Rebalancing คืออะไรแล้ว สิ่งที่ต้องระวังคือ…

posted: 1 year ago
Rebalancing คืออะไรแล้ว สิ่งที่ต้องระวังคือ…

comments

เวลาที่เราจัดพอร์ตการลงทุน พอเวลาที่เราลงทุนไปสักพัก แน่นอนว่าเราคงไม่ได้ปล่อยให้พอร์ตเราลอยไปตามเวรตามกรรม เราต้องมีการจัดการดูแลพอร์ตเราอยู่เสมอเลยล่ะ แล้ววิธีการจัดการที่น่าจะได้ยินมากที่สุดและเป็นที่นิยมก็คือการทำ “Rebalancing” ทุกๆ 3 – 6 เดือนนั่นเอง

การทำ Rebalncing คือการที่เรากำหนดสัดส่วนการลงทุนของเราที่ได้มาจากระดับความเสี่ยงที่เรารับได้ เช่น ถ้าเราเป็นคนรับความเสี่ยงได้สูงหน่อยเราก็อาจจะจัดสัดส่วนการลงทุนใน ตราสารทุน (หุ้น) 70% แล้วตราสารหนี้ 30% แล้วถ้าเราไปดูผลตอบแทนของปีที่แล้ว ผลตอบแทนจากการลงทุนในหุ้นสูงมากกว่า 20% แต่ตราสารหนี้ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยเพียง 3% เท่านั้น นั่นหมายความว่าถ้าเราลงทุนด้วยเงิน 1,000,000 บาท เราจะแบ่งลงทุนในหุ้น 700,000 บาทและลงทุนในตราสารหนี้ 300,000 บาท เมื่อเวลาผ่านไป 1 ปี เงินส่วนลงทุนในหุ้นเราจะเพิ่มขึ้นเป็น 840,000 บาทและเงินส่วนลงทุนในตราสารหนี้เพิ่มขึ้นเป็น 309,000 บาท



ทำให้พอร์ตการลงทุนของเราเพิ่มขึ้นจาก 1,000,000 บาทเป็น 1,149,000 บาทหรือเพิ่มขึ้นประมาณ 14.9% ก็ถือว่าไม่เลว แต่มาถึงตรงนี้หลายๆ คนก็ไม่รู้ตัวตอนนี้เรารับความเสี่ยงเพิ่มมากขึ้นโดนไม่รู้ตัวอยู่ เพราะจากเดิมสัดส่วนการลงทุนของเราอยู่ที่ 70:30 ตอนนี้ได้ปรับสัดส่วนเป็น 73:27 แล้ว สิ่งที่เราควรทำก็คือการทำ Rebalancing  โดยการที่ขายหุ้นออกมา 3% และเอาไปซื้อตราสารหนี้แทนเพื่อทำให้พอร์ตเราอยู่ที่ระดับ 70:30 เท่าเดิม เพื่อคงความเสี่ยงไว้ที่ระดับเดิม

istock-502106322-edit
แต่รู้หรือไม่ว่าการทำ Rebalancing มีข้อจำกัดที่เราต้องนำมาพิจารณาอย่างแรกคือ “ค่าธรรมเนียม” เพราะต้นทุนในการซื้อขายสินทรัพย์การลงทุนก็มีอยู่เช่นกัน ดังนั้นห้ามลืมนำมาคำนวณเป็นต้นทุนทางการเงินด้วย เพราะเมื่อต้นทุนเราเพิ่มขึ้นผลตอบแทนที่เราได้รับก็จะน้อยลง

อย่างที่สองก็คือการทำ Rebalancing เป็นเรื่องที่ดีที่กองทุนทุกกองแทบจะทำอยู่ แต่ยังมีอีกอย่างหนึ่งที่ต้องทำควบคู่กับการทำ Rebalancing ด้วยก็คือการตรวจสอบ “สภาวะตลาด” และ “คุณภาพของสินทรัพย์” เพราะถ้าเราไม่ดูสภาวะตลาดให้ดีการทำ Rebalancing ก็มีโอกาสที่เราจะ “เสียโอกาส” และ “ขาดทุน” อย่างหนัก



“เสียโอกาส” ที่ว่าถ้าเราไม่ดูแนวโน้มของตลาดให้ดีว่ายังเป็นขาขึ้นหรือขาลง ถ้าตลาดเป็นแนวโน้มขาขึ้นมากๆ (Bullish Trend) การทำ Rebalancing จะทำให้เราเกิดอาการขายหมู (หมายถึง การขายหุ้นไปแล้ว แต่หลังจากนั้นราคาหุ้นยังคงวิ่งขึ้นจากระดับที่ขายไปสูงมาก เหมือนกับการขายหมูตัวที่ยังไม่โตเต็มวัย จึงไม่ได้ราคา แต่เมื่อขายไปแล้วหมูมีการเจริญเติบโตและอวบอ้วนขึ้น เท่ากับว่าแทนที่จะได้กำไรมากๆ กลับกลายเป็นได้กำไรนิดเดียวแทน) แต่เรื่องที่เสียโอกาสก็ยังไม่น่าเสียดายเท่าไหร่เท่ากับที่เราจะมีโอกาส “ขาดทุน” อย่างหนัก เพราะการทำ Rebalancing แบบไม่สนสภาวะตลาดแล้วตลาดเป็นขาลง เท่ากับว่าเราขายของถูกไปซื้อแพงตลอดทางเลยล่ะ

Business growth isometric vector concept.

ลองคิดดูว่าถ้าเราลงทุนด้วยเงิน 1,000,000 บาท ด้วยอัตตาส่วน 50:50 แล้วถ้าตลาดหุ้นขาดทุนหนัก เงินส่วนหุ้นก็จะเหลือ 250,000 บาทแล้วตราสารหนี้ 500,0000 แปลว่าสัดส่วนตอนนี้เป็น 33:67 เราก็ควรขายตราสารหนี้มาซื้อหุ้น แล้วถ้าหลังจากที่เรา Rebalancing เสร็จแล้วหุ้นลงต่อไปอีกเรื่อยๆ ล่ะ นั้นหมายความว่าพอร์ตเราจะมูลค่าหายไปเรื่อยๆ ทำให้เราต้องตรวจสอบ “คุณภาพสินทรัพย์” ก่อนด้วยว่ายังสามารถลงทุนต่อได้หรือไม่หรือว่าสินทรัพย์ไม่มีทางที่กลับมาอีกแล้วเหมือนหุ้นบางตัว ก็เป็นได้


avatar
by JK, CFP®

เรื่องที่คุณอาจสนใจ

loading icon