ส่งเงินค่าบ้านไม่ไหว ใช้ Refinance VS Retention ดีนะ

posted: 4 months ago
ส่งเงินค่าบ้านไม่ไหว ใช้  Refinance VS Retention ดีนะ

comments

กลายเป็นเรื่องปกติธรรมดาไปแล้วสำหรับคนที่กำลัง ผ่อนกู้บ้าน เพราะหลังจากที่ผ่อนครบ 3 ปี อัตราดอกเบี้ยก็จะเริ่มลอยตัวขึ้นมาสูงเสียจนน่ากลัวว่าจะผ่อนต่อไม่ไหว เพราะช่วงที่เริ่มผ่อน 1-2 ปีเเรก จะได้รับโปรโมชั่นดอกเบี้ยคงที่

ซึ่งในปัจจุบันธนาคารเกือบทุกเเห่งใช้อัตราดอกเบี้ย MRR เเทนดอกเบี้ย MLR เกือบหมดแล้ว จากที่เคยผ่อนกันถูกๆ กลายเป็นมาจ่ายเเต่ดอกเบี้ย ส่วนเงินต้นก็ลดลงทีละน้อย


รีไฟแนนซ์

MRR & MLR คืออะไรกันนะ?

เชื่อว่า หลายคนคงเคยประสบปัญหาเหล่านี้ เวลาไปขอสินเชื่อที่ธนาคาร สถาบันการเงิน เราจะพบกับรหัสลับเหล่านี้ MLR, MOR และ MRR ยิ่งฟังก็ยิ่งงง คิดไม่ออกว่ามันคืออะไร เราจึงขอสรุปความแบบง่ายๆ ให้คุณผู้อ่านได้เข้าใจกันดังนี้ค่ะ 

ดอกเบี้ย คือ เงินที่ผู้ให้กู้ไม่ว่าจะเป็น ธนาคาร บริษัททางการเงิน หรือบุคคลทั่วไป ขอเรียกเก็บเพื่อเป็นผลตอบแทนจากการปล่อยกู้

โดยดอกเบี้ยมักจะคิดเป็นร้อยละ และมีอยู่ 2 ประเภทดังนี้

1. อัตราดอกเบี้ยเงินกู้แบบคงที่ หรือ Fixed Rate

อัตราดอกเบี้ยที่กำหนดไว้เป็นตัวเลขเฉพาะ ไม่ขึ้น หรือลงตามต้นทุนของสถาบันการเงิน คงที่ตลอดอายุสัญญาเงินกู้ หรือในช่วงเวลาที่กำหนด

เช่น สินเชื่อรถยนต์ ที่กำหนดดอกเบี้ยไว้ที่ 3.25% ตลอดระยะเวลาการผ่อน 4 ปี หรือสินเชื่อบ้านที่กำหนดดอกเบี้ยคงที่ 3.25% ระยะ 3 ปีแรก เป็นต้น

2. อัตราดอกเบี้ยเงินกู้แบบลอยตัว หรือ Floating Rate

อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ที่เปลี่ยนแปลงไปตามต้นทุนของสถาบันการเงิน ซึ่งสถาบันการเงินจะประกาศออกมาเป็นครั้งๆ ไป เช่น อัตราดอกเบี้ยอ้างอิงของธนาคารพาณิชย์ต่างๆ ดังนี้

  • MLR (Minimum Loan Rate)

อัตราดอกเบี้ยที่ธนาคารพาณิชย์เรียกเก็บจากลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี เช่น มีประวัติการเงินที่ดี มีหลักทรัพย์ค้ำประกันอย่างเพียงพอ โดยส่วนใหญ่ใช้กับเงินกู้ระยะยาวที่มีกำหนดระยะเวลาที่แน่นอน เช่น สินเชื่อเพื่อการประกอบธุรกิจ

  • MOR (Minimum Overdraft Rate)

อัตราดอกเบี้ยที่ธนาคารพาณิชย์เรียกเก็บจากลูกค้ารายใหญ่ชั้นดีประเภทวงเงินเบิกเกินบัญชี

  • MRR (Minimum Retail Rate)

อัตราดอกเบี้ยที่ธนาคารพาณิชย์เรียกเก็บจากลูกค้ารายย่อยชั้นดี เช่น สินเชื่อส่วนบุคคล สินเชื่อที่อยู่อาศัย ตัว MRR นี่ที่เราจะพบได้บ่อย เช่น  MRR -0.25% ในสินเชื่อบ้าน


รีไฟแนนซ์

ทางเลือกช่วยลดภาระค่าผ่อนบ้าน

เมื่อเจอปัญหาอัตราดอกเบี้ยผ่อนบ้านสูง ทางออกที่หลายคนเลือกใช้จึงเป็นการ “Refinance” จากธนาคารเดิมที่คิดอัตราดอกเบี้ยสูงๆ ไปหาธนาคารใหม่ที่อัตราดอกเบี้ยและเงินงวดต่อเดือนต่ำกว่า เพื่อลดภาระค่าผ่อนและช่วยให้เงินต้นหมดเร็ว

เเต่ในปัจจุบันนอกจาก การรีไฟแนนซ์บ้านแล้ว ก็ยังมีอีกหนึ่งทางเลือก นั่นก็คือ “Retention” นั่นเอง โดยรีเทนชั่นคือการขอเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยเงินกู้กับธนาคารเดิม ที่สำคัญมีข้อดีหลายอย่างด้วย เช่น สะดวก รวดเร็ว ไม่ต้องเสียเวลาไปรีไฟแนนซ์กับธนาคารใหม่ เพียงเเค่ไปเจรจากับธนาคารเดิมที่ผ่อนอยู่ว่าจะขอลดดอกเบี้ยค่าผ่อนบ้าน


รีไฟแนนซ์

ขั้นตอนในการ Retention ง่ายกว่า

เพราะการ Retention คือ การขอเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยเงินกู้กับธนาคารเดิม เพียงเเค่ไปเจรจากับธนาคารเดิมที่ผ่อนอยู่ว่าจะขอลดดอกเบี้ยค่าผ่อนบ้าน  

โดยเวลาจะไปทำ Retention จะต้องเตรียมเอกสารดังนี้

1.สัญญาเงินกู้

2.ทะเบียนบ้าน

3.บัตรประชาชน

เพียง 3 อย่างนี้ก็สามารถยื่นกู้ได้เเล้ว ส่วนระยะเวลาในการพิจารณาก็ไม่นาน เพราะธนาคารมีประวัติการผ่อนชำระอยู่เเล้ว บางธนาคารอาจใช้เวลาเเค่ 7 วันก็ทราบผล เเถมยังเเทบไม่มีค่าใช้จ่าย หรือบางธนาคารก็คิดเเค่ค่าธรรมเนียมสินเชื่อ 1% ของวงเงินกู้เท่านั้น

ต่างจากการรีไฟแนนซ์บ้านที่มีขั้นตอนเหมือนกับผู้กู้ใหม่ เเน่นอนว่าต้องใช้เอกสารเหมือนผู้กู้ใหม่ทุกอย่าง เรื่องค่าใช้จ่ายก็เหมือนกู้ใหม่ ทั้งค่าประเมิน หลักประกัน ค่าธรรมเนียมสินเชื่อ รวมถึงค่าธรรมเนียมการทำประกันอัคคีภัย ค่าธรรมเนียมการจดจำนอง 1% และอากรเเสตมป์ 0.05% ของวงเงินกู้ ฯลฯ และที่สำคัญเลยก็คือเราต้องหาว่ารีไฟเเนนซ์ธนาคารไหนอัตราดอกเบี้ยดีที่สุด


รีไฟแนนซ์

ดอกเบี้ย Refinance ถูกกว่า Retention

ระหว่าง Refinance VS Retention ถ้านี่คือมวยคู่เอก ก็คงจะเป็นมวยที่สู้กันอย่างดุเดือด แลกกันแบบหมัดต่อหมัด เพราะอย่าง Retention เเม้จะมีข้อดีที่ไม่ต้องเสียเวลายื่นเรื่องกับธนาคารใหม่ เเต่ผู้กู้ก็อาจจะไม่ได้ส่วนลดดอกเบี้ยมากนัก

ขึ้นอยู่กับคุณสมบัติหรือประวัติของผู้กู้ และนโยบายของธนาคารด้วย เพราะบางธนาคารก็ไม่มีนโยบายลดดอกเบี้ยให้ลูกค้าเดิม! ถึงเเม้จะลดได้ไม่เท่า แต่อย่างน้อยก็มีค่าใช้จ่ายที่ถูกกว่า

ต่างจากการรีไฟแนนซ์ที่มีการลดดอกเบี้ยเงินกู้รีไฟแนนซ์ให้ต่ำกว่าสินเชื่อกู้บ้านใหม่ ถือเป็นจุดดึงดูดลูกค้าที่มีประวัติการผ่อนชำระดีจากธนาคารอื่นมาเป็นลูกหนี้ของธนาคารใหม่ ทำให้การรีไฟแนนซ์บ้านเมื่อเทียบกับการขอลดดอกเบี้ยธนาคารเดิมอาจจะคุ้มกว่า

อันที่จริงแล้ว Refinance หรือ Retention ต่างก็มีทั้งข้อดีและข้อเสียที่ไม่เหมือนกัน ขึ้นอยู่กับว่าผู้กู้จะชอบเเบบไหนมากกว่า แต่ไม่ว่าจะทางไหนก็ขอให้ทุกคนสู้กันต่อไป เพราะหนทางการผ่อนบ้านนั้นยังอีกยาวไกลแน่นอน!!


avatar
by @ Thara

เรื่องที่คุณอาจสนใจ

loading icon
;