ภูสอยดาว ฉบับคนรักเที่ยวแต่งบไม่เป็นใจ

posted: 1 week ago
ภูสอยดาว ฉบับคนรักเที่ยวแต่งบไม่เป็นใจ

comments

ประเทศไทยเข้าสู่หน้าหนาวเต็มตัวเเล้ว แต่เอ๊ะทำไมยังรู้สึกไม่หนาวสักที อยากสัมผัสอากาศหนาวอะ เอาอย่างนี้ rabbit finance มีที่เที่ยวที่จะทำให้คุณฟินกับอากาศหนาว แม้ไม่ต้องไปถึงเชียงใหม่ เพราะเราจะพาคุณไป ภูสอยดาว

เมื่อไม่นานมานี้ rabbit finance ได้ขึ้นไปพิชิตมาแล้วค่ะ บอกเลยไม่ใช่เล่นๆ ก็ภูสอยดาวเนี่ยถือเป็นยอดเขาสูงอันดับ 4 ในประเทศไทย เชียวนะ ได้ยินแบบนี้ทำหลายคนถอดใจแล้วใช่ไหมคะ แต่จริงๆ มันไม่ได้ยากเลยค่ะ เดี๋ยว rabbit finance จะเป็นไกด์พาเที่ยวให้เอง


ภูสอยดาว
ขอบคุณภาพจาก : th.wikipedia.org

เริ่มต้นเดินทางไปพิชิต ภูสอยดาว ฉบับคนรักเที่ยวแต่งบไม่เป็นใจ

บอกไว้ก่อนเลย ทริปนี้เกิดขึ้นเพราะความอยากเที่ยวล้วนๆ ติดตรงที่งบมันมีจำกัดนี่สิ แต่ไม่ได้เราต้องทำตามเสียงหัวใจ ยังไงก็ต้องไป หาเพื่อน แพลนทริป ฟิตร่างกาย จัดไป 3 วัน 2 คืน พร้อมลุย!

ด้วยความที่งบน้อยเราเลือกที่จะนั่งรถไฟจากสถานีกรุงเทพฯ ไปลงสถานีพิษณุโลก นั่งรถไฟชั้น 3 ขบวนที่ 51 ออกจากกรุงเทพฯ 22.00 น. ถึงพิษณุโลก 04.37 น. (เวลาอาจจะไม่แน่นอน) เรานัดพี่เก่ง คนขับรถสองแถวที่จะพาไปส่งอุทยานแห่งชาติภูสอยดาว ตอนตี 5

บรรยากาศระหว่างทางหมอกลงหนามาก (ขอบคุณภาพจาก : Warissara Sawatchai)

และแล้วพี่เก่งก็มา จากสถานีพิษณุโลกไปอุทยานแห่งชาติภูสอยดาวใช้เวลาประมาณ 4 ชั่วโมง หลับยาวๆ ไปเลยค่ะ แต่ระหว่างทางพี่เก่งจะแวะ ตลาดชาติตระการ ซื้อเสบียงระหว่างขึ้นภู แล้วก็เตรียมเสบียงไว้อยู่ข้างบน 3 วัน 2 คืน ทริปนี้เราไปกัน 5 คน ค่ะ เราลงเงินกองกลางกันคนละ 1,200 บาท

เราซื้อทั้งเสบียงของสดของแห้ง แต่ที่ขาดไม่ได้เลยคือ น้ำดื่ม ข้าวกลางวัน ลูกอม เอาไว้ทานระหว่างเดินขึ้นภู ถ้าไม่มีพวกนี้คือ เกมค่ะ!

เมื่อซื้อเสบียงเสร็จ เราก็นั่งรถพี่เก่งไปอีกประมาณ 2 ชั่วโมง ถึงอุทยานประมาณ 9 โมงค่ะ เติมพลังด้วยข้าวเช้าจากอุทยาน อ๋องานนี้เราไม่จ้างลูกหาบนะคะ แบกเสบียง แบกเต็นท์ แบกเองหมด ขึ้นภูแบบมีอรรถรสสุดๆ แต่ถ้าร่างกายใครไม่ฟิตแนะนำจ้างลูกหาบก็ได้ค่ะ 

หลังจากเสียค่าเข้าอุทยาน ค่ากางเต็นท์ เรายังต้องเสียค่าขยะ 200 บาท ซึ่งเป็นค่ามัดจำ ถ้าขาลงเราเอาขยะของเราลงมาด้วย เราจะได้ 200 บาท คืนค่ะ 


ภูสอยดาว
ขอบคุณภาพจาก : Facebook Warissara Sawatchai

ก้าวแรกของการเดินขึ้น ภูสอยดาว ขุ่นพระฉันมาทำอะไรที่นี่!

ด้วยความบ้าบวกกับความลุย มันไม่ใช่ง่ายๆ เลยค่ะที่จะแบกกระเป๋า 10 กิโล ขึ้นภูสอยดาว ยิ่งภูสอยดาวเป็นยอดเขาสูงอันดับ 4 ของประเทศไทย ความสูง 2,102 เมตร แล้วเส้นทางคือ ชันมากค่ะ บางจุดก็มีบันได บางจุดก็ไม่มีต้องใช้มือ ใช้ไม้ค้ำ ปีนขึ้นไปค่ะ

จากจุดเริ่มต้นไปยังลานสน ระยะทาง 6.5 กิโลเมตร จะต้องผ่านเนินทั้ง 5 ได้แก่ เนินส่งญาติ เนินปราบเซียน เนินป่าก่อ เนินเสือโคร่ง แล้วเนินสุดท้ายคือ เนินมรณะ แค่ชื่อก็ถอดใจแล้วใช่ไหมคะ พอขึ้นจริงๆ เนินส่งญาติ กับเนินมรณะเนี่ยแหละค่ะที่หินสุด ชันสุด อยากโยนกระเป๋าที่แบกมาทิ้งไว้กลางทางเลย

ภูสอยดาว
แวะพักสักหน่อย หลังจากที่เผชิญกับเนินส่งญาติ และนั่นคือเราเองค่ะ สวยสุดในทริป เพราะเป็นผู้หญิงคนเดียว อิอิ (ขอบคุณภาพจาก : Facebook Art Chayapol)
ภูสอยดาว
ร่างกายเริ่มไม่สู้ดี เหนื่อยมาก แงง (ขอบคุณภาพจาก : Facebook Warissara Sawatchai)

บอกเลยค่ะ เนินส่งญาติคือ ไม่ธรรมดากว่าจะผ่านมาได้เหงื่อแตก เหนื่อยร่างแทบขาด เราเลยแวะกินข้าวเที่ยงเติมพลังสักหน่อย ข้าวเหนียวไก่ย่างช่วยชีวิตได้ดีจริงๆ ค่ะ ทำให้เนินปราบเซียน เนินป่าก่อ เนินเสือโคร่ง ถึงจะเป็นทางชันบ้างแต่เดินชิลล์ๆ ได้เลยค่ะ

ไม่ทันขาดคำ เราก็มาถึงเนินมรณะซะแล้ว แค่ชื่อก็ทำเอาใจสั่น แต่ไม่ได้มันต้องไปต่อจะหันหลังกลับตอนนี้ไม่ได้แล้ว ลุย!

ภูสอยดาว
แวะพักเหนื่อยหลังจากเจอทางชัน ที่เนินมรณะ (ขอบคุณภาพจาก : Facebook Warissara Sawatchai)

เนินปราบเซียนว่ายากแล้ว เนินมรณะคือ ยากกว่าค่ะ! แง…เหนื่อยมาก ต้องแวะพักบ่อยๆ แล้วแดดก็ร้อนมาก แต่บอกเลยวิวข้างบนคือที่สุดจริงๆ มองวิวแล้วลืมไปเลยว่าเคยเหนื่อย พร้อมลุยให้ถึงลานสน เดินต่อไม่รอแล้วนะ

ภูสอยดาว
แวะถ่ายภาพเป็นที่ระลึกสักหน่อย (ขอบคุณภาพจาก : Facebook Kritsada Ninlapat)

ในที่สุดเราก็มาถึงป้าย “ผู้พิชิตลานสนภูสอยดาว” ด้านบนตอน 16:00 น. ใช้เวลาไป 6 ชั่วโมง! ถ่ายรูปสักนิด แล้วเดินไปลานสนจุดกางเต็นท์เลยค่ะ

ด้านบนจะมีจุดกางเต็นท์ มีห้องน้ำแยกชายหญิงแต่จะต้องตักน้ำจากลำธารธรรมชาติ ที่แสนเย็นยะเยือกมาอาบนะคะ แล้วก็ด้านบนมีน้ำดื่มจากน้ำฝนด้วยค่ะ รสชาติไม่แย่ ไม่มีกลิ่น แถมเย็นสดชื่นเหมือนดื่มน้ำเย็นด้วยล่ะ 

ภูสอยดาว
จุดชมวิวพระอาทิตย์ตก บนลานสนภูสอยดาว (ขอบคุณภาพจาก : Facebook Warissara Sawatchai)

ถึงเวลากางเต็นท์ เรามาร่วมด้วยช่วยกัน คนละไม้คนละมือ ระหว่างที่พวกเรากำลังยุ่งกับเต็นท์ อยู่ๆ เจ้าหน้าที่อุทยานวิ่งมาแล้วบอกว่า “ไปดูพระอาทิตย์ตกเร็ว วันก่อนๆ ฝนตกไม่เห็นเลยนะ เพิ่งมีวันนี้” เอ้าพูดขนาดนี้วางเต็นท์สิคะรออะไร

ภูสอยดาว
และนี้คือเต็นท์น้อยๆ ของเราเอง (ขอบคุณภาพจาก : Facebook Warissara Sawatchai)

หลังจากดูพระอาทิตย์ตกเราก็รีบมาจัดเต็นท์ต่อ ทำอาหารเย็นแสนอร่อย เช่าเตาถ่าน ซื้อถ่าน ย่างหมูกิน ท่ามกลางอุณหภูมิ 12 องศา ฟินสุด แต่อุณหภูมิขนาดนี้แน่นอนว่า เรื่องอาบน้ำขอยกยอดไปอีกวันก็แล้วกันค่ะ ทำใจไม่ได้ที่ต้องโดนน้ำเย็นขนาดนี้~

ภูสอยดาว
เดินแถว หน้ากระดานเรียงหนึ่ง เที่ยวบนลานสนภูสอยดาว (ขอบคุณภาพจาก : Facebook Kritsada Ninlapat)

เที่ยวบนลานสนต่อไม่รอแล้วนะ

หลังจากที่หลับเต็มตื่นแล้ว วันที่ 2 เราจะเที่ยวบนลานสนให้เต็มอิ่มกันเลยค่ะ ในเดือนพฤศจิกายน อุทยานภูสอยดาว จะเปิดให้นักท่องเที่ยวขึ้นยอดภูสอยดาว แต่เราไปเดือนตุลาคมทำให้ส่วนนี้ปิดไม่ให้นักท่องเที่ยวขึ้น แต่ด้านบนก็มีที่เที่ยวให้เที่ยวเยอะเลยนะคะ เดี๋ยวเราจะมาแนะนำให้รู้จักเอง

ภูสอยดาว
ต้นสน บนลานสนภูสอยดาว (ขอบคุณภาพจาก : Facebook Warissra Sawatchai)
ภูสอยดาว
ดอกหงอนนาก พระเอกประจำภูสอยดาว (ขอบคุณภาพจาก : Facebook Warissara Sawatchai)
  • สำรวจพืชพรรณไม้บนลานสน

ลานสนเป็นพื้นที่ป่าธรรมชาติ เป็นที่ราบบนภูสอยดาว ตั้งอยู่สูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 1,633 เมตร มีพันธุ์ไม้ที่เป็นไฮไลท์ประจำที่นี้อย่าง ต้นสนสามใบ ขึ้นอยู่เต็มพื้นที่ และในช่วงฤดูฝนเดือนสิงหาคมถึงเดือนตุลาคมของทุกปี จะมีดอกหงอนนาคสีม่วงขึ้นให้เห็น ให้นักท่องเที่ยวได้ไปชมกัน

ภูสอยดาว
น้ำตกสายทิพย์ ทางลงจะยากนิดหน่อย ระวังลื่นกันด้วยนะจ๊ะ (ขอบคุณภาพจาก : Facebook Warissara Sawatchai)
  • น้ำตกสายทิพย์

น้ำตกขนาดเล็กบนลานสน มีทั้งสิ้น 7 ชั้น ความสูงแต่ละชั้นประมาณ 5-10 เมตร ด้วยความที่สภาพป่ามีความชุ่มชื้น จึงมีต้นมอสส์สีเขียวขึ้นปกคลุมตามก้อนหิน ทางลงไปดูน้ำตกอาจจะยากสักนิด แต่ไหนๆ ก็มาแล้วแนะนำว่าต้องไปดูค่ะ

ภูสอยดาว
หลักเขตไทย-ลาว บนลานสนภูสอยดาว (ขอบคุณภาพจาก : Facebook Warissara Sawatchai)
  • ตามหาหลักเขตแดนระหว่างประเทศไทย และสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว

เนื่องจากอุทยานแห่งชาติภูสอยดาว เป็นพื้นที่รอยต่อระหว่างประเทศไทย และสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว เพราะฉะนั้นด้านบนจะมีหลักเขตไทยลาวอยู่นั่นเอง แต่ต้องเดินหาหน่อยนะคะ แล้วอย่าเดินไปฝั่งสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวล่ะ ไม่งั้นโดนจับไม่รู้ด้วยนะ ว้าย… 

ใครอยากไปเที่ยวต่างประเทศเพียงแค่ไม่กี่ก้าวล่ะก็ ตามหาหลักเขตแดนให้เจอนะคะ 

ภูสอยดาว
ระหว่างรอพะอาทิตย์ตกดิน ก็เล่นอูโด้ท้าลมหนาวและกัน (ขอบคุณภาพจาก : Facebook Warissara Sawatchai)
  • ชมพระอาทิตย์ตกดินสุดฟิน

แม้ลานสนแห่งนี้จะไม่ขึ้นชื่อเรื่องพระอาทิตย์ตก แต่บอกเลยค่ะการเฝ้ามองพระอาทิตย์ตกท่ามกลางอากาศเย็นๆ ลมแรงๆ รายล้อมไปด้วยต้นสน มันก็จะฟินหน่อยๆ กระซิบสักนิดแถวๆ ที่ดูพระอาทิตย์มีสัญญาณโทรศัพท์ด้วยนะจ๊ะ

ภูสอยดาว
เงยหน้าไปก็เจอหมู่ดาว และทางช้างเผือกเลยจ้า สวยมาก ฟินสุด ภาพนี้อาจจะเเต่งสีนิดหน่อย แต่ช้างเผือกมีอยู่จริงนะเธอ (ขอบคุณภาพจาก : Facebook Art Chayapol )
  • ตกดึกเงยหน้ามองหาทางช้างเผือก

ลานสนนับเป็นแลนด์มาร์กอันดับต้นๆ ของเหล่าช่างภาพที่มาตามล่าทางช้างเผือก บอกเลยค่ะที่นี่คือที่สุดของการดูดาวจริงๆ ท้องฟ้าจำลองก็สู้ไม่ได้ เพราะแค่คุณเงยหน้าขึ้นไป คุณก็จะเจอดาวเต็มท้องฟ้าแบบนับไม่ถ้วน แถมยังเห็นทางช้างเผือกอีก นึกว่าฝันไป

วันที่ 3 ของทริป และแล้ววันกลับก็มาถึง ไม่อยากกลับเลย แง…บอกลาลานสน บ๊ายบายดอกหงอนนาค ขอบคุณเจ้าหน้าที่อุทยานด้านบนที่คอยอำนวยความสะดวกให้กับเรา

ภูสอยดาว
ถึงเวลาต้องลงภูแล้ว แดดเเรงมาก หาอะไรกันแดดด้วยนะจ๊ะ (ขอบคุณภาพจาก : Facebook Art Chayapol)

ถึงเวลาลงเราลงมาพร้อมกับขยะจากด้านบน เพื่อนำมาทิ้งข้างล่างเราก็จะได้เงินมัดจำ 200 บาท แล้วรู้ไหมคะขาลงเราทำเวลาได้ดีมากๆ ใช้เวลาลงแค่ 3 ชั่วโมงเท่านั้น! ผิดกับขาขึ้นเลย

เพราะลงมาเร็วเวลาเลยเหลือ เราแวะเล่นน้ำตกสักนิด อาบน้ำ กินข้าวเที่ยง นั่งรถสองแถวพี่เก่งไปที่สถานีรถไฟพิษณุโลก ขึ้นรถไฟขบวน 52 จากสถานีพิษณุโลกลงสถานีกรุงเทพฯ โดยสวัสดิภาพ ครั้งหน้าเราจะมาพิชิตยอดภูสอยดาวอีกรอบแน่นอน

ภูสอยดาว
ขาลงทำเวลาดีมาก แวะถ่ายรูป เถลไถลสักหน่อย (ขอบคุณภาพจาก : Facebook Art Chayapol)
ภูสอยดาว
พี่ๆ บนลานสนใจดีทุกคนเลยค่ะ ขอบคุณที่คอยอำนวยความสะดวกให้กับพวกเรา (ขอบคุณภาพจาก : Facebook Navin Chamroontad )

ค่าเสียหายสำหรับทริปนี้ ตลอด 3 วัน 2 คืน เราลงเงินกองกลางคนละ 1,200 บาท 5 คนก็ 5,000 ใช้ออกค่าใช้จ่ายดังนี้

  • ค่าเหมารถสองแถวไปกลับ 3,000 บาท
  • ค่าเข้าอุทยานคนละ 40 x 5 = 200 บาท
  • ค่ากางเต็นท์บนลานสนคนละ 30 x 5 = 150 บาท
  • ค่าเช่าอุปกรณ์ทำครัว 190 บาท
  • ค่าอาหาร ค่าเสบียง ค่าน้ำ ค่าขนม ตลอดทั้งทริป 1,500 บาท
  • ค่าอื่นๆ 500 บาท
  • ส่วนค่ารถไฟไปกลับรวมแล้ว 398 บาท (ส่วนนี้ต่างคนต่างออกนะคะ)

รวมค่าเสียหายที่โดนไป 1,598 บาท ตลอดทั้งทริป 3 วัน 2 คืน เห็นไหมคะว่างบน้อย เราก็เที่ยวได้ แต่ทั้งนี้เราสามารถเลือกทริปได้ว่าจะไปถูกไปแพง ร่างกายฟิตก็แบกขึ้นไปเองประหยัดค่าลูกหาบ ไม่อยากนั่งรถไฟจะนั่งรถทัวร์ก็ได้ แล้วแต่ความชอบของแต่ละคน แค่ใจเราพร้อมอะไรก็หยุดเราไม่ได้ค่ะ

ขอบคุณภาพหน้าปก : Facebook  Kritsada Ninlapat


avatar
by Echo Wave
วันไหนที่แรงบันดาลใจหมด หรือตัวตนตกหล่นไป เราจะไปริมน้ำและนั่งมอง ปล่อยให้ทุกสิ่งเคลื่อนไป แล้วทุกอย่างที่หายไปจะกลับมา...

เรื่องที่คุณอาจสนใจ

loading icon