หนี้กู้ยืมเรียน … ปัญหาสั่นสะเทือนโลก

posted: 2 years ago
1,842 views
หนี้กู้ยืมเรียน … ปัญหาสั่นสะเทือนโลก

comments

ปัญหาหนี้ก้อนโตของกองทุนเกี่ยวกับการให้ นักเรียน-นักศึกษา กู้ยืมเรียนที่ประเทศไทยกำลังประสบอยู่นั้นอาจทำให้หลายคนคิดว่าเป็นปัญระดับประเทศเพราะเกิดจากความเห็นแก่ตัวของผู้กู้ที่ไม่ยอมใช้หนี้ในประเทศไทยแต่หารู้ไม่ว่าประเทศยักษ์ใหญ่อย่างสหรัฐอเมริกาก็ประสบปัญหาแบบเดียวกับไทยซ้ำร้ายอาจจะเลวร้ายกว่าประเทศไทยอีกด้วยซ้ำ

 

เมื่อในปัจจุบันกองทุนกู้ยืมด้านการศึกษาของสหรัฐมีตัวเลขติดลบอยู่ที่ระดับ 1.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ แล้วปัญหาเหล่านี้เกิดขึ้นได้อย่างไร ทำไมสหรัฐประเทศที่เป็นเสมือนยักษ์ใหญ่ของโลกถึงประสบปัญหาเหล่านี้แล้วทางออกของปัญหาเหล่านี้คืออะไร บทความนี้มีคำตอบที่พร้อมให้ผู้อ่านร่วมหาไปด้วยกัน ไปติดตามกันเลย

 


ปัญหาของสหรัฐกระจกสะท้อนประเทศไทย

 

หนี้กู้ยืมเรียนที่สร้างปัญหาระยะยาวให้แก่สหรัฐอเมริกานั้นไม่ใช่เพิ่งจะเกิดขึ้นแต่อย่างใดเพียงแต่เป็นปัญหาที่ทางมหาอำนาจของโลกประสบมาอย่างยาวนานซึ่เมื่อเทียบกับปัญหาที่เกิดขึ้นในประเทศไทยแล้วก็มีความคล้ายกันอย่างมากเพราะกองทุนให้กู้ยืมด้านการศึกษานี้ของทั้งอเมริกาและไทยนั้นมีเป้าหมายเดียวกันคือต้องการลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมและเพิ่มโอกาสในการเรียนรู้ให้ถึงทุกชนชั้นจึงทำให้เกิดเป็นนโยบายการกู้ยืมเรียนเพื่อการศึกษาขึ้นเพื่อหวังพัฒนา นักเรียน-นักศึกษา ให้มีความสามารถเพื่อกลับมาพัฒนาประเทศต่อไปในอนาคต

 

 

แต่สุดท้าย ทุกอย่างก็ใช่จะโรยด้วยกลีบกุหลาบ กองทุนที่สหรัฐหวังว่าจะช่วยแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำและพัฒนาคนของประเทศกลับสร้างหนี้ก้อนโตระดับพันล้านให้กับประเทศมาอย่างต่อเนื่องเพราะผู้กู้ที่เรียนจบและไม่จบการศึกษาหลายคนไม่ยอมชดใช้หรือผ่อนคืนเงินกู้ยืมคืนให้กับกองทุนจนทำให้ขาดสภาพคล่องโดยเหตุผลหลักที่ทำให้ผู้กู้เหล่านั้นไม่ยอมจ่ายเงินคืนแก่กองทุนก็เป็นเหตุผลคลาสสิคที่คล้ายๆกับผู้กู้ในประเทศไทยเหมือนกันคือ ไม่พร้อมที่จะจ่ายคืนบ้าง เงินไม่พอยังชีพบ้าง ไม่มีงานทำบ้าง เป็นต้น จึงทำให้ปัญหาเหล่านี้เป็นปัญหาใหญ่ของประเทศที่อดีตประธานาธิบดี บารัค โอบามา ถึงกับคิดไม่ตกเลยทีเดียว

 


ทางออกของปัญหาแบบ โอบามา และ ทรัมป์

 

เมื่อเกิดปัญหาหนี้ก้อนโตขึ้นแน่นอนว่าคนที่ต้องลงมาแก้ปัญหาก็คือประธานาธิบดีอย่าง บารัค โอบามา โดยตลอด 2 สมัยที่โอบามานั่งเป็นหัวเรือใหญ่ของประเทศ ได้พยายามหาทางแก้หลายวิธีไม่ว่าจะเป็นการอัดฉีดเม็ดเงินเพื่อช่วยเหลือด้านการศึกษารวมไปถึงนโยบายเชิญชวนให้ผู้ที่กู้มาผ่อนชำระคืนแก่กองทุน โดยมีข้อเสนอเชิญชวน เช่น ถ้าผู้กู้ยินยอมจ่ายหนี้คืน 10% ของเงินเดือนเป็นเวลา 20 ปีแล้วจึงสามารถทำการขอกู้สินเชื่อโดยตรงจากทางรัฐบาลได้

 

ซึ่งแม้โอบามาจะอำลาตำแหน่งไปแล้วแต่ประธานาธิบดีคนใหม่อย่าง โดนัลล์ ทรัมป์ ก็ยังคงนำนโยบายนี้มาใช้ในการผลักดันให้ผู้กู้ทุกคนหันมาใช้หนี้คืนแก่กองทุนแต่ทางด้านทรัมป์นั้นจะฮาร์ดเซลล์กว่าโอบามาพอสมควร เมื่อจะปรับการหักเงินเดือนจากเดิมที่สมัยโอบามาหักอยู่ 10% เป็น 12% แต่จะลดหย่อนเวลาในการยกหนี้ให้กับผู้ที่จ่ายหนี้ให้กับทางรัฐบาลเหลือเพียง 15 ปีเท่านั้นซึ่งต้องมาดูกันในระยะยาวว่าการปรับรูปแบบนโยบายครั้งนี้ของทรัมป์จะช่วยให้สามารถเรียกเงินเข้ากองทุนได้มากกว่าสมัยโอบามาหรือไม่

 


ทางออกของอเมริกา VS ทางออกของไทย

 

เมื่อปัญหามีความคล้ายคลึงกันทำให้ทางออกปัญหาหนี้ก้อนโตในกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษาก็มีทางออกที่คล้ายกันไปด้วยเมื่อทางรัฐบาลไทยได้มีการปรับกฏหมายใหม่ใน พรบ.กองทุนให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา โดยให้นายจ้างสามารถหักเงินพึงประเมินและนำส่งคืนกองทุนได้แต่ไม่ระบุว่ากี่เปอร์เซ็นของเงินเดือนซึ่งต่างจากทางสหรัฐอเมริกาที่มีการระบุชัดเลยว่าต้องเป็น 10% ของเงินเดือน

 

 

ส่วนระยะเวลาการชำระหนี้นั้นทางประเทศไทยยังยืนที่ระยะเวลา 15 ปีเหมือนเช่นเดิม ซึ่งระยะเวลานี้คือระยะเวลาใหม่ของการชำระหนี้ที่ทาง โดนัลล์ ทรัมป์ ได้เสนอเพื่อเพิ่มแรงจูงใจให้ผู้กู้ชำระหนี้ แต่ข้อเสนอที่น่าสนใจของทางอเมริกาที่เหนือกว่าทางประเทศไทยคือเมื่อผู้กู้มีการผ่อนชำระครบกำหนด 15 ปีแต่ยังเหลือหนี้อยู่ทางรัฐบาลสหรัฐจะยกยอดหนี้ให้กับผู้กู้เพื่อเป็นการตอบแทนการเป็นลูกหนี้ที่ดีตลอดระยะเวลาที่ผ่อนชำระซึ่งตรงจุดนี้ไทยยังไม่มีมาตราการในการช่วยอุ้มหนี้ตรงส่วนนี้ออกมาแต่อย่างใด  

 

เมือเทียบวิธีแก้ปัญหาของทั้งอเมริกาและไทยดูแล้วก็จะเห็นได้ว่ามีการแก้ปัญหาที่คล้ายกันอย่างมากแตกต่างเพียงการยกหนี้หลังพ้นระยะเวลาชำระหนี้เท่านั้นซึ่งเราจะเห็นได้เลยว่ารัฐบาลของทั้งสองประเทศพยายามอย่างมากเพื่อที่จะผลักดันให้ผู้กู้ทุกคนใช้เงินคืนแก่กองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษาเพราะการที่กองทุนเป็นหนี้ก้อนโตไม่ได้ส่งผลแค่สภาพเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศเท่านั้นแต่มันส่งผลถึงเด็กรุ่นต่อๆไปที่อาจจะไม่มีโอกาสในการได้รับการศึกษาที่ดีพอเหมือนที่ผู้กู้ก่อนหน้านี้ได้รับนั่นเอง

 


 

ปัญหาหนี้สินก้อนโตของกองทุนเพื่อการศึกษาความจริงแล้วคงไม่ใช่ปัญหาระดับโลกที่น่าปวดหัวแต่อย่างใดถ้าผู้กู้ทุกคนมีความรับผิดชอบและทำตัวเป็นลูกหนี้ที่ดี โดยการผ่อนชำระคืนแก่กองทุนเท่านี้ก็สามารถคลายปัญหาเหล่านี้ให้ทุเลาลงได้ ซึ่งหากผู้กู้ยังคงมองว่าการใช้เงินคืนกองทุนนั้นเป็นเรื่องที่ไกลตัวและไม่น่าจะสร้างปัญหาอะไรให้ประเทศเพราะเข้าใจไปเองว่ารัฐบาลยังมีงบประมาณมากพอมาอุดรอยรั่วตรงส่วนนี้ได้

 

หากยังไม่เปลี่ยนความคิดสักวันหนึ่งเราอาจจะได้เห็นการปิดตัวลงของกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษาเพราะขาดงบประมาณในการหมุนเงินให้แก่นักเรียนนักศึกษารุ่นหลังก็เป็นได้

 

 

ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับกองทุนเพื่อการศึกษา ได้ที่ เว็บไซต์ กยศ.


avatar
by Suma9mek
เรื่องที่คุณอาจสนใจ
loading icon