ใช้ชีวิตเมืองอย่างมีความสุขด้วยเศรษฐกิจพอเพียง

posted: 1 year ago
2,763 views
ใช้ชีวิตเมืองอย่างมีความสุขด้วยเศรษฐกิจพอเพียง

comments

เชื่อว่าคนไทยแทบจะทุกคน น่าจะรู้จักปรัชญา เศรษฐกิจพอเพียง ของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ของเรากันมามากพอสมควร ทว่า ก็ยังมีหลายคนที่ยังไม่เข้าใจถึงแกนความคิดและคำสอนของปรัชญานี้อย่างถ่องแท้

 

เช่น เข้าใจว่าเศรษฐกิจพอเพียงคือ การลาออกจากงานบริษัทมาทำเกษตรอย่างเดียว หรือย้ายที่ทำงานจากในเมืองมาอยู่ในชนบท ด้วยเหตุนี้เอง จึงทำให้เราได้ความคิดการนำเสนอวิธีการ “ใช้ชีวิตเมืองอย่างมีความสุขด้วยเศรษฐกิจพอเพียง”

 


พออยู่ พอกิน พอใช้

ชีวิตของมนุษย์จำเป็นจะต้องเดินหน้าอยู่ต่อไปจนกว่าจะหมดลม ต้องมีที่พัก มีอาหารรับประทาน มีน้ำดื่มเพื่อประทังชีวิต แต่ในปัจจุบันปัจจัยสำคัญเหล่านี้ ได้กลายเป็นมากกว่าแค่ปัจจัยเพื่อการมีชีวิตรอด แต่กลายเป็นการทำเกินความจำเป็น เช่น กินอย่างเกินอิ่ม ใช้ของอย่างไม่คุ้มค่า หรืออยู่อย่างหรูหราเกินตัว หากเรารู้จักที่จะพออยู่ พอกิน และพอใช้ เท่าที่จำเป็น ไม่มากหรือไม่น้อยจนเกินไป ชีวิตของเราก็จะมีความสมดุล อยู่อย่างเป็นสุขขึ้นแน่นอน

 

“…เมื่อปี ๒๕๑๗ วันนั้นได้พูดถึงว่า เราควรปฏิบัติให้พอมีพอกิน พอมีพอกินนี้ก็แปลว่า เศรษฐกิจพอเพียงนั่นเอง ถ้าแต่ละคนมีพอมีพอกิน ก็ใช้ได้ ยิ่งถ้าทั้งประเทศพอมีพอกินก็ยิ่งดี และประเทศไทยเวลานั้นก็เริ่มจะเป็นไม่พอมีพอกิน บางคนก็มีมาก บางคนก็ไม่มีเลย…” (4 ธันวาคม 2541)

 


ลดรายจ่าย และความฟุ่มเฟือยในการดำรงชีพ

โลกของเราในทุกวันนี้ มีสีสันและรูปร่างที่ชวนให้หลงใหลมากมายเต็มไปหมด ไม่ว่าจะเป็น รถยนต์อันหรูหรา กระเป๋าแบรนด์เนมไฮโซ ผ้าพันคอสุดชิค ไปจนถึงสมาร์ทโฟนราคาแพงที่ใคร ๆ เขาก็มีกัน

 

ทว่า รูปที่แท้จริงของสิ่งเหล่านี้ กลับเป็นอื่นใดไปไม่ได้นอกจากความฟุ่มเฟือย ที่เบี่ยงเบนความสนใจของเราออกจากความสุขที่แท้จริง  อีกทั้งยังนำมาสู่ปัญหาการติดหนี้ ติดสิน และทำให้ชีวิตปราศจากซึ่งความสุขในที่สุด จะดีกว่าหรือไม่ หากเราลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นเหล่านี้ออกไปบ้าง เพื่อเป็นการลดภาระและป้องกันตัวจากเหตุการณ์ร้าย ๆ ในอนาคต

 

“…ฉันพูดเศรษฐกิจพอเพียงความหมายคือ ทำอะไรให้เหมาะสมกับฐานะของตัวเอง คือทำจากรายได้ ๒๐๐-๓๐๐ บาท ขึ้นไปเป็นสองหมื่น สามหมื่นบาท คนชอบเอาคำพูดของฉัน เศรษฐกิจพอเพียงไปพูดกันเลอะเทอะ เศรษฐกิจพอเพียง คือทำเป็น Self-Sufficiency มันไม่ใช่ความหมายไม่ใช่แบบที่ฉันคิด ที่ฉันคิดคือเป็น Self-Sufficiency of Economy เช่น ถ้าเขาต้องการดูทีวี ก็ควรให้เขามีดู ไม่ใช่ไปจำกัดเขาไม่ให้ซื้อทีวีดู เขาต้องการดูเพื่อความสนุกสนาน ในหมู่บ้านไกลๆ ที่ฉันไป เขามีทีวีดูแต่ใช้แบตเตอรี่ เขาไม่มีไฟฟ้า แต่ถ้า Sufficiency นั้น มีทีวีเขาฟุ่มเฟือย เปรียบเสมือนคนไม่มีสตางค์ไปตัดสูทใส่ และยังใส่เนคไทเวอร์ซาเช่ อันนี้ก็เกินไป…”  (17 มกราคม 2544)

 


ใช้ชีวิตอย่างไม่เบียดเบียนตนเองและผู้อื่น

(cc) https://jitarsarissara.wordpress.com/

 

ในโลกสังคมเมืองตั้งแต่ก่อนจนถึงปัจจุบัน เชื่อว่าคงจะเคยได้ยินประโยคที่ใคร ๆ เขาก็ว่ากันว่า “ปลาใหญ่กินปลาเล็ก” หรือผู้อ่อนแอต้องถูกผู้แข็งแกร่งเหยียบย่ำขึ้นไปสู่จุดที่สูงกว่า กันมาบ้างพอสมควร แม้คำพูดเหล่านี้จะมีความเป็นจริงอยู่บ้าง แต่ในท้ายที่สุดแล้ว ปลาใหญ่หรือผู้แข็งแกร่ง ดังกล่าวก็อาจไม่ได้เป็นผู้ที่มีความสุขในบทสุดท้ายเสมอไป

 

จะมีประโยชน์อันใด หากเราขึ้นไปอยู่จุดที่สูงสุด แต่กลับไม่มีความสุขหรือความพึงพอใจในชีวิตของเราเลย ที่จริงแล้ว ความสุขก็เป็นสิ่งที่เราทุกคนสามารถใฝ่หาได้ไม่ว่าตัวเราจะเล็ก มีฐานะ หรือสถานภาพใด ๆ เพียงแต่เราต้องรู้จักที่จะเข้าใจตนเอง ค้นหาว่าตนเองมีเป้าหมายเช่นไร และเดินตามเส้นทางเหล่านั้นตามวิถีทาง ตามความสามารถที่เรามี

 

แต่ทั้งในและนอกเส้นทางที่เราก้าวเดินไป เราก็ไม่ควรที่จะใช้ผู้อื่นเป็นสะพานข้ามให้เรา ทว่า เราก็ไม่ควรจะยอมให้ผู้อื่นมาเบียดเบนตัวเราเองเช่นกัน เพราะหากสิ่งใดสิ่งหนึ่งเกิดขึ้นแล้ว ตัวเราเองและผู้อื่นที่เราเกี่ยวข้อง ก็ไม่อาจสามารถไขว้คว้าความสุขมาได้อย่างแท้จริง

 

“…พอเพียง มีความหมายกว้างขวางยิ่งกว่านี้อีก คือคำว่าพอ ก็พอเพียงนี้ก็พอแค่นั้นเอง คนเราถ้าพอในความต้องการก็มีความโลภน้อย เมื่อมีความโลภน้อยก็เบียดเบียนคนอื่นน้อย ถ้าประเทศใดมีความคิดอันนี้ มีความคิดว่าทำอะไรต้องพอเพียง หมายความว่าพอประมาณ ซื่อตรง ไม่โลภอย่างมาก คนเราก็อยู่เป็นสุข พอเพียงนี้อาจจะมี มีมากอาจจะมีของหรูหราก็ได้ แต่ว่าต้องไม่ไปเบียดเบียนคนอื่น…”  (4 ธันวาคม 2541)

 


สร้างภูมิคุ้มกัน

(cc) http://www.drreynolds.com/

 

คงจะปฏิเสธได้ยากว่าโลกที่เราอาศัยอยู่เดินหน้าไปอย่างรวดเร็วแค่ไหน จากแต่ก่อนที่ต้องอาศัยนั่งเรือเป็นเดือน ๆ กว่าจะข้ามไปบางประเทศหรือทวีปอื่น ๆ ได้ หรือจากโทรศัพท์ใหญ่เท่าก้อนหินย่อม ๆ สู่สมาร์ทโฟนบางเฉียบ ที่ไม่ได้แค่ใช้โทรเข้าหรือโทรออก แต่ยังสามารถทำได้สารพัดประโยชน์

 

แต่เราต้องไม่ลืมว่า สิ่งอื่น ๆ รอบตัวเราก็กำลังเคลื่อนไหว และเดินหน้าอยู่เช่นกัน โดยเฉพาะสิ่งที่อาจจะมาส่งผลกระทบด้านลบต่อเรา ดั่งเช่น ภัยธรรมชาติ ภัยทางการเงินธุรกิจ หรือโรคภัยไข้เจ็บ ในบางครั้งสิ่งเหล่านี้ก็เกิดขึ้นโดยที่เราคาดไม่ถึง

 

ซึ่งเป็นเหตุผลที่เราควรจะยิ่งมีการสร้างภูมิคุ้มกันเป็นเหมือนเกราะปกป้องเราจากภัยอันตรายทุกรูปแบบ ก่อนที่ภัยเหล่านั้นจะมาถึงตัวเราจริง ๆ เช่น การเก็บเงินสำรองเอาไว้ในกรณีฉุกเฉิน หรือไม่ลงทุนอะไรที่มีความเสี่ยงสูง เป็นต้น

 

“พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงสอนว่า ให้อยู่โดยมีภูมิคุ้มกัน แล้วอย่าประมาท รักษาความพอประมาณไว้ รักษาสติไว้ให้ได้ คิดแค่นี้ชีวิตก็สงบและมีความสุข” – ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล (3 ธันวาคม 2552) (ข้อมูลจาก kroobannok)

 


เส้นทางสู่ความสุข

 

แม้จะมีตำรา ผู้คน หรือศิลปะต่าง ๆ มากมายที่พยายามจะอธิบายคำว่าความสุขหรือความหมายของการมีชีวิตมากมายหลายประการ แต่ชีวิตของมนุษย์เราไม่ได้มีบทสรุปที่แน่ชัดดั่งบทละคร หรือเทพนิยาย ดังนั้นคำอธิบายของสิ่งเหล่านั้น ก็ยังคงต้องเป็นสิ่งที่มนุษย์เราทุกคน ต่างจะต้องค้นหาและทำความเข้าใจกันต่อไป ซึ่งเศรษฐกิจพอเพียงก็เปรียบเสมือนเป็นไฟฉายที่เป็นเครื่องมือคอยชี้ทาง ให้เราสามารถมองเห็นเส้นทางภายภาคหน้าได้อย่างชัดเจนยิ่งขึ้น ทว่าเราจะใช้หรือไม่ ก็คงจะไม่มีใครตัดสินให้ได้นอกจากตัวเราเอง

 

สนใจทำประกันชีวิตคลิก rabbit finance ด่วนเลย

 

ขอบคุณข้อมูลจาก: chaipat


avatar
by Rthorns

เรื่องที่คุณอาจสนใจ

loading icon