Visa vs Mastercard สองบัตรนี้ต่างกันอย่างไร

posted: 2 years ago
24,441 views
Visa vs Mastercard สองบัตรนี้ต่างกันอย่างไร

comments

หลายๆคนที่กำลังอยากจะสมัครบัตรเครดิตสักใบ แล้วกำลังสงสัยว่า คำที่อยู่ตรงด้านมุมขวาล่างของบัตรที่เขียนว่า VISA, MasterCard, JBC หรือ UNION PAY คืออะไร แล้วมันต่างกันยังไง วันนี้เรามีข้อมูลเกี่ยวกับคำเหล่านี้มาบอกกันค่ะ


 VISA, MasterCard, JCB UnionPay คืออะไร

 

VISA, MasterCard, JCB หรือ UnionPay  คือ ชื่อของผู้ให้บริการเครือข่ายการชำระเงิน (Payment Gateway) ของบัตรเครดิต เพื่อเป็นการบอก ประเภทของบัตรเครดิตแต่ละใบที่ทำหน้าที่เป็นตัวในการเชื่อมโยงระบบชำระเงินจากร้านค้าไปยังธนาคารต่างๆทั่วโลกที่เปิดให้บริการบัตรเครดิต หรือถ้าจะสรุปแบบเข้าใจง่ายๆ คือ

บัตรเครดิต จะถูกออกให้โดยธนาคารที่เราเลือกจะสมัครบัตรและทางธนาคารจะอนุมัติวงเงินให้กับเราซึ่งเป็นผู้ถือบัตรเครดิต โดยมีสัญลักษณ์ของ Payment Gateway แสดงอยู่หน้าบัตร และบัตรเครดิต 1 ใบจะมีเพียง 1 เครือข่ายการชำระเงินเท่านั้นที่จะทำหน้าที่ตรวจสอบการชำระเงินเมื่อเราใช้บัตรในการชำระผ่านทางร้านค้าต่างๆทั่วโลกและเครือข่ายเหล่านี้จะทำการส่งรายละเอียดการชำระเงินของเราให้แก่ธนาคารที่ออกบัตรให้กับเรา

 Payment Gateway มีกี่แบรนด์

 

ในปัจจุบันเครือข่ายการชำระเงินมีด้วยกันทั้งหมด 7 แบรนด์ ด้วยกันคือ

  • Visa
  • MasterCard
  • JCB
  • UnionPay
  • American Express
  • Discover
  • Diner’s Club

แต่สำหรับคนไทยจะคุ้นเคยกันอยู่แค่ไม่กี่แบรนด์ ได้แก่ Visa, MasterCard, JCB และ UnionPay และสำหรับแบรนด์เหล่านี้ก็ตอบโจทย์ของผู้ใช้บริการแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับผู้ใช้ว่าเลือกแบบไหนไม่มีกฎที่ตายตัว มาถึงตรงนี้เรามาทำความรู้จักกับทั้ง 4 แบรนด์กันดีกว่า


บัตรเครดิต VISA

 

 

VISA คือ ผู้ให้บริการเครือข่ายในการชำระเงินผ่านบัตรเครดิตจากประเทศอเมริกาที่มีจำนวนผู้ใช้มากที่สุด โดยให้บริการทั้งบัตรเครดิตและบัตรเดบิต ซึ่ง VISA ได้นำเทคโนโลยีเพื่อการชำระเงินระดับโลก ที่ได้เชื่อมโยงผู้บริโภคและธุรกิจไว้ด้วยกันรวมทั้งธนาคารและภาครัฐในกว่า 200 ประเทศและเขตปกครองทั่วโลก เพื่อให้ผู้คนเหล่านี้ได้ใช้สกุลเงินระบบดิจิตอลแทนเงินสดและเช็ค

อย่างไรก็ตาม VISA ไม่ได้เป็นผู้ออกบัตรเครดิต ขยายเครดิต หรือกำหนดอัตราแลกเปลี่ยนและค่าธรรมเนียมสำหรับผู้บริโภค แต่นวัตกรรมของ VISA จะช่วยให้ลูกค้าของธนาคารได้เสนอทางเลือกที่เพิ่มขึ้นในการชำระเงินของผู้บริโภค จ่ายวันนี้กับบัตรเดบิต จ่ายล่วงหน้ากับ Prepaid Credit Card หรือจ่ายภายหลังด้วยบัตรเครดิต

นอกจากนี้แล้ว VISA ยังช่วยให้ธนาคารได้เสนอทางเลือกด้านการทำธุรกรรมทางการเงินที่เพิ่มขึ้นให้กับลูกค้า ซึ่งจะทำให้ลูกค้าของธนาคารสามารถเข้าถึงการชำระเงินได้ในพื้นที่ต่างๆทั้งจากเมืองใหญ่ๆไปจนถึงเมืองเล็กๆในพื้นที่ห่างไกลที่บางที่อาจจะไม่มีธนาคาร ทำให้สามารถชำระเงินได้อย่างสะดวก รวดเร็วและสามารถวางใจใน สกุลเงินระบบดิจิตอล มากยิ่งขึ้น

ปัจจุบัน VISA มีร้านค้าที่รับบัตรมากกว่า 28ล้าน ร้านค้าและมีตู้ ATM ที่ให้บริการการกดเงินสดได้ 2ล้านตู้ใน 200 ประเทศทั่วโลก (ข้อมูลในปี 2559)

ทั้งนี้ VISA ยังมีบัตรให้เลือกด้วยกัน 2 ประเภท คือ VISA Debit Card และ VISA Credit Card ซึ่งทั้งสองประเภทนี้จะมีสิทธิประโยชน์ที่แตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับระดับของบัตร เช่น

 

  • VISA Classic 

เป็นบัตรพื้นฐานของบัตรวีซ่า ซึ่งมีสิทธิประโยชน์ดังนี้ ความช่วยเหลือทุกแห่งทั่วโลก 24 ชม. 7 วันทำการ จากบริการช่วยเหลือฉุกเฉินสำหรับลูกค้าวีซ่า (Global Customer Assistance), รับบัตรทดแทนในเวลาฉุกเฉิน, และเปิกถอนเงินสดฉุกเฉิน

  • VISA Gold

ที่จะมีบริการผู้ช่วยในการเดินทาง  การรักษาพยาบาล ตลอดจนความช่วยเหลือทางกฎหมายให้แก่ผู้ถือบัตร

  • VISA Platinum

จะได้รับประกันอุบัติเหตุระหว่างเดินทาง โบนัสในการเดินทาง และได้รับคะแนนสะสม พื่อแลกรางวัลต่างๆ เป็นต้น

 


บัตรเครดิต MasterCard

 

 

MasterCard เป็นผู้ให้บริการเครือข่ายในการชำระเงินผ่านบัตรเครดิตจากประเทศอเมริกาอีกเจ้าหนึ่ง มีทั้งบัตรเครดิต บัตรเดบิต และบัตร Prepaid นอกจากนี้คุณสมบัติโดยรวมก็ไม่ต่างจากบัตร VISA  

ซึ่งบัตร MasterCard นั้นมีร้านค้าที่รับบัตรกว่า 30ล้าน ร้านค้าทั่วโลก แต่ในบางครั้งบัตรประเภทนี้ก็เจอปัญหาในการชำระเงินกับร้านค้าในบางประเทศ เช่น บางร้านค้าในประเทศแคนาดา ที่ส่วนใหญ่จะรับบัตร VISA แต่ไม่รับบัตร MasterCard แต่สำหรับบ้านเรานั้นบัตร MasterCard ก็ได้รับความนิยมอย่างมากเช่นเดียวกับ VISA  นอกจากนี้บัตร MasterCard ก็มีสิทธิพิเศษที่แตกต่างกันไปตามระดับของบัตร เช่น

  • MasterCard Standard

มีสิทธิประโยชน์ MasterCard Global Service บริการช่วยเหลือตลอด 24 ชม. 7 วันทำการ และเงินฉุกเฉิน

  • MasterCard Gold

มีสิทธิประโยชน์ เช่น บริการช่วยเหลือบนท้องถนน ทั้งส่งน้ำมันฉุกเฉิน เปลี่ยนยาง และอื่น ๆ, บริการผู้ช่วยเหลือระหว่างเดินทาง ติดต่อสถานทูตในกรณีฉุกเฉิน รวมไปถึงแพทย์และทนายความ ที่สามารถพูดภาษาของคุณได้ด้วย เป็นต้น


 บัตรเครดิต JCB

 

 

บัตรเครดิต JCB นั้น เป็นผู้บริการเครือข่ายบัตรจากประเทศญี่ปุ่น ซึ่งในปัจจุบันนี้กำลังได้รับความนิยมในประเทศไทยมากกว่าแต่ก่อน ดูได้จากร้านค้าเริ่มรับบัตรนี้กันมากขึ้น

โดยส่วนใหญ่บัตรนี้มักจะ ตอบโจทย์ให้กับผู้ที่ชื่นชอบความเป็นญี่ปุ่น ไม่ว่าจะเป็นชอบทางอาหารญี่ปุ่น ร้านค้าญี่ปุ่น และที่คุ้มที่สุดก็คือ เมื่อนำไปจ่ายที่ญี่ปุ่นนั่นเอง และนอกจากนี้บัตร JCB มักใช้กันสำหรับการท่องเที่ยว เช่น การจองตั๋วเครื่องบิน โรงแรม รถเช่า และรับส่วนลดต่างๆจากร้านค้าญี่ปุ่น

ในปัจจุบัน สามารถสมัครบัตร JCB ได้ 3 ธนาคาร คือ AEON, KTC และ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ซึ่งแต่ละธนาคารจะมีโปรโมชั่นร่วมกับพันธมิตรที่แตกต่างออกไป เช่น โปรโมชั่นร่วมกับสายการบินไทย เป็นต้น

 


บัตรเครดิต UnionPay หรือ China UnionPay

 

 

UnionPay คือ เครือข่ายบัตรเครดิตอีกหนึ่งแบรนด์ ที่เป็นผู้ให้บริการชำระเงินโดยความร่วมมือของธนาคารในประเทศจีนและใช้กันใน 141 ประเทศทั่วโลก

สำหรับร้านค้าในไทยที่รับบัตร UnionPay นั้นมีหลายร้าน เช่น Central, Isetan, Paragon, King Power และ ร้าน Boots เป็นต้น

 


ทั้งหมดนี้คือเรื่องราวของเครือข่ายการชำระเงินของแบรนด์ต่างๆ ซึ่งแต่ละแบรนด์นั้นก็จะตอบสมองความต้องการของเราแตกต่างกันไป เช่น

  • หากใครที่ชอบไปเที่ยวที่ญี่ปุ่นการสมัคร บัตรเครดิต JCB ก็จะเหมาะที่สุด
  • ถ้าใครชอบไปเที่ยวที่ประเทศจีนก็เหมาะกับการสมัครบัตร UnionPay
  • ถ้าสำหรับคนที่ใช้ในประเทศไทยการสมัครบัตร VISA , MasterCard ดูเป็นทางเลือกที่ครอบคลุมมากที่สุด

สำหรับใครที่สนใจอยากสมัครบัตรเครดิตสักใบสามารถเข้ามาศึกษารายละเอียดและเช็คราคาของบัตรต่างๆผ่านทาง rabbit finance ที่เราได้รวบรวมทุกรายละเอียดบัตร ที่สามารถสมัครได้เลยผ่านทางออนไลน์ง่ายๆเพียงไม่กี่คลิก ที่นี่

 

ขอบคุณข้อมูลดีๆจาก : www.checkkorn.com

 


avatar
by doubleP
เรื่องที่คุณอาจสนใจ
loading icon