มาตรการรัฐช่วยอะไรบ้าง ในยามแก่ชรา ?

posted: 1 year ago
มาตรการรัฐช่วยอะไรบ้าง ในยามแก่ชรา ?

comments

หลายประเทศทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ “สังคมผู้สูงอายุ” (Aging Society) หรือสังคมที่มีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไป ที่อยู่จริงในพื้นที่ต่อประชากรทุกช่วงอายุในพื้นที่เดียวกัน ในอัตราเท่ากับหรือมากกว่าร้อยละ 10 ขึ้นไป

หรือมีประชากรอายุ 65 ปีขึ้นไปที่อยู่จริงในพื้นที่ต่อประชากรทุกช่วงอายุในพื้นที่เดียวกัน ในอัตราเท่ากับหรือมากกว่าร้อยละ 7 ขึ้นไป โดยส่วนใหญ่เป็นผลมาจากที่แต่ละประเทศมีระบบสาธารณสุขดีขึ้น และ มีอัตราการเกิดต่ำ

 

 


“สังคมผู้สูงอายุ” ในประเทศไทย

 

ตั้งแต่ปี 2546 ประเทศไทยได้เริ่มเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ โดยมีประชากรอายุ 60 ปี หรือมากกว่าเป็นจำนวน 6.6 ล้านคน หรือ 10% ของประชากรทั้งหมด จากนั้นมา ในปี 2558 จำนวนผู้สูงอายุก็เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนเป็น 10.5 ล้านคน หรือ 16% ของประชากรทั้งหมด

ซึ่งสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือ TDRI คาดว่าอีก ในปี 2564 สังคมไทยจะเป็นสังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ โดยจะมีผู้สูงอายุ 14 ล้านคน หรือ 20% ของประชากรทั้งหมด

การเข้าสู่ “สังคมผู้สูงอายุ” นั้นจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ และสวัสดิการของผู้สูงอายุอย่างมาก เพราะมีผู้สูงอายุเพียงร้อยละ 38 เท่านั้น ที่ยังทำงานอยู่ด้วยเหตุผลต่าง ๆ ทั้งทางเศรษฐกิจ และสังคม

เนื่องจากผู้สูงอายุมีข้อจำกัดอยู่มาก ทั้งสุขภาพไม่เอื้ออำนวยต่อการประกอบอาชีพ สุขภาพเสื่อมโทรมลง ถูกทอดทิ้ง และขาดการอุปการะเลี้ยงดู และจากผลสำรวจปี 2557 พบว่า 1 ใน 3 ของผู้สูงอายุไทย รายได้ต่ำกว่าเส้นความยากจน ประมาณ 30,000 บาทต่อปี หรือ 2,647 บาทต่อเดือน

 


 

เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ

 

มาตรการช่วยเหลือผู้สูงอายุจากรัฐ มีอะไรบ้าง ?

 

นอกจากมาตรการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยแล้ว รัฐยังมีมาตราการช่วยเหลือผู้สูงอายุอีกด้วย เนื่องจากรัฐได้เล็งเห็นความสำคัญของการรองรับผู้สูงวัย แม้ก่อนหน้านี้รัฐได้มีแนวทางการช่วยเหลือผู้สูงอายุ เพื่อเน้นสร้างหลักประกันรายได้ยามชราภาพให้กับผู้สูงอายุแล้ว

แต่ก็ยังไม่เพียงพอต่อการดำรงชีวิตให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น รัฐจึงได้ออกมาตรการนี้ เพื่อมุ่งหวังให้ผู้สูงอายุมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และมีความพร้อมเข้าสู่สังคมสูงวัย ทั้งความพร้อมทางด้านสุขภาพ และจิตใจ

มาตรการของรัฐที่สอดรับกับสังคมผู้สูงอายุในประเทศไทย มีดังนี้

 

  • การจ้างงานผู้สูงอายุ

การจ้างงานผู้สูงอายุ เป็นมาตรการด้านภาษี เพื่อสนับสนุนให้บริษัทเอกชนรับผู้สูงอายุ หรือบุคคลที่มีอายุมากกว่า 60 ปี เข้าทำงาน โดยสามารถนำรายจ่ายอัตราค่าจ้าง ซึ่งจะต้องไม่เกิน 15,000 บาทต่อคนต่อเดือน มาหักรายจ่ายภาษีได้ 2 เท่า

โดยนายจ้างสามารถขอใช้สิทธิได้ไม่เกินร้อยละ 10 ของจำนวนลูกจ้างทั้งหมด ทั้งนี้ ลูกจ้างผู้สูงอายุจะต้องไม่เป็นผู้ถือหุ้นของกิจการ กรรมการ ผู้บริหาร หรือเคยเป็นผู้บริหารของกิจการ

 

  • การสร้างที่พักอาศัยสำหรับผู้สูงอายุ

การสร้างที่พักอาศัยสำหรับผู้สูงอายุ (Senior Complex) เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุให้มีที่พักอาศัยที่ปลอดภัย มีอุปกรณ์ใช้สอยที่เหมาะสม และอยู่ในความดูแลของแพทย์และพยาบาล

เช่น จัดตั้งโครงการสร้างที่พักอาศัยสำหรับผู้สูงอายุในพื้นที่ราชพัสดุ โดยกำหนดอัตราค่าเช่าและค่าธรรมเนียม ในอัตราเดียวกันกับโครงการบ้านธนารักษ์ประชารัฐ

 

เบี้ยยังชีพผู้สูููงอายุ

 

 

  • สินเชื่อที่อยู่อาศัย สำหรับผู้สูงอายุ

สินเชื่อที่อยู่อาศัย สำหรับผู้สูงอายุ (Reverse Mortgage : RM) คือ มาตรการที่มอบหมายให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจนำร่อง เพื่อดำเนินการมาตรการสินเชื่อที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุ (Reverse Mortgage) เพื่อให้ผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขี้นไป สามารถนำที่อยู่อาศัยที่ตนมีกรรมสิทธิ์ และปลอดภาระหนี้ มาเปลี่ยนเป็นรายได้ในการดำรงชีพเป็นรายเดือน

กองทุนบำเหน็จบำนาญแห่งชาติ (กบช.) เป็นกองทุนสำรองเลี้ยงชีพภาคบังคับสำหรับแรงงานในระบบ ที่มีอายุตั้งแต่ 15 – 60 ปี ซึ่งไม่ได้เป็น สมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ โดยให้มีการจ่ายเงินเข้ากองทุนจากลูกจ้าง และนายจ้าง

ซึ่งลูกจ้างจะได้รับบำนาญหรือบำเหน็จเมื่ออายุครบ 60 ปี เพื่อให้แรงงานกลุ่มดังกล่าวมีรายได้ที่เพียงพอ ในการดำรงชีวิตหลังเกษียณ ซึ่ง กบช. จะกำหนดเปิดรับสมาชิกในปี 2561 เป็นต้นไป

 


 

เงินเบี้ยยังชีพจากภาครัฐ

 

เงินเบี้ยยังชีพจากรัฐ เป็นเงินเดือนที่รัฐมอบให้แก่ผู้สูงอายุไว้ใช้ในการดำรงชีพ โดยผู้สูงอายุที่สามารถรับเบี้ยยังชีพนี้ได้จะต้องทำการขึ้นทะเบียนรับเบี้ยผู้สูงอายุก่อน โดยรัฐจะมีเกณฑ์การมอบเงินเบี้ยยังชีพดังนี้

  • ผู้สูงวัย ที่มีช่วงอายุ 60-70 ปี จะได้รับเงินเบี้ยยังชีพ 600 บาทต่อเดือน
  • ผู้สูงวัย ที่มีช่วงอายุ 70-80 ปี จะได้รับเงินเบี้ยยังชีพ 700 บาทต่อเดือน
  • ผู้สูงวัย ที่มีช่วงอายุ 80-90 ปี จะได้รับเงินเบี้ยยังชีพ 800 บาทต่อเดือน
  • ผู้สูงวัย ที่มีอายุตั้งแต่ 90 ปีขึ้นไป จะได้รับเงินเบี้ยยังชีพ 1,000 บาทต่อเดือน

 

ส่วนผู้สูงอายุที่มีรายได้ไม่ถึง 100,000 บาทต่อปี รัฐจะมอบเงินยังชีพให้รายละ 1,200 – 1,500 บาท โดยเงินที่นำมาปรับเบี้ยให้มากขึ้น มาจากเงินบำรุงกองทุนผู้สูงอายุอัตราร้อยละ 2 ของการ เก็บภาษีจากสินค้าสุราและยาสูบ

ตามกฎหมายว่าด้วยภาษีกรมสรรพาสามิต หรือผู้ที่สละเบี้ยยังชีพของตนเองเข้าสู่กองทุนผู้สูงอายุตามโครงการสละสิทธิรับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ นับเป็นการนำเงินมาแบ่งปันให้กับผู้สูงอายุที่มีรายได้น้อย

แม้จะมีมาตรการรัฐที่คอยช่วยเหลือ เมื่อคุณปลดเกษียณจากการทำงาน และเข้าสู่วัยสูงอายุแล้ว แต่คุณอาจจะกังวลว่า ความช่วยเหลือดังกล่าวจะไม่เพียงพอต่อการดำรงชีวิต หรือไว้ใช้ในยามฉุกเฉิน

เพราะฉะนั้น คุณควรวางแผนเกษียณไว้ด้วย เช่น การทำ “ประกันบำนาญ” ซึ่งเป็นการประกันชีวิตที่ให้ความคุ้มครองรายได้ของผู้เอาประกันหลังเกษียณอายุการทำงาน ซึ่งกรมธรรม์นี้จะช่วยให้คุณมั่นใจว่า จะมีรายได้ที่เพียงพอต่อการดำรงชีพในชีวิตหลังเกษียณ


avatar
by wacheese
เรื่องที่คุณอาจสนใจ
loading icon