11 สาเหตุที่เป็นตัวการของอาการ อุจจาระเป็นเลือด

posted: 1 year ago
7,657 views
11 สาเหตุที่เป็นตัวการของอาการ อุจจาระเป็นเลือด

comments

หลายคนอาจจะยังไม่เคยทราบมาก่อนว่า “อุจจาระ” ที่เราขับถ่ายออกมาจากร่างกายในทุกๆ วัน สามารถบ่งชี้ถึงสุขภาพร่างกายของเราได้ว่า เรามีสุขภาพดีหรือแย่

และหากวันหนึ่งอุจจาระของเรานั้นมีเลือดปนมาด้วยล่ะคะ จะสามารถบอกอะไรเราได้บ้าง แล้วจะใช่โรคร้ายร้ายแรงที่ใครหลายคนกลัวอยู่หรือไม่? 


“อุจจาระเป็นเลือด” เกิดจากสาเหตุอะไรได้บ้าง?

เมื่อการขับถ่ายกลายเป็นเรื่องใหญ่เพราะ อุจจาระเป็นเลือด ซึ่งอาการแบบนี้คงไม่ใช่เรื่องที่ดี และแน่นอนว่า เป็นสัญญาณบอกว่า ร่างกายเราผิดปกติแล้ว ว่าแต่จะเกิดจากสาเหตุอะไรได้บ้าง แล้วจะใช่อาการเบื้องต้นของโรคร้ายหรือไม่ ถ้าอยากรู้แล้วเรามาหาคำตอบไปพร้อมๆ กับ rabbit finance กันเลยค่ะ

1. ท้องผูก

อาการอุจจาระเป็นเลือดที่มีสาเหตุจากการท้องผูก จะเป็นลักษณะเลือดที่ออกมาพร้อมกับอุจจาระซึ่งเป็นสีแดงสด

โดยอาจเป็นทั้งการขับถ่ายที่เป็นเลือดสีแดงสดเป็นสาย หลังเบ่งอุจจาระออกมาแล้ว และมีเลือดเป็นเส้นติดมากับก้อนอุจจาระ

นอกจากนี้ ก้อนอุจจาระจะมีขนาดใหญ่และแข็งทำให้ต้องใช้แรงเบ่งมาก ซึ่งนั่นก็เป็นสาเหตุที่ทำให้อุจจาระเป็นเลือดนั่นเอง

เพราะก้อนอุจจาระที่ใหญ่และแข็งไปครูดกับผิวของทวารหนักจนทำให้เกิดแผลถลอก ก่อให้เกิดอาการเจ็บแสบขณะขับถ่าย และขับถ่ายปนเลือดสีแดงสดได้ 


อุจจาระเป็นเลือด ริดสีดวงทวาร
ขอขอบคุณภาพจาก d2v9y0dukr6mq2.cloudfront.net

2. โรคริดสีดวงทวารหนัก

อาการท้องผูกเป็นประจำ นอกจากจะทำให้เราไม่สบายตัว ครั่นเนื้อครั่นตัว และขับถ่ายยากแล้ว ยังมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคริดสีดวงทวารหนักด้วย

เพราะการที่เราพยายามจะเบ่ง หรือพยายามนั่งจนกว่าจะขับถ่ายได้ อาจส่งผลให้เกิดแรงดันในช่องท้องมาก เส้นเลือดดำถ่ายเทไม่สะดวกและเกิดอาการโป่งพองขึ้น กลายเป็นริดสีดวงทวารในที่สุด

ซึ่งอาการอุจจาระเป็นเลือด ก็จะเกิดจากการที่ก้อนอุจจาระไปเบียดกับก้อนริดสีดวงทวารหนัก ทำให้เราขับถ่ายเป็นเลือดสีแดงสดออกมานั่นเอง

3. ทวารหนักเป็นแผล

ในกรณีที่ก้อนอุจจาระแข็งและใหญ่ เนื่องจากอาการท้องผูกเรื้อรัง การเบ่งเอาอุจจาระเหล่านี้ออกมาก็อาจทำให้เกิดแผลบริเวณทวารหนักได้

อีกทั้งทำให้เกิดอาการเจ็บรูทวารหนักเมื่อเบ่งถ่าย และมีเลือดสีแดงสดออกมาพร้อมหรือหลังถ่ายอุจจาระด้วย

ซึ่งอาการนี้อาจเป็นเพียงชั่วคราวแล้วหายไป หากรักษาอาการท้องผูกได้ ด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการรับประทานอาหาร และพฤติกรรมการขับถ่าย แต่หากเป็นแผลที่ทวารหนักชนิดเรื้อรังก็สามารถรักษาให้หาย ด้วยการใช้ยาหรือการผ่าตัดค่ะ


อุจจาระเป็นลือด มะเร็งลำไส้ ริดสีดวงทวาร

4. ลำไส้ใหญ่อักเสบ

หากสังเกตเห็นอุจจาระเป็นเลือดสีแดงปนกับเลือดสีแดงคล้ำ และมักจะมีลิ่มเลือดออกมาด้วย โดยไม่มีอาการถ่ายแล้วแสบที่ทวารหนัก แต่อาจจะมีหรือไม่มีอาการปวดท้องร่วมด้วยก็ได้ ในกรณี้นี้อาจจะสันนิษฐานได้ว่า

อุจจาระเป็นเลือด แบบนี้อาจเกิดจากภาวะเลือดออกในลำไส้ใหญ่เป็นจำนวนมาก เนื่องจากลำไส้ใหญ่อักเสบหรือเป็นแผล

ถ้าคุณมีอาการคล้ายอย่างที่กล่าวมาแล้ว ควรจะรีบไปพบแพทย์ภายในทันที และควรเก็บตัวอย่างอุจจาระเป็นเลือดไปด้วย นอกจากนี้ ควรงดน้ำและอาหาร ก่อนเข้ารับการวินิจฉัยด้วย

5. แผลในกระเพาะอาหารหรือลำไส้เล็ก

อาการอุจจาระเป็นเลือดที่มีสาเหตุจากแผลในกระเพาะอาหาร หรือลำไส้เล็กนั้น  จะทำให้อุจจาระจะมีลักษณะเป็นสีดำ เหลวคล้ายยางมะตอย หรือคล้ายกับเฉาก๊วยเหลว โดยอาการขั้นต้นอาจอาเจียนเป็นเลือดมาก่อน หรือในบางรายก็ไม่พบอาการอาเจียนก็มี

ดังนั้น คุณควรสังเกตอุจจาระมีเลือดสีดำปนมามากหรือไม่ และมีอาการเจ็บป่วยร่วมด้วยหรือไม่ เช่น

แต่หากมีอาการอุจจาระเป็นเลือดสีดำค่อนข้างมาก และมีอาการเจ็บป่วยข้างต้น ก็ควรรีบไปพบแพทย์ พร้อมกับเก็บตัวอย่างอุจจาระไปด้วย เพราะอาการนี้ถือว่ารุนแรงและเสี่ยงต่อชีวิตมากๆ เลยนะคะ 


มะเร็งลำไส้
ขอขอบคุณภาพจาก mahosot.com

6. เลือดออกในลำไส้ใหญ่ส่วนต้น

การอุจจาระเป็นเลือดสีคล้ำหรือสีดำไม่มากนัก หรือมีเลือดปนออกมากับอุจจาระเพียงครั้งเดียว อาจจะเกิดจาก

ภาวะเลือดออกในลำไส้ใหญ่ส่วนต้นในปริมาณที่ไม่มาก และเลือดค้างอยู่ในลำไส้ใหญ่นานจนเปลี่ยนเป็นสีดำ จากนั้นร่างกายจึงขับถ่ายออกมาทางอุจจาระให้เราเห็น

หากไม่มีอาการอื่นแทรกซ้อน คุณอาจจะรอสังเกตการขับถ่ายในครั้งต่อไปว่า ยังเลือดปนออกมาอีกไหม และถ้ายังมีอาการอยู่ก็ควรไปพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุต่อไปค่ะ 

7. โรคบิด

การอุจจาระเป็นเลือดปนมูกหรือที่เรียกว่า ขับถ่ายเป็น “มูกเลือด” อาจเกิดจากโรคบิด ซึ่งก็คือ

การติดเชื้อในลำไส้ใหญ่ ส่งผลให้ลำไส้ใหญ่อักเสบ เป็นแผล มีอาการอุจจาระเหลวเป็นมูกเลือด

คุณควรไปพบแพทย์และหากมีอาการอื่นร่วมด้วย อันได้แก่  อาการอ่อนเพลีย หมดแรง หน้ามืด มีไข้สูงคุณควรไปพบแพทย์เพื่อให้แพทย์จ่ายยาปฏิชีวนะมาให้หรือวินิจฉัยอาการต่อไป


8. โรคมะเร็งลำไส้ใหญ่

โรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ ถือเป็นอีกโรคหนึ่งที่เป็นสาเหตุของอุจจาระเป็นเลือด โดยมักจะเกิดกับผู้ที่มีอายุมากกว่า 40 ปี ขึ้นไป

ซึ่งโรคนี้จะมีอาการอุจจาระเป็นมูกเลือดชนิดเรื้อรัง และมีอาการเป็นๆ หายๆ เกินกว่า 2 สัปดาห์ ไม่มีไข้ ไม่ปวดบิด

โดยอาการข้างต้นอาจสันนิษฐานได่ว่า เป็นอาการของโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่กับทวารหนัก แต่ในทางที่ดีคุณควรรีบไปปรึกษาแพทย์ และเก็บตัวอย่างอุจจาระนั้นไปด้วย

9. โรคลำไส้ขาดเลือด หรือลำไส้อักเสบ

การอุจจาระเป็นเลือดที่มีสาเหตุจากโรคลำไส้ มักจะมีอาการอุจจาระเป็นมูกเลือดร่วมกับมีอาการแทรกซ้อนอื่นๆ ด้วย และอาการเหล่านั้นก็ค่อนข้างจะรุนแรง

เช่น หากปวดท้องก็จะปวดหนัก หรืออุจจาระเป็นมูกเลือดค่อนข้างเยอะ ดังนั้น คุณควรรีบไปพบแพทย์ เพื่อหาทางรักษาต่อไป


การส่องกล้อง
ขอขอบคุณภาพจาก www.msihospital.com

10. โรคติ่งเนื้อลำไส้ใหญ่

โรคติ่งเนื้อลำไส้ใหญ่ เป็นโรคร้ายที่มักพบในผู้ที่มีอายุ 60 ปี ขึ้นไป โดยโรคนี้ คือ ภาวะที่มีก้อนเนื้องอกขึ้นมาในลำไส้ ซึ่งอาจกลายเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้

แต่หากก้อนเนื้อดังกล่าวมีขนาดใหญ่หรือเกิดการอักเสบ ก็อาจอุดกั้นทางเดินอุจจาระ ทำให้ท้องผูก และมีเลือดออกเรื้อรังจากติ่งเนื้อนั้นได้ ซึ่งเราอาจมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า ต้องอาศัยการส่องกล้อง หรือนำอุจจาระไปตรวจเท่านั้น

และหากติ่งเนื้อเกิดอักเสบเป็นแผลขึ้นมา ก็อาจทำให้อุจจาระเป็นเลือดสดหรือถ่ายเป็นมูกเลือดได้

11. ภาวะเลือดออกในจมูกหรือหลอดลม

หลายคนอาจจะสงสัยว่า ภาวะเลือดออกในจมูก หรือหลอดลม เกี่ยวข้องอย่างไรกับอุจจาระปนเลือด แต่ขอบอกเลยว่าเกี่ยวแน่นอน เพราะสาเหตุอุจจาระเป็นเลือดในกรณีนี้มาจาก

และเมื่อเรากลืนเลือดเหล่านั้นเข้าไป ก็อาจทำให้อุจจาระมีเลือดปนออกมาด้วยได้ โดยไม่มีอาการแสบขณะถ่าย ปวดท้อง หรืออาการผิดปกติอื่นใด

นอกจากภาวะเลือดกำเดาไหล ไอเป็นเลือด หรือมีแผลขนาดใหญ่ในปาก ที่ควรต้องรักษาอาการเหล่านี้ให้หายก่อน แล้วจึงค่อยสังเกตอาการอุจจาระเป็นเลือดว่า หายไปหรือไม่

อย่างไรก็ตาม อาการอุจจาระเป็นเลือด อาจมีสาเหตุมาจากการที่เรารับประทานอาหารที่มีเลือดสัตว์ผสมอยู่ด้วย เช่น เลือดหมู เลือดไก่ เครื่องในสุกๆ ดิบๆ ที่ยังมีเลือดฉ่ำ ในปริมาณที่มากพอจะทำให้เลือดสัตว์เหล่านี้ปนไปกับอุจจาระจนกลายเป็นสีดำคล้ำได้

หรือในบางคนที่เพิ่งไปบริจาคเลือด ได้รับยาบำรุงเลือดมา ก็จะถ่ายเป็นสีดำด้วยเช่นกัน ดังนั้น หากไม่มีอาการผิดปกติอื่นใดก็ไม่ต้องตกใจกันไป เพราะอุจจาระจะกลับมาเป็นปกติ เมื่อเราหยุดทานอาหารและยาดังกล่าวเท่านั้น


avatar
by wacheese

เรื่องที่คุณอาจสนใจ

loading icon