จัดการกับ เงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เมื่อออกจากงาน อย่างไรดี

posted: 1 year ago
1,325 views
จัดการกับ เงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เมื่อออกจากงาน อย่างไรดี

comments

“งานคือเงิน เงินคืองาน บันดาลสุข”

สำนวนปลอบใจตัวเองของเหล่าพนักงานทั้งหลาย ถ้ามีงานก็หมายความว่าจะมีเงิน และหากไม่มีงานแน่นอนกฎนี้ช่างตายตัวว่า ก็ไม่มีเงิน ซึ่งหากเจองานที่ตัวเองชอบ ตรงกับความต้องการของเราเอง แถมเงินก็ดี ก็คงไม่มีใครอยาก ลาออก 

แต่ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม ที่เหล่าพนักงานได้ลาออกสิ่งหนึ่ง ที่เหล่าพนักงานคงกังวลก็คงเป็นเรื่องเงินๆทองๆที่ตัวเองจะได้รับเป็นก้อนสุดท้าย โดยเฉพาะ เงินจาก “กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ” หรือ แหล่งเงินได้หลังเกษียณ


 

ทำความรู้จัก กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ

 

กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ คือ กองทุนที่นายจ้างและลูกจ้างจัดทำขึ้น โดยเงินที่ได้จะมาจาก  2 ส่วน คือ

  • เงินส่วนของลูกจ้างที่เรียกว่า เงินสะสม 
  • เงินของนายจ้างที่เรียกว่า เงินสมทบ

ความสำคัญของการจัดตั้งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ นอกจากจะทำให้ลูกจ้างมีการออมอย่างต่อเนื่อง มีวินัย และมีนายจ้างช่วยออมแล้วยังมีการนำเงินไปบริหารให้เกิดดอกผลงอกเงยโดยผู้บริหารมืออาชีพ และดอกผลที่เกิดขึ้นจะนำมาเฉลี่ยให้กับสมาชิกกองทุนทุกคนตามสัดส่วนของเงินที่แต่ละคนมีอยู่ในกองทุน

 


ประเภทกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ

  • กองทุนที่มีนโยบายเดี่ยว

กองทุนเดี่ยว กองทุนที่ประกอบด้วยนายจ้างรายเดียว เป็นกองทุนที่มีขนาดใหญ่ คณะกรรมการกองทุนสามารถร่วมกำหนดนโยบายกับบริษัทได้

กองทุนร่วม กองทุนสำหรับนายจ้าง 2 ราย ขึ้นไป ที่อยู่ภายใต้นโยบายกองทุนเดียวกัน เหมาะกับบริษัทที่มีกองทุนไม่มาก หรือมีพนักงานน้อย เพิ่งเริ่มตั้งกองทุนเป็นครั้งแรก

  • กองทุนทีมีหลายนโยบาย

กองทุนเดี่ยว  กองทุนที่ประกอบไปด้วยนายจ้างรายเดียว เป็นกองทุนขนาดใหญ่ คณะกรรมการและบริษัทจึงสามารถกำหนดนโยบายได้หลายข้อ

กองทุนร่วม กองทุนสำหรับนายจ้าง 2 รายขึ้นไป สามารถกำหนดนโยบายได้หลายนโยบายเหมาะสำหรับบริษัทที่ยังไม่เคยจัดตั้งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพหรือบริษัทที่มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพซึ่งต้องการนโยบายการลงทุนที่มีความยืดหยุ่น

 


กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ

กรณีออกจากงาน กับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ

 

  • การลาออกจากที่ทำงานเดิมแล้วได้งานทำใหม่

สามารถย้ายเงินจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเดิมไปที่ทำงานใหม่ได้เลย ซึ่งไม่ต้องเสียภาษี หรือค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้น แต่ก็ต้องโอนไปทั้งจำนวนเต็ม ไม่สามารถโอนเพียงแค่บางส่วนได้

  • ลาออกจากบริษัทมาทำงานส่วนตัว

เงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพที่มีอยู่ ยังสามารถฝากไว้ในกองทุนได้ เรียกว่า การคงเงินไว้ในกองทุน เสียค่าธรรมเนียมประมาณ 200 บาท และฝากได้ไม่เกิน 2 ปี หลังจากนั้นต้องนำเงินออกจากกองทุน ซึ่งแบบนี้มักเป็นที่นิยม เพราถือว่าตนเองไม่มีรายได้แล้วจำนวนเงินที่นำมาคำนวณภาษี ก็จะลดตามไปด้วย

  • ออกจากงานและนำเงินกองทุนสำรองชีพออกมาด้วย

จะต้องนำเงินทั้ง 3 ส่วนที่ได้จากกองทุน มาคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในสิ้นปีที่ลาออกด้วย


จะต้องเสียภาษีเงินกองทุนสำรองชีพอย่างไร

 

เมื่อออกจากงานสามารถยื่นเสียภาษี กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ แบบแยกยื่นได้เลย แต่หากต้องการเสียภาษีแบบยื่นรวม จะต้องมีระยะเวลาการทำงานตั้งแต่ 5 ปีขึ้นไป โดยเป็นการนำจำนวนเงินที่ได้รับจากกองทุนไปรวมคำนวณกับเงินได้ทุกประเภท เพื่อชำระภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา หรือหากไม่นำไปรวมกับเงินประเภทอื่นก็ทำได้

การคำนวณภาษีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ
ขอขอบคุณภาพจาก http://tax.bugnoms.com/

วิธีการคำนวณภาษีแบบแยกยื่น

 

  • ระยะเวลาการทำงาน ต่ำกว่า 5 ปี

 เงินที่ได้รับจะแบ่ง เป็นทั้งหมด 3 ส่วน ซึ่งส่วนแรก คือ เงินสะสมของตัวเอง ไม่ต้องนำไปรวมกับรายได้อื่นๆ เพื่อคำนวณการเสียภาษี แต่สำหรับ เงินสมทบของนายจ้าง และ เงินผลประโยชน์ของเงินสะสม คือจำนวนเงินที่ต้องนำไปรวมกับรายได้เพื่อคำนวณการเสียภาษี

 

  • ระยะเวลาการทำงาน มากกว่า 5 ปี

กรณีนี้เช่นเดียวกับข้อที่ 1 คือ ไม่ต้องนำเงินสะสมของตัวเองไปคำนวณเช่นกัน และเงินอีก 2 ส่วน คือ เงินสมทบของนายจ้าง และ เงินผลประโยชน์ของเงินสะสม ก็นำ 2 ส่วนนี้ไปหักค่าใช้จ่ายตามปีที่ได้สะสมเงินไว้ ซึ่งจะได้เงินจำนวน 7000 บาทต่อปี

สำหรับจำนวนเงินที่เหลือ ก็นำมาหักออกได้อีกครึ่งหนึ่ง จากนั้นก็นำเงินที่เหลือจากการหักออกอีกครึ่งไปรวมกับรายได้สุทธิเพื่อคำนวณการเสียภาษี

จะเห็นว่าหากลองคำนวณแล้ว พนักงานทำงานมามากกว่า 5 ปี เมื่อหักค่าใช้จ่ายต่างๆออกไปแล้วจะเหลือเงินเพื่อนำไปเสียภาษีน้อยกว่าพนักงานที่ทำงานไม่ถึง 5 ปี


ข้อดีเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ

ข้อดีของเงินกองทุนสำรองชีพ

นายจ้าง

 

  • ลูกจ้างหรอืพนักงานจะทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้นเพราะสวัสดิการที่นายจ้างให้
  • ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี เงินสมทบที่นายจ้างจ่ายเข้ากองทุนสามารถหักเป็นค่าใช้จ่ายได้ตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกินร้อยละ 15 ของค่าจ้างในปีนั้นๆ
  • ลดภาระการบริหารงานของบริษัท และทำให้ระบบการหมุนเวียนเงินสดของนายจ้างดีขึ้น

ลูกจ้าง

 

  • เสมือนได้รับค่าจ้างเพิ่มขึ้นจากเงินสมทบที่นายจ้างจ่ายให้เป็นสวัสดิการ
  • เป็นหลักประกันแก่ครอบครัว กรณีสมาชิกทุพพลภาพหรือเสียชีวิต
  • เป็นโอกาสออมเงินเพื่อตนเองและครอบครัวเพิ่มขึ้น
  • ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ

เพราะชีวิตมีแต่ความไม่แน่นอน วันนี้อาจยังมีงานทำ แต่ใครจะรู้บางทีพรุ่งนี้ลืมตาตื่นขึ้นมา คุณอาจกลายเป็นคนตกงาน แบบไม่รู้ตัวแล้วก็ได้ เพราะฉะนั้น อะไรที่จะสามารถช่วยให้คุณ มีความปลอดภัย มีเงินฉุกเฉินเหลือใช้

แต่ถ้าหากคุณยังไม่สนใจออมเงินในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ก็ลองมองหาประกันชีวิต หรือ ประกันสุขภาพ ที่เปรียบเสมือนการสะสมทรัพย์ไว้ใช้ในยามฉุกเฉิน ก็ถือเป็นทางเลือกที่ดีไม่น้อยเลยค่ะ

 


avatar
by NP. Meaw :)
เป็นลูกอิช่างแซะ รักในการเขียนเหน็บแนม ดำเนินชีวิตด้วยการ ยึดความสุขตัวเองเป็นที่ตั้ง จุบ!
เรื่องที่คุณอาจสนใจ
loading icon