ภาษีค่าความหวาน ดีกับสุขภาพคนไทยจริงหรือ

posted: 1 year ago
ภาษีค่าความหวาน ดีกับสุขภาพคนไทยจริงหรือ

comments

ช่วงนี้เป็นช่วงที่ภาษีบ้านเรามีการปรับปรุงในหลายๆเรื่อง เช่น ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง  นโยบายลดหย่อนภาษีบุตรคนที่ 2  เป็นต้น และเพราะภาษีเป็นเรื่องที่ทุกคนได้รับผลกระทบ ดังนั้น การอัพเดทภาษีให้เป็นปัจจุบันจึงเป็นเรื่องที่สำคัญมากๆ

และในช่วงที่ผ่านมา คงไม่มีใครไม่ได้ข่าวการเรียกเก็บภาษีค่าความหวานจากเครื่องดื่มอย่างแน่นอน และวันนี้เราจะมาดูกันว่า ภาษีค่าความหวานที่รัฐบาลประกาศออกมา จะส่งผลกระทบกับผู้บริโภคอย่างเราทางใดบ้าง

 


ภาษีค่าความหวาน

ภาษีค่าความหวาน ภาษีตัวใหม่จากสรรพากร

ล่าสุดมีภาษีตัวใหม่ที่ทางกรมสรรพามิตออกมาใหม่มีชื่อว่า “ภาษีค่าความหวาน” ที่จะทำการจัดเก็บตามปริมาณน้ำตาลในเครื่องดื่มทุกชนิด อ้างอิงตาม

หลักการจัดเก็บภาษีสินค้าของ กรมสรรพสามิต 3 ประเภท คือ

1. สินค้าฟุ่มเฟือย
2. สินค้าทำลายสุขภาพ
3. สินค้าทำลายสิ่งแวดล้อม

เครื่องดื่มที่มีความหวานเข้าข่ายใน สินค้าทำลายสุขภาพ ทางกรมสรรพสามิตจะเสนอ ครม. ให้เก็บภาษีค่าความหวานในเครื่องดื่มที่มีความค่าหวานตั้งแต่  0.6 มก./ลิตร ขึ้นไป โดยจะเก็บเป็นขั้นบันไดตั้งแต่  0.10  – 1 บาท ยิ่งหวานมากยิ่งเสียภาษีมาก

แนวโน้มน่าจะมีการบังคับใช้กฎหมายนี้ในอีก 2 ปีข้างหน้า คือ 16 กันยายน 2562 เพื่อเว้นระยะเวลาให้ธุรกิจเครื่องดื่มมีการปรับตัวลดปริมาณน้ำตาลในเครื่องดื่ม และเมื่อกฎหมายเริ่มบังคับใช้ไปแล้ว ธุรกิจเครื่องดื่มยังไม่มีค่าความหวานที่ลดลง กรมสรรพสามิตจะพิจารณาเพิ่มอัตราการจัดเก็บภาษีค่าความหวานใหม่อีกครั้ง


ภาษีค่าความหวาน

ธุรกิจเครื่องดื่ม กับผลกระทบจากการเก็บภาษีค่าความหวาน

ถ้าจะบอกว่า การเรียกเก็บภาษีความหวานนี้น่าจะส่งผลกระทบกับธุรกิจเครื่องดื่มโดยตรงเลยก็ว่าได้  เพราะไม่ว่าจะเป็น น้ำอัดลม ชาเขียว เครื่องดื่มชูกำลังรวมไปถึงน้ำผลไม้ต่างๆ ถ้าเราลองไปหันดูข้างขวดต้องยอมรับปริมาณน้ำตาลไม่น้อยเลยทีเดียว

และการที่มีภาษีความหวานเกิดขึ้นมาแน่นอนว่า ผู้ผลิตส่วนใหญ่ก็น่าจะผลักภาระตรงนี้ไปให้ผู้บริโภคอยู่แล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ ราคาของเครื่องดื่มที่มีปริมาณน้ำตาลมากๆหรือหวานมากราคาก็จะปรับขึ้น

แน่นอนว่า การเรียกเก็บภาษีค่าความหวานในเครื่องดื่ม ถือเป็นนโยบายทางอ้อมที่ออกมาช่วยเรื่องสุขภาพของคนไทยด้วย เพราะโดยธรรมชาติถ้าราคาสินค้ามีการปรับตัวเพิ่มขึ้น ความต้องการให้การบริโภคก็จะน้อยลง (ตามหลักของ Demand&Supply)

 

 

และเมื่อเครื่องดื่มที่มีรสชาติหวานมากๆมีราคาเพิ่มสูงขึ้นจากภาระภาษีที่เพิ่มขึ้น ผู้บริโภคก็จะหันไปบริโภคเครื่อดื่มที่ราคาถูกลงและความหวานก็จะน้อยลงอยู่แล้ว

เพราะรัฐมีหน้าที่ดูแลเรื่องต่างๆมากมาย แน่นอนว่ารวมไปถึงเรื่องสุขภาพด้วยเช่นกัน เพราะมีงานวิจัยออกมาหลายงานมากๆว่าน้ำตาลหรือความหวานส่งผลเสียต่อสุขภาพในระยะยาวอย่างมาก

และงานวิจัยหลายอย่างก็เป็นเครื่องชี้วัดว่า คนไทยก็มีการบริโภคน้ำตาลที่สูงมากๆ เพราะถ้าไปลองสังเกตบนโต๊ะทำงานที่ออฟฟิศน่าจะเห็นเครื่องดื่มวางเรียงรายกันอยู่บนโต๊ะทำงานกันแน่ๆ ก็ถือได้ว่า

การเรียกเก็บภาษีค่าความหวาน เป็นการเริ่มต้นที่จะจัดกับปริมาณน้ำตาลในเครื่องดื่มที่ดีเหมือนกัน


avatar
by JK, CFP®
เรื่องที่คุณอาจสนใจ
loading icon