การขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ สรุปแล้วดีหรือไม่ !?

posted: 1 year ago
1,058 views
การขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ สรุปแล้วดีหรือไม่ !?

comments

ค่าแรง แน่นอนว่าสำหรับพนักงานหาเช้ากินค่ำ ทุกๆคนคงอย่างได้ราคาค่าแรงที่สูง เพื่อความเป็นอยู่และชีวิตที่ดีขึ้น ประธานคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย (คสรท.) กับตัวแทนสมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (สรส.) ออกมาเรียกร้องให้มีการปรับค่าจ้างขั้นต่ำปี 2561 ขึ้นจาก 300 บาทไปเป็น 600-700 บาท

ส่งผลให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์ และกระแสตอบโต้อย่างหนัก  ด้วยเหตุผลต่างๆที่ยกขึ้นมาอ้าง เอาเป็นว่าเรามาดูกันดีกว่าค่ะว่า หากจะขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็น 600-700 บาท มันจะดีหรือไม่ดี


ทำไมต้องขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 700 บาท

ทำไมต้องขึ้นค่าแรง??  จากการสำรวจพบว่าลูกจ้าง 1 คนต้องมีความรับผิดชอบดูแลครอบครัวอีก 2 คน รวมทั้งหมด 3 คนต้องมีค่าแรงตกวันละ 567.79 บาท แต่หากเลี้ยงดูเพียงตัวเอง คือ ลูกจ้าง 1 คนต้องมีค่าแรงขั้นต่ำที่ 348.49 บาท จึงจะเพียงพอต่อค่าครองชีพ

แต่ด้วยอัตราเงินเฟ้อ และสถานการณ์ปัจจุบันของสภาวะเศรษฐกิจที่ผันผวน คาดการณ์ว่า หากต้องเลี้ยงดูครอบครัวอีก 2 คน ต้องได้ค่าแรงอยู่ที่ประมาณ 600-700 บาท แต่ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นตัวเลขค่าแรงที่ 600 – 700 อย่างแน่นอน

เปรียบเทียบราคาค่าแรงขั้นต่ำของแต่ละประเทศอาเซียน

  • เริ่มด้วยประเทศไทยที่อยู่ที่ 300 – 310 บาท
  • เมียนมา 90 บาท
  • ลาว 125 บาท
  • กัมพูชา 162 บาท
  • เวียดนาม 156 – 173 บาท
  • ฟิลิปปินส์ 197 – 271 บาท
  • มาเลเซีย 241 – 260 บาท
  • บรูไน ไม่มีค่าแรงขั้นต่ำ
  • สิงคโปร์ ไม่มีค่าแรงขั้นต่ำ ยกเว้นงาน ทำความสะอาด ต้องไม่น้อยกว่าเดือนละ 34,600 บาทและงานรักษาความปลอดภัย ต้องไม่น้อยกว่าเดือนละ 38,000 บาท

ดังนั้น หากคิดถึงแต่ด้านสวัสดิการความเป็นอยู่ของพนักงานแรงงาน การขึ้นค่าแรงขั้นต่ำไปอยู่ที่  600 – 700 บาท จะทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของประชากรดีขึ้นแน่นอน


ผลลัพธ์หากขึ้นค่าแรง

ต้องบอกก่อนว่าในสภาวะเศรษฐกิจที่ฝืดเคืองแบบนี้ การเพิ่มค่าแรงที่ 600 – 700 บาทต่อวันเป็นเรื่องคิดหนักสำหรับนายจ้างหลายๆคนแน่ เพราะเมื่อขึ้นค่าแรงขั้นต่ำนี้ สูงกว่าเงินเดือนขั้นต่ำของพนักงานที่จบปริญญาตรี

ดังนั้น ก็มีความจำเป็นที่จะต้องเพิ่มเงินเดือนพนักงานที่จบปริญญาตรีด้วยหรือไม่ เอาเป็นว่าเรามาดูถึง ผลลัพธ์ที่จะได้หากค่าแรงขั้นต่ำเพิ่มขึ้น

 

  • เมื่อค่าแรงขึ้น บริษัทจ่ายไม่ไหว ก็ต้องโละพนักงานออก

เมื่อเกิดการขึ้นค่าแรงไปที่ 600 – 700 แน่นอนว่าเป็นราคาที่สูง บริษัทต้องได้รับผลกระทบเพราะหากจ่ายไม่ไหว การปลดพนักงานออกถือเป็นเรื่องง่ายที่สุด ที่จะรักษารายได้ของบริษัทไว้

และหากเมื่อบริษัทปรับตัวได้ การหาตัวเลือกอื่นๆที่ดีกว่าอาจเป็นทางเลือกแรก เช่น ซื้อหุ่นยนต์ทำ automation เพิ่ม หรือไป outsource ซึ่งการทำเช่นนี้ก็ย่อมส่งผลกระทบกลับมาที่กลุ่มแรงงานอีกเช่นกัน

  • พนักงานมีเงินเพิ่มมากขึ้นจากการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ

ในส่วนนี้คือส่วนของพนักงานที่ไม่ได้ถูก โละ ออกกจากข้อแรก ซึ่งขอแสดงความยินดีด้วนที่คุณๆจะมีรายได้เข้ากระเป๋าเพื่อใช้ให้สภาพความเป็นอยู่ในการดำรงชีวิตดีขึ้น อีกทั้งยังช่วยลดความเหลื่มล้ำทางรายได้ลงได้อีกด้วย

  • เกิดการแข่งขันในตลาดแรงงานสูงส่งผลให้เกิดการดันราคาสินค้าให้สูงขึ้น

แน่นอนเมื่อรายได้มากขึ้น ค่าครองชีพก็ต้องสูงตามขึ้นด้วย แต่ก็ไม่แน่นอนเพราะอยู่ที่ผลกระทบที่ได้รับมากจะไปตกอยู่ที่ใคร เพราะถ้าตลาดแรงงานไม่ค่อยมีการแข่งขันกันมากนัก คือ มีนายจ้างผูกขาดแค่ไม่กี่ราย ก็อาจจะทำให้ราคาค่าครองชีพต่ำลงได้

  • ปัญหาเรียนไม่จบเพิ่มมากขึ้น

ถ้าการเป็นพนักงานแรงงานจะได้รายได้ดีขนาดนี้ ใครจะอยากเรียนให้เสียเวลากันคะ และการเรียนไม่จบกลางคันคงเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นได้แน่อน

นอกจากนี้อาจจมีปัญหาที่เกิดจากการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำอีกมากที่ไม่ได้กล่าว แต่ทั้งนี้ การขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ ยังไม่ผ่านความเห็นชอบจากรัฐบาล เพราะ การขึ้นค่าแรงย่อมส่งผลต่อการลงทุนอื่นๆที่กำลังจะเข้ามา หรือผลกระทบอื่นๆในอีกหลายๆด้าน

ดังนั้น การขึ้นค่าแรงนี้อาจจะต้องใช้เวลาและดูถึงความเหมาะสมอีกครั้ง


แรงงานขั้นต่ำ
ขอบคุณภาพจาก ไทยรัฐ

สรุปว่าดีหรือไม่ดี กับ การขึ้นค่าแรงขั้นต่ำครั้งนี้

การเพิ่มค่าแรง อย่างที่ได้กล่าวไปว่า หากในมุมของพนักงานแรงงานทั้งหลายคงดีใจ มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น มีเงินใช้เลี้ยงดูครอบครัวมากขึ้น แต่ในทางกลับกันสำหรับ นายจ้าง การทงทุนจากต่างชาติ หรือ ราคาสินค้าค่าครองชีพ และอื่นๆ คงไปรับผลกระทบที่สูง

คนเขียนจึงไม่สามารถแสดงความเห็นได้เลยว่า การขึ้นค่าแรงในครั้งนี้ดีหรือไม่เมื่อได้มองจากทั้งตัวผู้ใช้แรงงานและผู้ประกอบการ เพียงได้แต่หวังว่าในอนาคต เมื่อเศรษฐกิจฟื้นตัวอย่างแข็งแรง มีความก้าวหน้า

การเพิ่มค่าแรงไปที่ 600 -700 บาท จะถูกนำกลับมาพิจารณาอีกครั้ง ไม่แน่ว่าจะจะผ่านความเห็นชอบจากหลายๆฝ่ายก็เป็นได้  แล้วเมื่อนั้นชีวิตของผู้ใช้แรงงานก็จะมีสถานะทางการเงินที่ดีมากขึ้น

ทุกสิ่งบนโลก ไม่สามารถที่จะมองได้เพียงแต่ด้านเดียว หากต้องหาสิ่งที่อยู่ตรงกลางและเป็นธรรมสำหรับทุกคนเพียงแต่ว่าอาจจะต้องใช้เวลาเท่านั้น เพราะทุกชีวิตย่อมต้องการความเกื้อกูลซึ้งกันและกัน ทุกอย่างจึงจะเดินหน้าไปได้

ในเรื่องของการขึ้นค่าแรงก็เช่นกัน เมื่อในหลายๆส่วน หลายๆด้านยังไม่มีความพร้อมพอ ผู้ใช้แรงงานทั้งหลายก็ควรต้องรู้จักปรับตัวในการใช้เงิน รู้จักบริหารการเงินของตนเอง เพราะหากเงินที่ได้รับอยู่ในปัจจุบันยังไม่พอใช้ ก็ยังมีช่องทางอื่นๆในการหารายได้

ไม่ว่าจะเป็นการอาชีพเสริม การลงทุนกับกองทุนการเงินต่างๆ ตลอดจนไปถึงการซื้อประกันเพื่อความคุ้มครองยามกรณีฉุกเฉิน ซึ่งทั้งหมดก็เพื่อชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของทุกคนเอง

 

 


avatar
by NP. Meaw :)
เป็นลูกอิช่างแซะ รักในการเขียนเหน็บแนม ดำเนินชีวิตด้วยการ ยึดความสุขตัวเองเป็นที่ตั้ง จุบ!
เรื่องที่คุณอาจสนใจ
loading icon