[Movie Review] Jason Bourne การกลับมาของสายลับพันธุ์ระห่ำ

posted: 2 years ago
[Movie Review]  Jason Bourne การกลับมาของสายลับพันธุ์ระห่ำ

comments

หากพูดถึงชื่อของสายลับแล้วละก็ หนึ่งในบุคคลที่แฟนๆ จะต้องรู้จักกันเป็นอย่างดีก็คือเขาคนนี้ เจสัน บอร์น (Jason Bourne) สุดยอดสายลับพันธุ์ดีที่ทุกภารกิจไม่มีคำว่าเป็นไปไม่ได้ ซึ่งในสัปดาห์นี้ เขาจะกลับมาปฏิบัติภารกิจเพื่อตามล่าหาความจริงเบื้องหลังตัวตนที่สูญหายไปของเขา จะเป็นยังไงไปดูกัน

Jason Bourne คนเดิมเพิ่มเติมคือความดุ

ก่อนอื่นเลยว่าต้องขอออกปากก่อนว่าผมไม่ใช่แฟนตัวยงของหนังในตระกูล เจสัน บอร์น เท่าไหร่นัก (ภาคแรกสุดที่ผมดูคือ Bourne Legacy ) แต่ตัวหนังทำออกมาได้ค่อนข้างจะถูกใจคอหนังแนวแอ็กชันสายลับบู้ระห่ำที่ใช้ทักษะความสามารถในการเอาตัวรอดได้อย่างดีเยี่ยมจนน่าทึ่งตามแบบฉบับหนังสายลับทั่วไปที่ควรจะเป็น

ตัวหนังเรื่องนี้เปิดเรื่องออกมาได้อย่างค่อนข้างน่าสนใจทีเดียว โดยเล่าถึงประวัติความเป็นมาของบอร์นในวัยหนุ่มที่อาสาเข้ามาทำงานเป็นสายลับให้กับองค์กร Treadstone ที่สามารถผลิตสายลับเก่งๆ ออกมาได้อย่างมากมายเพื่อจัดการกับภัยร้ายของชาติ (ซึ่งบอร์นเองก็เป็นหนึ่งในนั้น) หลังจากที่ความทรงจำของเขาหายไปในภาคที่ 1 Bourne ก็ได้พยายามค้นหาความทรงจำที่หายไปในภาคต่อๆ มา แต่ดูเหมือนกับว่ายิ่งหาเท่าไร ความทรงจำเกี่ยวกับเรื่องต่างๆ ก็ยังมีไม่จบไม่สิ้นไปเสียทีเดียว และนี้คือจุดเริ่มต้นของการตามล่าหาความจริงที่เกิดขึ้นในภาคนี้ ว่าแท้จริงแล้วมันมีอะไรซ่อนอยู่เบื้องหลังเรื่องราวทั้งหมดในชีวิตของเขากันแน่ (ส่วนที่เหลือโปรดติดตามต่อได้ในโรงภาพยนตร์นะครับ)

หลังจากที่ผมได้ดูหนังเรื่องนี้แล้วพูดได้เลยว่าผมค่อนข้างชอบทีเดียวกับแนวทางของ พอล กรีนกราส ที่สามารถกำกับหนังเรื่องนี้ออกมาได้อย่างน่าสนใจและทำให้คนดูรู้สึกลุ้นระทึกไปกับฉากต่างๆ ที่อยู่ในเรื่องไม่ว่าจะเป็นการตามล่าตัว เจสัน บอร์น ที่ชวนให้คนติดตามว่าเขาจะเอาตัวรอดได้อย่างไรจากสถานการณ์สุดอันตรายที่เกิดขึ้น หรือ แม้แต่ฉากการต่อสู้ที่เรียกได้ว่าขนมาแบบจัดเต็มสุดๆ (ระเบิดภูเขาเผากระท่อมกันเลยทีเดียว)

ทางด้านนักแสดงนั้นคนที่ผมชอบที่สุดเห็นจะเป็น อลิเซีย วิกันเดอร์ (Alicia Vikander) นักแสดงสาวที่เรียกได้ว่าบทของเธอนั้นไม่ได้มาเล่นๆ เพราะถือได้ว่าเธอเป็นตัวเมนหลักสำหรับการดำเนินเรื่องเลยทีเดียว ซึ่งหากเปรียบเทียบกับตัวละครคนอื่นๆ ในเรื่องอย่างเช่น ดิวอี้ ที่รับบทโดยดารารุ่นใหญ่อย่างทอมมี ลี โจนส์ (Tommy Lee Jones) ถือได้ว่าตัวละครของเธอนั้นค่อนข้างจะออกมาเป็นโทนสีเทาและถือได้ว่าเป็นตัวละครที่น่าสนใจที่สุด สำหรับตัวบทของ เจสัน บอร์น (Matt Damon) ในภาคนี้ผมคิดว่าสร้างออกมาได้ตรงกับแบบฉบับเวอร์ชันนิยายมากที่สุดเพราะในฉบับหนังสือนั้นเจสัน บอร์น เป็นคนที่ค่อนข้างจะพูดน้อยต่อยหนักตามแบบฉบับของสุดยอดสายลับตัวจริง

ตัวบทที่เหมือนขายของเก่า

ถึงแม้ว่าผมจะไม่ใช่แฟนของบอร์นตัวจริง แต่ผมมองว่าบอร์นในภาคนี้ยังคงกินบุญเก่า เพราะไม่ค่อยมีอะไรแปลกใหม่ให้เห็นเลย ทำให้บอร์นยังคงเป็นสายลับที่ตามหาความจริงเกี่ยวกับเบื้องหลังของตัวเองต่อไปเรื่อยๆ ซึ่งถ้าหากคุณเป็นแฟนที่ต้องการเข้ามาหาความแปลกใหม่ หรือเป็นคนที่เคยติดตามหนังของบอร์นแบบไม่ประติดประต่อแล้วละก็อาจจะรู้สึกผิดหวังได้พอสมควรเลยทีเดียว นอกจากนี้สิ่งหนึ่งที่ผมค่อนข้างจะผิดหวังก็คือความเชื่อมโยงกับภาค Bourne Legacy ที่ถือได้ว่าเป็นภาค 4 ของหนังเรื่องนี้นั้นแบบจะเรียกได้ว่าไม่มีปรากฏอยู่เลย (ผมขอแนะนำให้ผู้อ่านทุกๆ คนไปติดตามดูเอาในโรงภาพยนตร์เอาจะได้อรรถรสมากกว่า)

หนังแนว Action พาเพลิน

ถ้าหากคุณต้องการดูหนังแอ็กชันสักเรื่องในช่วงนี้แล้วละก็หนังเรื่อง เจสัน บอร์น จะเป็นหนังเรื่องแรกที่ผมแนะนำให้ผู้อ่านไป ติดตามรับรองได้เลยว่าคุณจะสนุกไปกับฉากแอ็กชันมันๆ และการไล่ล่าสุดดุเดือดที่คุณจะไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อนอย่างแน่นอน และรับรองได้เลยว่าคุณจะลุ้นระทึกไปกับทุกฉากๆ ที่ปรากฏอยู่ในเรื่องแน่ๆ (เว้นเสียแต่ว่าคุณจะงงกับตัวละครไปซะก่อนนนะ)

Rabbit Score 7/10


avatar
by A.J.Style
A.J.Style นักเขียนหนุ่มอารมณ์ดี อายุ 23 ปี อดีตนักกีฬา MMA (ที่ชื่นชอบเรื่องราวลึกลับและซุปเปอร์ฮีโร่เป็นพิเศษ) ปัจจุบันนี้รับหน้าที่เขียนเรื่องเกี่ยวกับ ภาพยนตร์,เคล็ดลับน่ารู้ และ ดวง

อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับ

เรื่องที่คุณอาจสนใจ

loading icon