มาทำความเข้าในเรื่อง VAT หรือภาษีมูลค่าเพิ่มกัน

posted: 2 months ago
มาทำความเข้าในเรื่อง VAT หรือภาษีมูลค่าเพิ่มกัน

comments

แล้วคุณเคยสงสัยมั้ยคะ ว่าเวลาที่เราไปทานข้าวที่ร้านอาหาร หรือไปซื้อของตามร้านค้าต่างๆ ทำไมเราถึงต้องจ่ายค่า VAT กันด้วย แล้วทำไมต้องเก็บถึง 7% เก็บแล้วมันเอาไปใช้อะไรต่อ จ่าย VAT แล้วเราต้อง เสียภาษี อีกมั้ย?

วันนี้ rabbit finance จะพาคุณไปไขข้อข้องใจและทำความรู้จักเรื่องราวของ VAT หรือ ภาษีมูลค่าเพิ่มกันให้มากขึ้นค่ะ


ภาษีมููลค่าเพิ่ม1

เรามารู้จัก VAT หรือภาษีมูลค่าเพิ่มกัน

ภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือที่เรารู้จักกันในชื่อ VAT (Value Added Tax) เป็น ภาษีทางอ้อม ที่รัฐบาลเรียกเก็บจากผู้บริโภค เมื่อซื้อสินค้าหรือรับบริการจากร้านค้าต่างๆ

โดยจะเรียกเก็บจากมูลค่าส่วนที่เพิ่มขึ้นในแต่ละขั้นตอนการผลิต ซึ่งในแต่ละเดือนจะเป็นหน้าที่ของผู้ประกอบกิจการที่จะต้องนำภาษีมูลค่าเพิ่มไปชำระให้กับกรมสรรพากรต่อไป

ทำไมเราจึงต้องจ่ายภาษีมูลค่าเพิ่ม?

ภาษีมูลค่าเพิ่ม ถือเป็นภาษีทางอ้อม ที่ธุรกิจหรือผู้ประกอบการ สามารถผลักภาระไปให้ผู้บริโภคได้ ซึ่งผู้บริโภคอย่างเราๆก็จำใจจะต้อง จ่ายภาษีตัวนี้แบบเต็มจำนวน และไม่สามารถไปเรียกเก็บต่อจากที่อื่นได้ด้วย (เหมือนว่าเราจ่าย VAT เพื่อให้ผู้ประกอบการจ่ายภาษีได้น้อยลงนั่นแหละค่ะ)


ภาษีมููลค่าเพิ่ม2

ทำไมเราจึงต้องจ่าย VAT 7%

จริงๆแล้ว ประเทศไทยของเราเนี่ย ได้กำหนดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มไว้ถึง 10% ตั้งแต่เริ่มมีการเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มเมื่อปี พ.ศ. 2535 แต่เนื่องจากรัฐบาลกลัวว่าจะมีผลกระทบต่อประชาชนมากเกินไป จึงมี พระราชกฤษฎีกาลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม ให้จัดเก็บจริงที่ 6.3% (ซึ่งเมื่อรวมกับภาษีท้องถิ่น 0.7% จึงทำให้อัตรารวม VAT ที่เราต้องจ่าย คือ 7%)

ต่อมาในปี พ.ศ. 2540 ที่เกิดวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจขึ้นในประเทศไทย กระทรวงการคลังได้มีการปรับเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่ม ขึ้นเป็น 10% เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2540 จนกระทั่งต้นปี พ.ศ. 2542 จึงมีประกาศปรับลดอัตราภาษีชั่วคราวเป็น 6.3% และยังคงต่ออายุการคงภาษีชั่วคราวมาโดยตลอดจนถึงปัจจุบัน (ข้อมูลเพิ่มเติม www.gmlive.com)


 

ตุลาคม ปี 61 เราอาจจะต้องจ่าย VAT ถึง 9% จริงหรือ?

เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2560 ที่ผ่านมา เว็บไซต์พระราชกิจจานุเบกษา ได้ประกาศพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 646 )พ.ศ.2560

ระบุว่า สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร มีพระราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า สมควรปรับปรุงการลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม

โดยการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2560- 30 กันยายน พ.ศ. 2561 ให้จัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ร้อยละ 6.3 สำหรับการขายสินค้าและบริการ หรือการนำเข้าทุกกรณี และ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2561 เป็นต้นไป ให้เพิ่มอัตราจัดเก็บภาษีมูลค่า เพิ่มเป็น 9%

แปลว่าเราจะต้องจ่าย VAT 9% กันจริงๆหรอ??

ถึงแม้จะยังไม่มีประกาศทางการออกมา แต่ก็วางใจได้ค่ะ เพราะ พระราชกฤษฎีกาที่ออกมา เป็นเรื่องของเทคนิคทางกฏหมายเท่านั้น แต่ในทางปฏิบัติทุกๆปีจะมีการออกกฏหมายเพื่อให้ คง VAT อยู่ที่ 7% เหมือนเดิมอยู่แล้ว เพราะฉะนั้น รอบนี้ก็น่าจะสบายใจได้เหมือนเดิมค่ะ


บริษัทและธุรกิจ มีความจำเป็นต้องจด VAT หรือไม่

เราขอย้อนกลับไปเรื่องของ ภาษีมูลค่าเพิ่มกับการทำธุรกิจกันนิดนึงนะคะ โดยถ้าใครเป็นผู้ประกอบการน่าจะเคยมีความสงสัยว่า เราจำเป็นจะต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มหรือไม่ แล้วจดหรือไม่จดจะคุ้มกว่ากันนะ

การจด VAT ทำให้ต้นทุนสูงขึ้น จริงหรือ?

โดยปกติแล้ว ธุรกิจที่ทำไม่ได้เข้าข่าย กิจการที่ได้รับการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามกฎหมายหรือธุรกิจที่มีรายรับจากการขายสินค้าและบริการตั้งแต่ 1.8 ล้านบาทขึ้นไป จำเป็นจะต้องทำการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มอยู่แล้ว

แต่ผู้ประกอบการหลายคน พยายามจะหา วิธีหลีกเลี่ยงการจด VAT เนื่องจากคิดว่ามันจะทำให้ต้นทุนเราสูงขึ้นเนื่องจากมีค่าใช้จ่ายตรงนี้เพิ่มขึ้นมา ซึ่งขอบอกเลยนะคะว่า คุณคิดผิดถนัดเลย

สมมุติว่า

บริษัท กระต่ายสีส้ม จำกัด ซื้อวัสดุอุปกรณ์มาในราคา 107 บาท (ราคาสินค้า 100 บาท+ภาษีมูลค่าเพิ่ม 7 บาท) ต่อไปได้นำวัสดุนั้น ไปผลิตสินค้าออกขายราคา 200 บาท และจะต้องเก็บ VAT เพิ่มอีก 14 บาท ทำให้สินค้านั้นมี ราคาสุทธิอยู่ที่ 214 บาท

ในแต่ละเดือน บริษัทกระต่ายสีส้ม จะต้องนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มให้กับกรมสรรพากร โดยจะส่งให้เฉพาะผลต่างระหว่าง ภาษีซื้อ (ภาษีที่จ่ายไปตอนแรก) กับ ภาษีขาย (ภาษีที่เก็บจากผู้บริโภคมา) ทำให้บริษัทกระต่ายสีส้มจะต้องส่งภาษีให้กับกรมสรรพากรในจำนวน 14-7=7 บาท นั่นเองค่ะ

และหากในเดือนนี้ บริษัท กระต่ายสีส้ม มีภาษีซื้อ 7,000 บาท และมีภาษีขาย 21,000 บาท บริษัทนี้ ก็จะต้องนำภาษีส่งกรมสรรพากรในจำนวน 21,000-7,000 = 14,000 บาท

แต่ถ้าเดือนหน้า มีภาษีซื้ออยู่ที่ 7,000 บาท แต่มีภาษีขายอยู่แค่ 700 บาท เดือนนั้น บริษัท กระต่ายสีส้มจะไม่ต้องจ่ายภาษีมูลค่าเพิ่ม และยังสามารถขอภาษีคืนได้อีกด้วย คือ 7,000-700= 6,300 บาท

ซึ่งหากบริษัท กระต่ายสีส้ม ไม่เข้า ระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม (ไม่ได้จด VAT) จะไม่สามารถขอภาษีซื้อคืนได้ทำให้ในระยะยาว การจดทะเบียน VAT จะเป็นผลดีต่อกิจการของคุณมากกว่านั่นเองค่ะ

หวังว่าคุณผู้อ่าน คงจะได้เข้าใจเรื่องราวของภาษีมูลค่าเพิ่มกันมากขึ้นนะคะ และถ้ามีข้อสงสัยใดๆเพิ่มเติม สามารถติดต่อมาทาง rabbit finance ได้เลยนะคะ เราพร้อมจะตอบทุกข้อสงสัยของคุณแน่นอนค่ะ


avatar
by Pigzzazz

เรื่องที่คุณอาจสนใจ

loading icon
;