ภาษีสีชมพู : เพราะเป็นผู้หญิง จึงต้องจ่ายแพงกว่า…งั้นหรอ?

posted: 2 months ago
ภาษีสีชมพู : เพราะเป็นผู้หญิง จึงต้องจ่ายแพงกว่า…งั้นหรอ?

comments

สาวๆเคยรู้ตัวกันมั้ยคะ ว่าตัวเองต้องจ่ายเงินซื้อของใช้ส่วนตัวแพงกว่าคุณผู้ชาย ถามว่ามากกว่าแค่ไหนหรอค่ะ ก็มากกว่าแค่ประมาณ  1,351 ดอลลาร์ หรือ ประมาณ 45,000 บาทต่อปีเท่านั้นเอง โอ้พระเจ้า!!! เงินหายไปแบบไม่รู้ตัวเลยนะเนี่ย แล้วทำไมผู้หญิงอย่างเราจึงต้องเสียเงินอะไรมากมายขนาดนี้ rabbit finance จะพาคุณไปหาคำตอบกันค่ะ


เพียงเพราะมัน “เป็นสีชมพูหวานแหวว” เลยต้องราคาแพงกว่า?

Pink Tax หรือที่ภาษาไทยเรียกว่า “ภาษีสีชมพู” หมายถึง จำนวนเงินที่ผู้หญิงต้องจ่ายมากกว่าผู้ชายในการซื้อสินค้าหรือบริการประเภทเดียวกัน เพียงเพราะมันเป็นสินค้าสำหรับผู้หญิงค่ะ

ไม่เพียงแต่ผู้หญิงจะมีรายได้น้อยกว่าผู้ชายเท่านั้น แต่ดูเหมือนว่าเราก็ต้องใช้เงินมากกว่าในการใช้ชีวิตด้วยเช่นกัน ซึ่งมันก็ส่งผลให้เรามี เงินเก็บ น้อยกว่าผู้ชายด้วย โดย The New York City Department of Consumer Affairs ได้ทำการวิจัยเกี่ยวกับ ภาษีสีชมพู เมื่อปี 2015 โดยการเปรียบเทียบราคาสินค้าต่างๆกว่า 800 ชนิด และค้นพบว่า ผู้ชายและผู้หญิง จ่ายเงินซื้อสินค้าในราคาต่างกันจริง ถึงแม้จะเป็นสินค้านั้นจะเป็นสินค้าประเภทเดียวกันก็ตาม โดยแบ่งได้เป็น

  • ของเล่นและเครื่องประดับ ผู้หญิงต้องจ่ายมากกว่าผู้ชาย 7%
  • เสื้อผ้าเด็ก ผู้หญิงต้องจ่ายมากกว่าผู้ชาย 4%
  • เสื้อผ้าผู้ใหญ่ ผู้หญิงต้องจ่ายมากกว่าผู้ชาย 8%
  • ของใช้ส่วนตัว เช่น แชมพู สบู่ น้ำยาดับกลิ่นกาย ผู้หญิงต้องจ่ายมากกว่าผู้ชาย 13%
  • ประกันสุขภาพผู้สูงอายุ ผู้หญิงต้องจ่ายมากกว่าผู้ชาย 8%

อีกสิ่งหนึ่งที่เป็นบทพิสูจน์ได้ว่าภาษีสีชมพูเป็นเรื่องจริง คือเรื่องของ ภาษีผ้าอนามัย ซึ่งหลายประเทศยังถือว่ามันเป็น “สินค้าฟุ่มเฟือย” และ เรียกเก็บภาษีในราคาแพงหูฉีก ทั้งที่ ประจำเดือนมันไม่ใช่สิ่งที่ผู้หญิงจะเลือกเป็นหรือไม่เป็นตอนไหนก็ได้ตามใจชอบซะหน่อย


ภาษีสีชมพู 2

ทำไมต้องเก็บภาษีผ้าอนามัย ทั้งที่ถุงยางยังเห็นไม่ต้องเก็บเลย?

ตลอดชีวิต ผู้หญิงจะเป็นประเดือนทั้งหมดประมาณ 2,535 วัน ตีคร่าวๆก็ประมาณ 7 ปี ซึ่งแน่นอนว่า ในช่วงเวลานั้น การใช้ผลิตภัณฑ์สำหรับซับระดูอย่าง “ผ้าอนามัย” ถือเป็นเรื่องจำเป็นอย่างมาก แต่ในหลายๆประเทศกลับมองว่า ผ้าอนามัย ถือเป็น “สิทธิพิเศษ” ไม่ใช่สิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน ทำให้มันมีราคาแพงซะจนผู้หญิงกว่าครึ่งนึงไม่สามารถเอื้อมถึงมันได้ค่ะ

อินเดีย ประกาศยกเลิกภาษีผ้าอนามัย

เมื่อวันที่ 22 กรกฏาคม 2018 ที่ผ่านมา เป็นเรื่องที่น่ายินดีมากว่า  ประเทศอินเดียได้ประกาศยกเลิกการเก็บ ภาษีผ้าอนามัย 12% ไปแล้ว หลังจากที่รัฐบาลประกาศขึ้นภาษีเมื่อปี 2017

ซึ่งก่อนที่จะยกเลิกภาษีผ้าอนามัยนั้น มีนักเคลื่อนไหวออกมาเปิดเผยว่า ผู้หญิงอินเดียถึง 4 ใน 5 ไม่สามารถเข้าถึงผ้าอนามัยได้ เนื่องจากมันแพงเกินไป และต้องใช้เศษผ้าหรือหนังสือพิมพ์แทน ซึ่งมันทำให้เสี่ยงต่อการติดเชื้อได้ง่ายขึ้นด้วย

ภาษีสีชมพู 3
(Cr.) www.millenniumpost.in

ถึงแม้อินเดียจะยกเลิกภาษีในส่วนนี้แล้ว แต่ก็ยังมีอีกหลายประเทศที่มีการเก็บภาษีผ้าอนามัยอยู่ เช่น 36 รัฐในสหรัฐอเมริกา หรือ อังกฤษ ที่เก็บภาษีส่วนนี้ถึง 5%

ปี 2017 ประเทศออสเตรเลีย ได้มีการโหวตในสภาฯ ให้ยกเลิกการเก็บภาษีผ้าอนามัยในฐานะสินค้าฟุ่มเฟือย แต่ข้อเรียกร้องนี้กลับต้องแพ้โหวตไป ด้วยคะแนน 15 ต่อ 33 ซึ่งทำให้ผู้หญิงในออสเตรเลียยังต้องจ่ายภาษีทางอ้อมตรงนี้มาถึง ปีละกว่า 30 ล้านดอลลาร์ เลยทีเดียว

ผ้าอนามัย ถูกมองว่ามันเป็นสินค้าฟุ่มเฟือยและถูกเก็บภาษีในราคาแพง ในขณะที่ ถุงยางอนามัยหรือเจลหล่อลื่นของผู้ชายไม่เห็นต้องเสียภาษีแพงๆเลย เพียงเพราะเราเป็นผู้หญิงจริงๆหรอ เราถีงต้องจำใจ จ่ายเงินแพงกว่า แล้วทำไมผู้ชายไม่เห็นต้องจ่ายเลย ความเท่าเทียมมันอยู่ตรงไหน แล้วมีเหตุผลแค่นี้จริงๆใช่มั้ย? แค่เพราะเราเป็นผู้หญิง งั้นหรอ?


ภาษีสีชมพู 5

ทำไมสินค้าสำหรับผู้หญิงถึงแพงกว่าผู้ชาย?

ถึงแม้ผู้ผลิตส่วนใหญ่จะออกมาปฏิเสธว่าภาษีสีชมพูไม่ใช่เรื่องจริง แต่สินค้าบางอย่างก็มีราคาแพงกว่า เพียงเพราะมันถูกออกแบบมาเพื่อผู้หญิงหรือเพียงเพราะมันมีสีชมพูเท่านั้น แล้วมันมีเหตุผลอะไร ที่สุภาพสตรีอย่างเราต้องควักเงินออกจากกระเป๋ามากกว่าเหล่าสุภาพบุรุษ

1.เพราะผู้หญิงติดยี่ห้อมากกว่าผู้ชาย

ผู้หญิงมันจะถูกมองว่ามี Brand-loyalty มากกว่าผู้ชาย ดังนั้นผู้ผลิตต่างๆ จึงใช้เวลามากกว่าในการคิดผลิตภัณฑ์หรือทำการตลาดเพื่อดึงดูดความสนใจของผู้หญิง และถ้าเป็น ในส่วนของ Personal Care Product ผู้หญิงก็มีแนวโน้มจะใช้เงินในส่วนนี้มากกว่าผู้ชายด้วยค่ะ

2.ของใช้ผู้หญิงและผู้ชาย “ไม่เหมือนกัน”

ถึงแม้เราจะบอกว่า สบู่ยังไงก็คือสบู่ แต่สำหรับผู้หญิงอย่างเรา เอาเข้าจริงๆมันก็มีความแตกต่างกันระหว่าง สบู่ธรรมดากับสบู่กลิ่นลาเวนเดอร์ อยู่ดีถูกมั้ยคะ และผู้หญิงก็จะยินดีที่จ่ายเงินแพงกว่า เพื่อสร้างความสบายใจให้กับตนเองและทำให้ตัวเองรู้สึกดีกว่านั่นเอง

3.เพราะสินค้าผู้หญิงมีความหรูหรากว่า

อย่างเช่นเสื้อผ้าของผู้หญิง ส่วนใหญ่แล้วจะมีการตัดเย็บที่ยากกว่า และใช้เนื้อผ้าที่ดีกว่าของผู้ชาย ทำให้มัน มีต้นทุนสูงกว่า นั่นเอง หรือ อย่างการไปร้านตัดผม ผู้หญิงที่มีผมยาวกว่าและจัดทรงยากกว่า ก็ย่อมต้องมีค่าตัดผมที่แพงกว่าผู้ชายที่ยุ่งยากน้อยกว่าด้วย

จากทั้ง 3 ข้อ มันก็ดูมีเหตุผลนะคะที่ของผู้หญิงจะมีราคามากกว่า แต่ถ้ามองอีกมุมหนึ่ง สาเหตุที่เราต้องซื้อ “ของผู้หญิง” โดยเฉพาะเนี่ย  ก็เพราะเราเพียงแค่ต้องการเติมเต็มบทบาทของการเป็น “เพศหญิง” ที่สังคมกำหนดไว้ให้เท่านั้น

ซึ่งบางครั้งมันก็เป็นแค่ ค่านิยม ปลอมๆ ที่เกิดจากการปลูกฝังแบบลวงๆมานานนับหลายร้อยปี ว่าเป็นผู้หญิงต้องชอบสีชมพู หรือเป็นผู้หญิงด้อยกว่าผู้ชาย ซึ่งมันก็ไม่ได้จริงและเราก็ไม่ได้จำเป็นต้องทำตามที่คนอื่นบอกเสมอไปหรอกค่ะ

แต่ก็นั่นแหละค่ะ สาวๆอย่างเราก็ ยอมเสียเงิน เพื่อซื้อของที่มีกลิ่นหอมกว่า แพคเกจจิ้งน่ารักกว่า หรือเพราะ มันเป็นสีชมพู เพื่อสร้างความสบายใจให้กับตัวเองจริง แต่สำหรับของใช้บางอย่างที่มันแทนกันได้ เราก็อาจจะไม่ต้องเสียเงินในส่วนนี้ไปก็ได้ ขึ้นอยู่กับว่าผู้ซื้ออย่างเราจะเลือกแบบไหนค่ะ


ภาษีสีชมพู 4

แล้วสถานการณ์ ภาษีสีชมพู ในประเทศไทยเป็นอย่างไรบ้าง

เพื่อทำการพิสูจน์ว่า ภาษีสีชมพูในไทยนั้น มีหรือไม่มีอยู่จริง ผู้เขียนนำตัวเองเข้าไปเสี่ยงอันตรายโดยการ เดินช้อปปิ้งที่ห้างสรรพสินค้า แห่งหนึ่งมาค่ะ

โดยผู้เขียนได้ทำการทดลองเดินชมสินค้า Personal Care Product และ สินค้าฟุ่มเฟือยอื่นๆแบบสุ่ม 10 ชนิด แล้วนำสินค้าที่ทำการตลาดมา เพื่อผู้หญิง” (มีสีชมพูหรือระบุว่าสำหรับผู้หญิงโดยเฉพาะ) มาเปรียบเทียบกับสินค้า “เพื่อผู้ชาย” (มีสีฟ้าหรือสีดำและระบุมาว่าสำหรับเพศชายโดยเฉพาะ) โดยจะเปรียบเทียบผลิตภัณฑ์ ที่มียี่ห้อเดียวกันและมีปริมาณหรือสูตรคล้ายคลึงกันเท่านั้น ซึ่งผลลัพธ์จากการไปลงพื้นที่ครั้งนี้จะเป็นอย่างไร ไปดูพร้อมกันค่ะ

ภาษีสีชมพู 6

จากการสำรวจนี้ พบว่า มีสินค้า 4 ใน 10 อย่าง ที่ผู้หญิงต้องจ่ายเงินแพงกว่าของผู้ชาย ซึ่ง 2 ใน 4 นั่น เป็นสินค้าประเภทเครื่องแต่งกายค่ะ และอีกสิ่งหนึ่งที่ผู้เขียนค้นพบ คือ จากทั้ง 10 อย่างนี้ มีสินค้า 6 อย่างที่มีการระบุแบบชัดเจนว่า เป็นสูตรสำหรับผู้ชาย หรือ FOR MEN ซึ่งสินค้า 3 ใน 6 ของกลุ่มตัวอย่างนี้ มีราคาถูกกว่าสูตรสำหรับผู้หญิงค่ะ

ถึงแม้ว่าตัวอย่างที่เราสุ่มมาจะมีราคาแตกต่างกัน แต่ไม่ใช่ทุกยี่ห้อจะเป็นแบบนี้เหมือนกันหมด ดังนั้นมันน่าจะขึ้นอยู่กับผู้ผลิตมากกว่า ว่าจะคิดราคาสินค้าเท่าไหร่ ไม่ใช่ว่าของผู้หญิงต้องแพงกว่าของผู้ชายเสมอไป

ทำให้พอจะสรุปได้คร่าวๆว่า ภาษีสีชมพูในประเทศไทยมีอยู่จริง แต่ไม่ได้อยู่ในอัตราที่น่าเป็นห่วงเท่าที่ควรค่ะ

ผู้ผลิตในต่างประเทศหลายคนเริ่ม ออกมาเรียกร้อ และยกเลิกการคิดราคาสินค้าสำหรับผู้หญิงในอัตราที่สูงกว่าของผู้ชายแล้ว ซึ่งก็คงต้องรอดูและศึกษากันต่อไปว่า ในวันข้างหน้ามันจะเป็นไปได้มั้ย ที่เราทุกคนจะสามารถซื้อของใช้ส่วนตัวได้ในราคาเท่ากัน ไม่ว่าจะเป็นเพศใดก็ตาม

สำหรับผู้เขียน คิดว่า การจ่ายเงินเพิ่มเล็กน้อยเพื่อซื้อของที่ถูกใจกว่า ดูสวยมากกว่า ก็ไม่ใช่เรื่องที่ผิดอะไรมากมายค่ะ แต่สำหรับใครที่อยากประหยัดเงิน เราก็แนะนำว่า ถ้าไม่อยากจะต้องมาจ่าย “ภาษีสีชมพู” ส่วนนี้เพิ่ม คุณอาจจะลองเปลี่ยนไปใช้ของบางอย่างที่เป็นสูตรผู้ชายดูก็ได้นะคะ


avatar
by V.yada
หมูน้อย ผู้อยากเข้าใจโลกกว้างให้มากขึ้น

เรื่องที่คุณอาจสนใจ

loading icon