ความรุนแรงในครอบครัว จุดเริ่มต้นสู่อาชญากรรม จริงหรือ?

posted: 1 year ago
ความรุนแรงในครอบครัว จุดเริ่มต้นสู่อาชญากรรม จริงหรือ?

comments

“ละคร คือ ชีวิต

ชีวิต คือ ละคร”

คาดว่าทุกคนคงเคยได้ยินวลีนี้ และคำกล่าวเหล่านี้คงจะไม่ผิดไปจากความเป็นจริงเท่าไหร่นักที่ว่าละครคือชีวิต และชีวิตก็คือละคร เพราะละครคือการสะท้อนความเป็นจริงในสังคมเพื่อตีแผ่ให้ทุกคนได้รับรู้ในรูปแบบของสื่อ ที่ให้ทั้งความเพลิดเพลินและแง่คิด

เมื่อพูดถึงละครที่สะท้อนชีวิตในสังคมไทยแล้วละก็ ตอนนี้คงไม่มีใครไม่รู้จักละครเรื่อง “ล่า” เรื่องราวของ มธุสร หญิงสาวผู้ที่ต้องออกมาเรียกร้องหาความยุติธรรมให้ตนเองและลูกสาว หลังจากที่กฏหมายไม่สามารถเอาผิดคนเลวเหล่านั้นได้อย่างเหมาะสม!


ความรุนแรงในครอบครัว

ดูละครย้อนดูตัวเรากับความรุนแรงในครอบครัว!

ในละครเรื่องล่า ตอนที่ 11 ผู้ชมละครคงจะได้เห็นรายละเอียดในชีวิตของ ‘บิ๊ก’ 1 ใน 7 คนร้ายที่ร่วมกัน ข่มขืน มธุสรและลูกสาว จะสังเกตได้ว่า ละครเรื่องนี้ได้นำเสนอบางสิ่งบางอย่างในครอบครัวบิ๊ก ที่อาจจะเป็นส่วนหนึ่งในการส่งเสริมให้บิ๊กกลายมาเป็นคนที่ทำอะไรร้ายกาจอย่างไม่คิดถึงจิตใจคนที่ถูกเขาทำร้าย และไม่แคร์โลกรอบข้าง ไม่แม้แต่จะสนใจความเป็นไปของตัวเอง

ต้องเท้าความกันก่อนค่ะว่า บิ๊กเติบโตมาในบ้านที่ปราจีนบุรี ตั้งแต่เด็กเขาก็มีพฤติกรรมเกเร สร้างปัญหาอยู่เรื่อยๆ พ่อและแม่เปิดแผงขายหมูในตลาด นอกจากพ่อแม่ บิ๊กก็มียายอีกคนที่เลี้ยงดูเขามา ยายกับแม่คอยแต่จะตามใจและไม่เคยจะขัดใจอะไรเขาเลย ส่วนพ่อนั้นจะตรงกันข้าม แตกต่างชนิดที่ว่าเหมือนขาวกับดำ

นั่นก็คือ พ่อเป็นคนดุมาก เวลาเขาทำอะไรผิด พ่อจะโกรธ ด่าว่าเสียงดังแถมยัง ตบตีอย่างรุนแรง ทำให้บิ๊กรู้สึกว่าพ่อมองเขาในแง่ร้ายมาตลอด เขาไม่เคยมีอะไรดีในสายตาพ่อเลย เวลามีเรื่องอะไรเกิดขึ้นพ่อจะต้องโทษเขาเป็นคนแรกเสมอ ทั้งที่บางครั้งเขาก็ไม่ได้ทำอะไรผิด บิ๊กจำไม่ได้ว่าครั้งสุดท้ายที่พ่อกอดเขาคือเมื่อไหร่?

จนวันหนึ่งเขาเริ่มทำอะไรเลวร้าย ทั้งผิดกฎหมายและศีลธรรมที่เกินจะรับได้ เขาอาจรู้สึกว่า ถ้าทำแบบนั้นมันจะทำให้เขามีตัวตนขึ้นมาบ้าง อย่างน้อยก็เป็นที่ยอมรับของเพื่อนๆ ที่ทำอะไรเลวๆ เหมือนกัน

ถ้าโลกนี้มันร้ายกับเขา เขาก็จะตอบแทนมันให้สาสม


ความรุนแรงในครอบครัว

การใช้ความรุนแรงในครอบครัว คือบ่อเกิดสู่อาชญากรรม

ความรุนแรงในครอบครัว ที่พ่อได้ส่งต่อ ทำให้ “บิ๊ก” กลายเป็น บุคคลที่มีบุคลิกภาพผิดปกติ ชนิด Antisocial personality disorder โดยลักษณะของบุคลิกภาพที่ผิดปกติชนิดนี้ ส่วนใหญ่มักจะทำผิดโดยปราศจากการสำนึกผิดชอบชั่วดี ไม่มีความวิตกกังวลหรือเสียใจในพฤติกรรมของตน ไม่สนใจความรู้สึกของคนอื่น หาเหตุผลเข้าข้างตัวเอง ขาดมโนธรรม

โดยทั่วไปถ้าคบผิวเผินคนอื่นอาจจะไม่พบอะไรผิดปกติ แต่จะมีประวัติตั้งแต่เด็กที่เกเร โกหก หนีโรงเรียน หนีออกจากบ้าน ลักขโมย ชกต่อย ใช้ยาเสพติด ทำผิดกฎหมาย พฤติกรรมเหล่านี้จะเกิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า

นอกจากจะมีเรื่องของครอบครัวและสิ่งแวดล้อม ภาวะนี้ยังมีปัจจัยเกี่ยวข้องเรื่องของพันธุกรรมและปัจจัยชีวภาพต่างๆ อีกด้วยกล่าวคือ พ่อแม่ของคนที่เป็น Antisocial PD มักมีลักษณะการเลี้ยงดูบุตรที่ไม่เหมาะสม ทั้งการทอดทิ้ง ไม่เอาใจใส่ ใช้ความรุนแรงในการเลี้ยงดู ตบตีทำร้ายร่างกาย ทำร้ายอารมณ์ความรู้สึก และขาดความสม่ำเสมอในการเลี้ยงดู

ซึ่งการที่เด็กเติบโตมาด้วยความรู้สึกแบบนี้ ทำให้พวกเขารู้สึกว่า “ชีวิตที่ผ่านมาไม่เคยรู้สึกถึงคุณค่าและการยอมรับ” โดยเฉพาะกับคนใกล้ชิดอย่างพ่อแม่ ไม่รู้สึกว่ามีใครเห็นใจเขา พวกเขาจึงไม่คิดที่จะเห็นใจคนอื่น

คนที่เป็น Antisocial PD มักลงเอยด้วยการมีคดีความอาชญากรรมและติดคุก มีปัญหาสัมพันธภาพกับคนรอบข้าง สุดท้ายผลเสียก็เกิดกับตัวเองและคนอื่นๆ


 

ความรุนแรงในครอบครัว

ทำความรู้จัก Antisocial PD

โรคบุคลิกภาพผิดปกติแบบต่อต้านสังคม พบได้บ่อย เกิดขึ้นอยู่ทั่วไปแม้แต่ในครอบครัวของเรา ความจริงแล้ว โรคนี้ส่วนใหญ่เกิดจากปัญหาในวัยเด็ก และการเลี้ยงลูกไม่เหมาะสมมาตั้งแต่เล็ก ซึ่งสามารถป้องกันได้ แต่ก็เป็นโรคที่ถูกมองข้าม ละเลย ไม่ค่อยมีใครพูดถึงกัน เนื่องจากเมื่อเกิดขึ้นแล้วรักษายากมาก และไม่ค่อยได้ผล

อาการของ Antisocial PD

1. ละเมิดสิทธิของผู้อื่น

2. ไม่มีความรู้สึกผิด

3. ไม่มีความรับผิดชอบ

4. ก้าวร้าว ทำร้ายคนอื่น รังแกสัตว์

5. ทำลายข้าวของสาธารณะ

6. ทำผิดกฎเกณฑ์ กติกาของหมู่คณะ หรือกฎหมาย

การรักษา

ต้องบอกก่อนว่า การรักษาคนที่มีความผิดปกติแบบนี้ทำได้ยากมากๆ เพราะการกระทำของเขาจะกลายเป็นนิสัยส่วนตัว เป็นบุคลิกภาพ ที่สำคัญคือเจ้าตัวมักจะไม่รู้ตัว ไม่เห็นปัญหาในการแก้ไข ไม่ร่วมมือในการรักษา การป้องกันจึงสำคัญและลงทุนน้อยกว่า

แม้ว่าจะมีบางส่วนที่เข้าสู่ระบบการบำบัดรักษาทางจิตเวช แต่ก็ไม่ใช่สิ่งที่ง่ายนักสำหรับจิตแพทย์ในการรักษา เพราะคนไข้มักไม่ให้ความร่วมมือ และไม่คิดว่าตัวเองมีความผิดปกติอะไร

ดังนั้นถ้าเป็นไปได้ ปัจจัยบางอย่างที่ผู้ใหญ่สามารถปรับเปลี่ยนได้และช่วยป้องกัน เช่นเรื่องของการเลี้ยงลูก ผู้ปกครองควรมีความเข้าใจ และ เลี้ยงดูเด็กอย่างเหมาะสม มีความสมดุลในเรื่องของการให้ความรัก ความเข้าใจและระเบียบวินัย อาจจะเป็นทางหนึ่งที่ป้องกันไม่ให้เด็กคนหนึ่งเติบโตมาเป็นคนที่ก่อความเดือดร้อนแก่สังคม หรือแม้แต่ตัวเอง…

 


avatar
by I'm Duck
เป็ดที่เก่งไม่สุดสักทาง ปัจจุบันอยากเขียนบทความดีๆ อ่านแล้วเข้าใจง่าย ไม่ต้องใช้เวลาทำความเข้าใจเยอะ

เรื่องที่คุณอาจสนใจ

loading icon