คลิกปุ๊บ เทียบปั๊บ ประหยัดเลย

จ-ส: 8.00 น. - 19.00 น.

How to ทาสีบ้านสวยด้วยตัวเองได้แบบไม่ต้องง้อช่าง

การทาสีบ้าน นอกจากจะทำให้บ้านดูสวยเหมือนใหม่แล้ว ยังเป็น การเพิ่มมูลค่าบ้าน ได้แบบมหาศาลสำหรับใครที่อยากเริ่มลงทุนในอสังหาริมทรัพย์อีกด้วย

แต่หลายๆคนพอนึกถึงการมานั่งทาสีด้วยตัวเองแล้ว ก็เริ่มจะถอดใจอย่างรวดเร็ว เพราะมันดูเป็นเรื่องยุ่งยากและวุ่นวายเสียเหลือเกิน แต่ก็ลังเลกับการที่ต้องไปจ้างช่างเพราะกลัวว่ามันจะเพิ่มรายจ่ายให้กับค่าปรับปรุงบ้านอีก

แต่ไม่ต้องกังวลไป เพราะวันนี้ แรบบิท ไฟแนนซ์ มี 6 ข้อควรรู้ที่จะทำให้คุณสามารถทาสีบ้านสวยขอคุณได้ด้วยตัวเอง แบบไม่ต้องง้อช่างอีกต่อไป

[rabbitads slug=banner1]


ประเภทของสีทาบ้าน

6 ข้อควรรู้ ทาสีบ้านสวยได้เองแบบไม่ต้องง้อช่าง

1. ประเภทของสีทาบ้าน

ก่อนจะเริ่มทาสีบ้าน เราต้องรู้จักเลือก ประเภทของสีทาบ้านให้เหมาะสม เพราะ การเลือกสีให้เหมาะกับวัสดุนั้น นอกจากจะช่วยให้สีบ้านสวยขึ้นและยังยืดอายุของสีให้ติดทนขึ้นอีกด้วย

ประเภทของสี

  • สีน้ำมันหรือสีเหลือบเงา

เหมาะกับงานไม้หรืองานโลหะภายในบ้าน หรือบางทีก็ใช้กับพื้นคอนกรีตหรือพื้นปูได้เหมือนกัน โดยสีประเภทนี้จะช่วยเพิ่มความเงางามให้กับวัตถุ และยังสามารถ ทำความสะอาด ได้ง่ายอีกด้วย แต่ก็มีข้อเสีย คือ ราคาที่ค่อนข้างสูงและแห้งช้า (ประมาณ 6 ชั่วโมง) นั่นเอง

  • สีย้อมไม้

เหมาะกับงานไม้ทั้งภายในและภายนอกบ้าน เช่น วงกบ ประตู หน้าต่าง ผนัง รั้วบ้าน ราวบันได เป็นต้น โดยมันจะช่วยขับสีของไม้ให้สวยงามมากขึ้น และช่วยรักษาเนื้อไม้เพื่อยืดอายุในการใช้งานอีกด้วย

  • สีน้ำพลาสาติกหรือสีอะคริลิค

เป็นสีนิยมใช้กันมากที่สุด โดยสามารถใช้ได้ทั้งภายในและภายนอกบ้าน โดยสามารถทาได้ทั้งผิวพื้นปู คอนกรีต รวมทั้งอิฐหรือกระเบื้องแผ่นเรียบได้ด้วย โดยสีทาภายนอกจะมีราคาแพงกว่า เพราะเป็นอะคริลิคแบบ 100 % และยังมีส่วนผสมของสารอื่นๆที่ช่วยป้องกันสภาพอากาศภายนอก อย่าง แดด ฝน เชื้อรา ตะไคร้ได้อีกด้วย

2. เกรดของสี

นอกจากประเภทแล้วเกรดของสี ก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่เราควรรู้ เพราะ เกรดของสีจะทำให้เรารู้ว่าสีไหนจะติดทนนานแค่ไหน และเหมาะกับการทาในส่วนไหนของบ้าน ซึ่งเกรดของสีทาบ้านแบ่งเป็น

  • เกรดA

มีส่วนผสมของอะคริลิค 100% เป็นสีที่มาจากทางฝั่งยุโรป มีคุณภาพสูง อายุการใช้งานยาวนาน ตั้งแต่ 5-10 ปี

  • เกรดB

มีส่วนผสมของอะคริลิค 100% เช่นกัน เป็นสีที่มาจากแถบเอเชีย มีคุณภาพกลางๆ อายุการใช้งานประมาณ 3-5 ปี

  • เกรดC

มีส่วนผสมของอะคริลิค 70% และจะผสมสารอื่นๆเข้าไปอีก 30% คุณภาพพอใช้ อายุการใช้งานประมาณ 1-3 ปี

  • เกรดD

เป็นสีเกรดต่ำสุด จะมีสารอื่นๆผสมอยู่ในสีมากกว่า 30% ส่วนผสมของอะคริลิคก็จะน้อยลงตามลำดับ


สีทาภายนอก-VS-สีทาภายใน

3. สีทาภายนอก VS สีทาภายใน

นอกจากการเลือกประเภทของสีให้เหมาะสมกับวัสดุที่จะทาแล้ว การเลือกสีที่เหมาะกับสถานที่ที่จะทาก็สำคัญเช่นกัน แน่นอนว่า สีทาภายนอกบ้าน และสีที่ใช้ทาภายในบ้านนั้นมีความแตกต่างกัน เราจะต้องเลือกใช้งานให้ถูก

ที่แบบนี้เพราะว่า สีที่ใช้สำหรับทาภายนอกบ้านนั้น จะได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศมากกว่าสีที่ทาในบ้าน จึงทำให้สีนอกบ้านนั้นหลุดหรือดูเก่าง่ายกว่า

เราจึงควรเลือกสีที่ทนทานมากกว่านั่นเอง และหากคุณต้องการทาสีภายนอกบ้าน เราขอแนะนำให้คุณใช้สีอะครีลิค เพราะ มันทนแดดทนฝนได้ดีกว่า หลุดยากและทำความสะอาดได้ง่ายกว่าด้วย

ส่วนสีทาภายในนั้นเลือกใช้สีน้ำพลาสติก ก็จะติดทนได้เช่นกัน ควรเลือกเนื้อสีที่มีความเงา และสามารถเช็ดทำความสะอาดได้ง่าย โดยต้องไม่มีเนื้อสีติดมากับผ้าที่เช็ด

นอกจากนี้ สิ่งที่เราไม่ควรมองข้ามคือ ต้องเป็นสีที่ปราศจากเคมีและกลิ่น โดยเฉพาะสีในห้องนอน เพื่อสุขภาพที่ดีของสมาชิกครอบครัวภายในบ้าน จึงควรพิจารณาเคมีภัณฑ์ที่เป็นส่วนผสมของสี ก่อนที่จะเลือกสีแต่ละประเภทมาทาในห้อง

[rabbitads slug=banner2]


เตรียมพื้นผิวบ้านก่อนทาสี

4. เตรียมพื้นผิวบ้านก่อนทาสี

ในการทาสีบ้านให้อยู่ทนอยู่นานและสวยงามตามต้องการนั้น จะต้องทาสีบนพื้นผิวที่ไม่มีสภาพเป็นกรดด่าง หรือ มีฝุ่นเกาะกวนใจ และจะต้องแห้งสนิท ไม่ชื้นเท่านั้น เพราะถ้าทาบนพื้นผิวที่ชื้ออาจจะทำให้เกิดเชื้อราหรือบวมจนสีหลุดได้

นอกจากนั้นควรทาบนผนังเรียบ ไม่ขรุขระ ไม่มีรอยแตกหรือรอยราวก็จะทำให้สามารถทาสีได้ง่ายขึ้น หากบ้านของเรามีสีเดิมอยู่แล้วเราควรขูดสีเก่าหรือขูดสนิมต่างๆออกให้หมด และทาสีรองพื้นก่อนที่จะลงสีจริงลงไป เพื่อความสวยงามของบ้านนั่นเอง


[rabbitads slug=full-screen]

ทาสีรองพื้นช่วยยืดอายุ

5. ทาสีรองพื้นช่วยยืดอายุ

หลายๆคนเลือกที่จะข้ามขั้นตอนการทาสีรองพื้น เพราะ ไม่อยากเสียเวลาทาสีหลายรอบ แต่รู้หรือไม่ว่า การทาสีรองพื้นจะช่วยยืดอายุสีบ้านของคุณได้มากขึ้นเป็นกองเลย โดยสีทารองพื้น คือ สีที่เราจะทาก่อนที่จะทาสีจริงลงไป

เพื่อลดความเป็นกรดของพื้นปูนและคอนกรีตทำให้สีบ้านของเรายึดเกาะกับวัสดุได้ดีขึ้นและติดทนนานขึ้นอีกด้วย ขั้นตอนนี้จึงเป็นขั้นตอนสำคัญ และไม่ควรมองข้ามเด็ดขาดถ้าคุณอยากทาสีบ้านสวยด้วยตัวเอง


ขั้นตอนในการทาสี

หลังจากเลือกซื้อสีกันมาเรียบร้อยแล้ว ก็ได้เวลาจับแปรงและลงมือละเลงสีบ้านกันสักที โดยขั้นตอนการทาสีบ้านสวยแบบมืออาชีพด้วยตัวเอง มีดังนี้

  • เทสีในกระป๋องและคนให้เข้ากันก่อน

เนื่องจากสีที่ถูกทิ้งไว้นานมักจะนอนก้น โดยเราสามารถใช้น้ำมันสนผสมเล็กน้อย เพื่อให้เนื้อสีมีความหนืดกำลังพอดี หลังจากนั้นจึงกวนสีและน้ำมันสนให้เข้ากัน

  • การจุ่มแปรงทาสี

ควรจุ่มแค่ปลายแปรงและเริ่มทาจากขอบชิ้นงานด้านใดด้านหนึ่งก่อน หลังจากทาแนวแรกแล้วจึงทาแนวที่สองให้เกยทับแนวแรกเล็กน้อยตลอดชิ้นงาน

  • สำหรับการทาสีทุกประเภทควรทาประมาณ 2 – 3 รอบ

โดยทิ้งระยะให้สีที่ทาครั้งแรกแห้งสนิทก่อนจึงทาทับครั้งต่อไป ที่สำคัญอย่าทาสีเกิน 5 รอบ เนื่องจากจะทำให้ชั้นของสีมีความหนาเกินไป และหลุดร่อนได้ง่าย และควรสำรวจตามซอกมุมต่างๆและทาสีให้ทั่วบริเวณที่ต้องการ


เพิ่มลูกเล่นให้บ้านสวยด้วยสีสันหลากหลาย

เพิ่มลูกเล่นให้บ้านสวยด้วยสีสันหลากหลาย

นอกจากการทาสีผนังบ้านแล้ว การเพิ่มลูกเล่นต่างๆ อย่างการทาสีขอบประตู หรือขอบหน้าต่างให้มีสีแตกต่างกันไป หรือ แม้แต่การเปลี่ยนสี เฟอร์นิเจอร์ เก่าให้บ้านให้แปลกตามากขึ้น ก็จะช่วยทำให้บ้านของเราดูมีเอกลักษณ์มากขึ้น และยังถือเป็นการเพิ่มลูกเล่นและเพิ่มความสนุกในการทาสีบ้านใหม่ได้ด้วย

เห็นมั้ยคะว่า การทาสีบ้านด้วยตัวเองไม่ได้ยากอย่างที่คิดเลย เพียงแค่จำทริคเหล่านี้และนำไปปรับใช้ เราก็สามารถตกแต่งทาสีบ้านใหม่ด้วยตัวเองได้แบบไม่ต้องง้อช่างอีกต่อไปแล้ว

V.yada
V.yada
Previous
Next

บทความแนะนำ​

Rabbit Finance เข้าซื้อกิจการ Asia Direct
ข่าวประชาสัมพันธ์

Rabbit Finance acquires Asia Direct Insurance Broker

Rabbit Finance acquires Asia Direct Insurance Broker Rabbit Finance, the …

Rabbit Finance เข้าซื้อกิจการ Asia Direct
ข่าวประชาสัมพันธ์

Rabbit Finance เข้าซื้อกิจการ Asia Direct

Rabbit Finance เข้าซื้อกิจการ Asia Direct Rabbit Finance ผู้นำด้านการเงินและการประกันออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ซึ่งเป็นแบรนด์ภายใต้บริษัทย่อยของบริษัท วีจีไอ …

คอนแทคเลนส์-ตาแห้ง
ประกันสุขภาพ

ภัยร้ายจาก คอนแทคเลนส์ ใส่อย่างไรไม่ให้เสี่ยงตาบอด

เชื่อว่าทุกคนคงเคยได้ยินวลีที่กล่าวว่า “ดวงตาเป็นหน้าต่างของหัวใจ” เพราะคนเราสามารถสื่อสารกันได้เพียงแค่มองตากัน หรือการส่งสายตาปิ๊ง ๆ ไปให้อีกฝ่ายเป็นการบ่งบอกสัญญาณอะไรบางอย่าง เรียกได้ว่าดวงตาของคนเรานั้นมีประโยชน์มากกว่าที่คิด ไม่ใช่แค่ใช้สำหรับการมองเห็นเท่านั้น แต่ยังสามารถสื่อสารกับคนอื่น ๆ …