คลิกปุ๊บ เทียบปั๊บ ประหยัดเลย

จ-ส: 8.00 น. - 19.00 น.

ยางรั่ว

จบทุกปัญหา ยางอ่อน ยางรั่ว! เลือกเกจ์วัดลมยางแบบไหนดีนะ ?

เรื่องลมยางนั้น เป็นอีกหนึ่งสิ่งสำคัญที่ใครมีรถก็ไม่ควรมองข้าม และทุกวันนี้ การวัดลมยาง หรือการซื้อเครื่องวัดลมยางไว้ติดรถยนต์ ก็ไม่ใช่เรื่องยาก หรือแพงเกินเอื้อมเหมือนสมัยก่อนแล้ว ว่าแต่จำเป็นจริงๆ หรือที่เราต้องซื้อติดรถไว้ แล้วเลือกที่วัดลมยางยังไงดี มาดูกันดีกว่า 

เครื่องวัดลมยางรถยนต์

 

จบทุกปัญหา ยางอ่อน ยางรั่ว! ด้วยเกจ์วัดลมยาง

 

ทำไมเราต้องมีเครื่องวัดลมยางติดไว้กับรถ 

ยางรถยนต์ นับได้ว่าเป็นส่วนสำคัญไม่แพ้ส่วนอื่นๆ เลย เพราะหากคุณปล่อยปละละเลย นอกจากจะต้องเสียเงินจำนวนมากเวลาที่ต้องเปลี่ยนยางแบบฉุกเฉินแล้ว ยางที่เสื่อมสภาพ ลมยางอ่อน ยังอาจจะทำให้เกิดอุบัติเหตุได้อีกด้วย ดังนั้น การดูแลรักษายางรถยนต์ จึงเป็นเรื่องที่ห้ามมองข้าม

โดยทั่วไปแล้วปัญหาที่เกิดกับยางรถยนต์ มักจะเป็นเรื่อง ยางลมอ่อน หรือยางรั่ว โดยที่เราไม่ทันได้รู้ตัว ยิ่งถ้าเป็นรถยนต์รุ่นเก่าๆ ที่ไม่ได้มีเซ็นเซอร์คอยตรวจจับลมยางด้วยแล้ว เรายิ่งต้องระมัดระวัง และตรวจสอบอยู่อย่างสม่ำเสมอ

อย่างน้อยๆ ควรทำเป็นประจำเดือนละ 2 ครั้ง  รวมไปถึงเช็กก่อนออกการเดินทางไกล หรือในกรณีที่ต้องการขับรถที่จอดทิ้งเอาไว้เฉยๆ และการเช็กลมยางนั้น มีเป้าหมายหลักๆ อยู่ 3 อย่าง ได้แก่ 

  1. เพิ่มประสิทธิภาพขณะขับขี่ ด้วยการปรับแรงดันในล้อให้เหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นการยึดเกาะผิวถนน และระยะเบรก ซึ่งจะส่งผลถึงเรื่องความปลอดภัยขณะขับขี่ของคุณ 

  2. ชะลอการสึกหรอที่จะเกิดขึ้นกับยาง เช่น ยางแตก ยางรั่ว โดยการเติมลมยางที่พอเหมาะไม่มากไป น้อยไป จึงจะดีต่อการขับขี่ ทำให้ยางไม่สึกหรอไว

  3. ช่วยลดการกินน้ำมันของรถโดยไม่จำเป็น เพราะแรงดันในยางที่ไม่เหมาะสม จะส่งผลต่อประสิทธิภาพการเร่งความเร็วของรถด้วย

 

ส่วนการเช็กลมยาวนั้น ในสมัยนี้ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป เพราะสามารถทำได้ด้วยอุปกรณ์ไม่กี่ชิ้น เช่น เกจ์วัดลมยางที่ได้มาตรฐาน และเครื่องปั๊มลมลากจูง หรืออุปกรณ์สำหรับเติมลมขนาดเล็ก เป็นต้น และสิ่งของเหล่านี้ คุณสามารถใช้งานได้ฟรีตามปั๊มน้ำมันใหญ่ๆ

แต่สิ่งที่ควรพึงระลึกไว้ก็คือ เกจ์วัดลมยาง หากถูกใช้งานมามาก อาจเกิดความคาดเคลื่อนในค่าที่วัดได้ ใครรักรถ ต้องเตินทางบ่อย และรถยนต์บางรุ่นไม่มีเซ็นเซอร์คอยตรวจจับลมยาง การซื้อเครื่องวัดลมยางติดรถเอาไว้ใช้เองสักอัน ก็เป็นความคิดที่ไม่เลวทีเดียว

 

เกจ์วัดลมยางรถยนต์

 

เลือกเครื่องวัดล้อลมรถยนต์แบบไหนดี ?

มาทำความเข้าใจกันก่อนว่า นอกจากตัวเซนเซอร์ตรวจจับความผิดปกติในรถยนต์รุ่นใหม่ๆ แล้ว แน่นอนว่าถ้ารถยนต์ของคุณไม่มีเทคโนโลยีนี่ ก็สามารถเลือกซื้อเครื่องวัดล้อลมรถยนต์แบบพกพา นับเป็นอีกหนึ่งอุปกรณ์ที่ช่วยให้คุณตรวจเช็กลมยางได้ตลอดเวลา โดยเราแบ่งได้ ดังนี้

  • แบบแท่ง คล้ายกับปากกา เวลาวัดลมกดที่หัวกับจุ๊บลมแล้วเข็มวัดด้านท้ายจะยื่นออกมาจะเป็นขีดๆ บอก
  • แบบมาตรเข็ม  ทรงกลม เวลาวัดลมกดที่หัวจุ๊บลมแล้วเข็มวัดด้านใน จะมองง่ายกว่า
  • แบบตัวเลขดิจิตอล เมื่อเสียบวัดแล้ว จะขึ้นเป็นตัวเลขแรงดันลมยาง

 

ส่วน ที่วัดลมยางแบบไร้สาย นั้น คือ การเสียบปุ่มส่งสัณญาณเข้าที่ขั้วเติมลมยางของแต่ละล้อ จากนั้นเสียบหน้าจอเข้าที่จุดบุหรี่ เพียงเท่านี้ ก็สามารถตรวจสอบสถานะยางรถยยนต์ได้ทันที จะมีทั้ง

รุ่นที่ติดตั้งภายนอก จะติดตั้งง่าย ติดไว้แถวๆ จุ๊กล้อ ราคาถูก แต่ความแม่นยำจะต่ำ หายง่าย มีโอกาสพังสูง และลมยางอาจรั่วซึมออกได้ง่าย

รุ่นที่ติดตั้งภายใน แม้จะติดตั้งยาก เพราะต้องถอดล้อติดตั้ง ราคาแพง แต่จะหายได้ยาก ค่อนข้างแม่นยำ มีอายุการใช้งานที่นนานกว่า ไม่มีปัญหารั่วซึม 

 

จะเห็นได้ว่า มีอยู่หลากหลายราคา ซึ่งรูปแบบของการวัดก็จะแตกต่างกันออกไป แต่ที่นิยมใช้กันจริงๆ จะเป็นเครื่องวัดความดันลม แบบมาตรเข็ม และแบบดิจิตอล ซึ่งแบบดิจิตอลจะมีราคาที่แพงกว่าเล็กน้อย แต่ให้ผลที่เที่ยงตรงมากกว่า

ส่วนการเช็กลมยาง คุณก็สามารถทำได้เองง่ายๆ แค่หมุนจุกยางล้อออก และเสียบเกจ์วัดลมยางเข้าไป ค้างไว้เพียงครู่เดียวก็จะสามารถอ่านค่าแรงดันยางจากหน้าปัดแสดงผลได้เลย 

ส่วนใหญ่จะมีแรงดันยางอยู่ที่ 28-32 psi (ปอนด์/ตร.นิ้ว) อาจมากหรือน้อยกว่านี้ ตามชนิดของรถ และประเภทการใช้งาน โดยคุณสามารถอ้างอิงตัวเลขที่เหมาะสมกับรถของคุณ ได้จากตารางแรงดันลมที่อยู่ในคู่มือการใช้รถของคุณเป็นหลัก

 

ซึ่งการวัดลมยางนั้นเราแนะนำว่า ควรวัดซ้ำ 2 ครั้ง เพื่อให้ได้ค่าที่แน่นอนเสมอ หลังจากทราบค่าแรงดันลมยางแน่นอนแล้ว คราวนี้ก็สามารถทำการเติมลมเพื่อเพิ่มความดันที่เหมาะสมได้เลย!

 

ประกนัรถยนต์

 

แล้วแบบนี้ ต้องเติมลมยางยังไง ถึงจะพอดี ?

สาำหรับมือใหม่ แนะนำให้อ้างอิงจากแรงดันสูงสุดของยางรถยนต์คุณ และเริ่มต้นด้วยการ ค่อยๆ เติมลมขยักขย่อนทีละน้อย หรือบางคนไม่มั่นใจในแรงความดันสูงสุดของยางรถ อาจจะเติมให้รู้สึกว่าเกินจุดพอดีไปสักนิด จากนั้นวัดแรงดันใหม่ แล้วค่อยปล่อยลมออก จนได้ค่าที่เหมาะสมแทนก็ได้

ทั้งนี้ แรงดันที่เหมาะสมสำหรับยางล้อหน้า และล้อหลังอาจไม่เท่ากัน และล้อแต่ละล้อสามารถถอดมาสลับตำแหน่งกัน โดยปกติควรสลับทุกๆ 10,000 กิโลเมตร เพื่อให้ดอกยางสึกกร่อนสม่ำเสมอกันทุกล้อ ซึ่งการเปลี่ยนสลับตำแหน่งล้อคุณก็สามารถทำได้เองเช่นกัน

และหลังจากเติมลมเสร็จ อย่าลืมวัดความดันของล้อรถอีก 2 ครั้ง หากเห็นว่าพอดี และระบบเซ็นเซอร์ลมยางของรถ ไม่ได้ทำการแจ้งเตือนแล้ว ก็ถือว่าความดันนั้นเหมาะสมแล้ว แต่หากยังมีการแจ้งเตือนอีก อาจจะเป็นเพราะลมไม่พอ ให้เพิ่มเพิ่มเข้าไปอีก แล้วจึงทำการปิดฝาก้านวาล์วจนกว่าจะได้แรงดันที่เหมาะสม

 

ในกรณีที่ยางของคุณแบนมากๆ ทางที่ดีควรงดขับขี่ และปล่อยให้ช่างผู้เชี่ยวชาญมาจัดการอาจจะดีกว่านะ

 

จะเห็นได้ว่า ปัญหาเรื่องยางแข็งไป ยางรั่ว มองผิวเผินอาจจะเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่อาจก่อให้เกิดอุบัติเหตุครั้งใหญ่มาก ทางที่ดี เราไม่ควรประมาท หมั่นดูแลรถยนต์อย่างสม่ำเสมอ และในบางครั้ง อาจะต้องยอมเสียเงินค่าซ่อมบำรุงแพงๆ ดีกว่ารอให้เกิดเรื่อง ถึงค่อยมาซ่อม ซึ่งอาจจะใช้เงินกว่า และไม่คุ้มเสีย

และในชีวิต อะไรก็เกิดขึ้นได้ โดยเฉพาะเรื่องไม่คาดฝัน คลิกเลย กับ ประกันรถยนต์ จาก rabbit finance ที่มีให้คุณเลือกให้เหมาะกับไลฟ์สไตล์ และเบี้ยประกันที่อยากจะจ่าย พร้อมบริการเปรียบเทียบ และผู้เชี่ยวชาญคอยดูแล ให้คำแนะนำ

 

คะน้าใบเขียว
คะน้าใบเขียว
นักเขียนรุ่นไฮบริด ผู้พยายามเข้าใจมักเกิ้ล นิยมชมชอบกลางคืน สามารถผูกมิตรได้ด้วยของกินอร่อยๆ ตอนนี้กำลังหลบลี้หนีภัยจากออฟฟิศซินโดรมอยู่
Previous
Next

บทความแนะนำ​

ECO Car
เรื่องราวดี ๆ จากพันธมิตรของเรา

รวมรถยนต์ ECO Car 2021 ที่มีขายในไทยมากสุด

กระแสตอบรับของรถยนต์อีโคคาร์กำลังได้รับความนิยมประชาชนที่ต้องการมีรถจนขับเป็นอย่างตัวเองเป็นอย่างมาก เนื่องจากรถยนต์อีโคคาร์เป็นรถยนต์ประเภทหนึ่งที่ประหยัดน้ำมัน และทางค่ายรถยนต์ต่าง ๆ เองก็พยายามผลิตออกมาเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าให้ได้มากที่สุด และถึงตอนนี้ก็เรียกได้ว่า ภายนอก-ภายใน เครื่องยนต์ อุปกรณ์อำนวยความสะดวก และเทคโนโลยีความปลอดภัย …

รองเท้าขัดเบรก
เรื่องราวดี ๆ จากพันธมิตรของเรา

อันตรายจากรองเท้าขัดเบรก ที่คุณแก้ไขได้

อุบัติเหตุทางรถยนต์เป็นอีกหนึ่งในสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้น ๆ ในกลุ่มของอุบัติเหตุ ซึ่งต้นเหตุของความเสียหายนั้นก็มักจะมาจากความประมาท หรือการกระทำที่ไม่ทันได้ระมัดระวังของตัวผู้ขับขี่เอง อย่างเช่นเหตุการณ์ที่รถยนต์เบรกไม่อยู่เพราะรองเท้าขัดเบรก จนทำให้รถยนต์เสียการควบคุมและเสียหลักจนเกิดอุบัติเหตุ เชื่อว่าใคร ๆ ก็คงไม่ต้องการให้รถยนต์ของตนเองต้องได้รับความเสียหาย …

รถยนต์
เรื่องราวดี ๆ จากพันธมิตรของเรา

รถยนต์ที่ถูกพูดถึงและค้นหามากที่สุดในปี 63

ในช่วงที่ปี 2563 ที่ผ่านมา มีรถยนต์รุ่นใหม่ ๆ ต่างออกมาเป็นจำนวน แม้ว่าจะต้องเจอกับวิกฤตต่าง ๆ ก็ตาม แต่จะมีสักกี่รุ่นกันเชียวที่ได้รับความนิยม …