นการเปิดพื้นที่ให้ทุกคนสามารถออกมาแสดงความคิดเห็น แลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับเพศทางเลือกได้มากขึ้น และมันก็ยังเป็นเครื่องมือชั้นดี ที่ช่วยเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับสังคม LGBTQ+ ให้คนทั่วไปได้มากขึ้นด้วย

LGBTQ+ 5

สื่อภาพยนตร์และโทรทัศน์

ย้อนกลับไปเมื่อ 10 ปีกว่าก่อน ภาพยนตร์เรื่อง Brokeback Mountain หรือ หุบเขาเร้นรัก ถือเป็นหนังใหญ่เรื่องแรกๆ ที่พูดถึงเรื่องราวความรักระหว่าง ”คนเพศเดียวกัน” ซึ่งถึงแม้มันจะไม่ใช่หนัง LGBTQ+ เรื่องแรกของโลก แต่มันก็ถือเป็นใบเบิกทาง ที่ทำให้วงการภาพยนตร์มีพื้นที่ในการแสดงออกและหันมาสนใจมุมมองของ “ความรักที่ไม่จำกัดเพศ” มากขึ้น จนเกิดเป็นหนัง LGBTQ+ อีกหลายเรื่องตามมา เช่น Blue Is the Warmest Colour (2013) Carol (2015) Moonlight (2017) Love, Simon (2018) รวมถึงหนังรักในตำนานของไทยอย่าง รักแห่งสยาม ด้วย

ส่วนในวงการจอแก้ว ถ้าเป็นแต่ก่อน เราจะเห็นเพศที่สาม อยู่แค่ในบทบาทเดิมๆ เช่น กลุ่มเพื่อนสนิท บ๋อย นางโชว์ ช่างแต่งหน้า หรือเป็นแค่ตัวประกอบฉากเท่านั้น เราจะไม่ได้เห็นพวกเขาในบทบาทของ นางเอกพระเอก หรือ แม้แต่มี อาชีพ ที่จริงจังอย่างการเป็นหมอ ครู ตำรวจ อย่างแน่นอน

แต่ในปัจจุบัน เพศทางเลือกมีบทบาทที่โดดเด่น และมีพื้นที่ยืนในสื่อโทรทัศน์มากขึ้น เห็นได้จากการที่ในช่วง 2-3 ปีมานี้ ประเทศไทยมีละครหรือซีรีส์ ที่โฟกัสเรื่องราวของเพศทางเลือกมากขึ้น ตั้งแต่ Love sick the series, ไดอารี่ตุ๊ดซี่, Gay OK Bangkok, Sotus พี่ว้ากตัวร้ายกับนายปีหนึ่ง รวมไปถึงรายการทีวีต่างๆ เช่น เทยเที่ยวไทย, Take Guy Out และ Drag Race Thailand เป็นต้น

ถึงแม้รายการเหล่านี้ อาจจะไม่ได้อยู่ในช่วงละครหลังข่าวหรืออกฉายทางฟรีทีวี ที่สามารถเข้าถึงคนได้มากกว่า และเนื้อหาของการนำเสนอเอง ก็ยังไม่ได้หลากหลายเท่าที่ควร แต่ก็ถือเป็นการเปิดพื้นที่ให้คนทั่วไปได้รับรู้และเข้าใจเรื่องราวและมุมมองของ LGBTQ+ มากขึ้นเช่นกัน


LGBTQ+ 3

โฆษณา

วงการโฆษณา ก็เป็นอีกสื่อหนึ่ง ที่เริ่มแสดงถึงการยอมรับความหลากหลายทางเพศ พวกแบรนด์ใหญ่ๆ ต่างก็หันมาผลิตโฆษณาที่มีผู้แสดง และเรื่องราวเกี่ยวกับ LGBTQ+ ในสังคมกันเยอะอย่าง “Ikea” ที่ใช้ภาพคู่รักเกย์ เพื่อแสดงถึง ครอบครัวที่มีความสุข หรือ Coke ที่ออกกระป๋องแบบพิเศษที่สกรีนข้อความสนับสนุนความหลากหลายทางเพศ เป็นต้น

ในเมืองไทยเองก็เริ่มมีการเปลี่ยแปลงเช่นกัน อย่าง “ซันซิล” ยาสระผมยี่ห้อดัง ที่เรามักมีภาพจำเป็นหญิงสาวผมดำยาวสลวยมาตลอด ก็ได้มีการใช้ตัวเอกเป็น ผู้หญิงข้ามเพศพื่อชูคุณสมบัติเร่งผมยาวของแชมพูสูตรใหม่ หรือ “ชุดชั้นในวาโก้” ที่ได้เลือกคุณป๋อมแป๋ม ไอคอนของชาวสีรุ้ง มาเป็นพรีเซนเตอร์

สินค้าทั้ง 2 อย่าง เป็นสินค้า “สำหรับผู้หญิง” ในมุมมองของคนทั่วไป แต่การเลือกใช้พรีเซนเตอร์ที่เป็นเพศทางเลือกนั้น เป็นการบอกว่า “สินค้านี้ไม่ใช่สำหรับเพศใดเพศหนึ่ง แต่เป็นสินค้าสำหรับทุกคนต่างหาก” ไม่ว่าจะเป็นใครหรือเพศไหนก็สามารถมีผมยาวสลวยได้ หรือ สามารถซื้อชุดชั้นในมาใส่ได้เหมือกัน ถ้าพวกเขาต้องการ ซึ่งมันเหมือนเป็นการทำลายกำแพงและกรอบทางเพศออกไปนั่นเอง


LGBTQ+ 4

อินเตอร์เน็ต

ทั่วโลก มีผู้คนที่ สามารถเข้าถึงอินเตอร์เน็ตได้ มากถึง 4,000 ล้านคน และ 3,000 ล้านคน ในนั้นใช้โซเชียลมีเดียเป็นประจำทุกเดือน

ด้วยความรวดเร็ว สะดวก และเรียบง่ายของ อินเตอร์เน็ต จึงไม่แปลกเลยที่จะเป็นอีกสื่อหนึ่ง ที่ช่วยทำให้เรื่องราวของ LGBTQ+ เป็นที่รู้จัก และเข้าถึงคนทั่วไปได้มากขึ้น และมันยังเป็นช่องทางสำคัญที่ทำให้ Gay Rights Movement ได้ขยายอิทธิพลกว้างมากขึ้นด้วย

ยกตัวอย่างเช่น #Lovewins ที่เกิดขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 2015 ในวันที่สหรัฐฯประกาศให้การแต่งงานระหว่างเพศเดียวกันถูกกฎหมายในทั้ง 50 รัฐของประเทศ แฮชแท็กนี้รวมถึง #Pride และ #MarriageEquality ถือเป็น Social Movement ในการแสดงการสนับสนุนความหลากหลาย และความเท่าเทียมทางเพศของคนทั่วโลก ซึ่งมันได้สร้างกระแส โดยการถูกพูดถึงกว่า 10.1 ล้านครั้ง ในเวลาเพียง 1 ชั่วโมง และถูก retweet กว่า 20,000 ครั้ง ภายใน 1 นาที หลังการประกาศอีกด้วย

นอกจากนั้น Social Media ยังเป็นพื้นที่อิสระ ที่ช่วยให้คนออกมาแสดงทัศนคติ และแลกเปลี่ยนมุมมองในเรื่องต่างๆ ต่อกันได้อย่างเสรี ซึ่งเหล่า LGBTQ+ ก็ได้ใช้ช่องทางนี้ ในการสร้างความเข้าใจในสังคมให้มากขึ้น และแสดงตัวตนเพื่อสนับสนุนความหลากหลายทางเพศด้วย

มีดารา นักแสดง Youtuber และ คนดังมากมาย ที่ออกตัวเป็นผู้สนับสนุนสังคม LGBTQ+ และได้ใช้อิทธิพล รวมถึงชื่อเสียงของตัวเอง ในการสร้างความตระหนัก ถึงความสำคัญของการเรียกร้องสิทธิความเท่าเทียมกันของคนทุกเพศ ไม่ว่าจะเป็น Ellen DeGeneres, Neil Patrick Harris, Troye Sivan, Cara Delevingne, Miley Cyrus, Tylet oakley, Rihanna, Harry Styles และอีกมากมาย

สื่อเหล่านี้ เป็นเพียงช่องทางหนึ่ง ในการสร้างความเข้าใจให้คนในสังคมมากขึ้น และสร้างความตระหนักถึงความสำคัญ ของการเรียกร้องความเท่าเทียมกันของคนทุกคนเท่านั้น มันอาจไม่ได้มากพอที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงได้ในชั่วข้ามคืน แต่อย่างน้อย มันก็ได้สร้างพื้นที่ให้ปัญหานี้ ได้ออกมาจากเงามืด และเข้ามาสู่ทางสว่างได้มากขึ้น

เรื่องละเอียดอ่อนเหล่านี้ยังคงต้องใช้เวลาอีกหลายสิบปี กว่าที่ความเท่าเทียมกันทั้งทางกฎหมายและในสังคมจะเกิดขึ้น ซึ่งปัญหานี้มันไม่ควรเป็นการต่อสู้ของชาว LGBTQ+ เพียงอย่างเดียว แต่เราทุกคนในสังคม ควรทำความเข้าใจและให้ความสำคัญกับมันซึ่ง ทุกคน สามารถมีส่วนช่วย ในการผลักดันให้เกิดความเท่าเทียมกันในสังคมได้ เพียงแค่คุณเข้าใจและยอมรับว่า

ไม่ว่าใคร ก็สมควรที่จะได้รับการปฏิบัติในฐานะของ “มนุษย์คนหนึ่ง” อย่างเท่าเทียมกันทั้งนั้น ไม่ว่าคุณจะมาจากไหน หรือมีเพศสภาพเป็นแบบใดก็ตาม


avatar
by V.yada
หมูน้อย ผู้อยากเข้าใจโลกกว้างให้มากขึ้น
Related stories
loading icon