“การจำนอง” เส้นทางการเงินที่มีทั้งได้และเสีย

posted: 1 year ago
1,444 views
“การจำนอง” เส้นทางการเงินที่มีทั้งได้และเสีย

comments

ต้นตอของหนี้นอกระบบคือหลายคนมีรายได้ไม่เพียงพอต่อการใช้จ่ายในครอบครัว ซ้ำยังขาดความรู้ในเรื่องเกี่ยวกับวางแผนการใช้เงิน บางคนโชคดีที่เข้าถึงแหล่งเงินกู้จากสถาบันการเงินได้ บางคนก็อดไปเพราะติดขัดในขั้นตอนการขอสินเชื่อ จึงหันไปใช้เงินกู้นอกระบบมากขึ้น

แต่สิ่งหนึ่งที่ยังหลงเหลืออยู่ และสามารถใช้เป็นหลักประกันได้คือทรัพย์สินที่มีมูลค่าเพื่อนำไปจำนองไว้ แล้วนำเงินก้อนนั้นมาใช้จ่ายในครอบครัวเพื่อให้กระแสการเงินในบ้านไม่ติดขัด
ใช่เลย.. วันนี้เราจะมาพูดถึงเขา โปรดเรียกเขาว่า “จำนอง”

ใครคือจำนอง?

เป็นการทำสัญญาระหว่างสองฝ่ายที่ต่างก็ลงนามด้วยความสมัครใจและมีกฎหมายควบคู่ไปด้วย โดยสัญญานั้นจะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง โอน สงวน หรือระงับสิทธิที่มีในทรัพย์สินนั้น ฝ่ายหนึ่งจะถูกเรียกว่า “ผู้จำนอง” หรือ “ลูกหนี้” อีกฝ่ายจะถูกเรียกว่า “ผู้รับจำนอง” หรือ “เจ้าหนี้”

ซึ่งการจำนองมีประโยชน์ต่อเจ้าของทรัพย์สินที่นำมาค้ำประกันมาก เพราะเมื่อสัญญาครบกำหนดชำระหนี้ เจ้าหนี้จะแสดงตัวว่ามีสิทธิ์ในทรัพย์สินที่นำมาค้ำประกันไม่ได้ แต่ต้องมีหนังสือบอกกล่าวถึงผู้จำนองว่าให้ชำระเงินภายในเวลาที่กำหนด ถ้ายังไม่ชำระเงิน เจ้าหนี้จะฟ้องลูกหนี้ต่อศาล ซึ่งศาลก็จะสั่งให้นำทรัพย์สินที่จำนองไว้ขายออกตลาดเพื่อนำเงินมาชำระหนี้

ทรัพย์สินใดบ้างที่ใช้เป็นหลักค้ำประกันได้

      อย่างที่กล่าวไปข้างต้นว่าทรัพย์สินที่นำมาจำนองต้องมีมูลค่ามาก สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท คือ

  • อสังหาริมทรัพย์

        อสังหาริมทรัพย์ทุกประเภทนำมาจดจำนองได้แก่ บ้าน ที่ดิน หรือสิ่งปลูกสร้างทุกชนิด โดยสัญญาจะครอบคลุมเฉพาะทรัพย์สินที่นำมาจำนองอย่างบ้าน แต่ทรัพย์สินอื่นๆ ที่อยู่ภายในบ้านนั้นไม่เกี่ยวกัน

  • สังหาริมทรัพย์

        สังหาริมทรัพย์สามารถใช้เป็นหลักค้ำประกันได้เหมือนกัน ได้แก่ เรือที่มีระวางตั้งแต่หกตันขึ้นไป เรือกลไฟ หรือเรือยนต์ เครื่องจักร



ทรัพย์สินที่ค้ำประกันไว้กรรมสิทธิ์ตกเป็นของใคร?

เมื่อจำนองคือการนำทรัพย์สินไปค้ำประกัน กรรมสิทธิ์ทุกอย่างยังเป็นของผู้จำนองอยู่ อำนาจทุกอย่างยังไม่ตกเป็นของอีกฝ่ายเลยแม้แต่น้อย และสามารถใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินที่ใช้คำประกันได้ตามปกติ ถึงแม้จะผิดเงื่อนไขจากการชำระหนี้ แต่ก็ยังใช้ประโยชน์ได้อยู่ จนกว่าจะมีกระบวนการอื่นๆ ของกฎหมายแจ้งมา

ใครเหมาะสมกับการใช้ทรัพย์สินไปเป็นหลักค้ำประกันบ้าง

ไม่ว่าจะทำอะไรล้วนมีความเสี่ยงด้วยกันหมดทั้งสิ้น ยิ่งเรื่องเงินๆ ทองๆ นั้นก็มีความเสี่ยงไม่แพ้กัน กู้เงินนอกระบบก็เสี่ยงเป็นเสี่ยงตายว่าจะต่อสู้กับดอกเบี้ยมหาโหดได้หรือไม่ การจำนองเองก็ไม่แพ้กัน ลองมาคาดคะเนกันสักหน่อยว่า จริงๆ แล้วใครกันบ้างที่เหมาะสมกับวิธีการนี้

  • ใช้เงินแต่ไม่มาก

ก่อนที่จะหุนหันพลันแล่น ควรคิดให้ตกตะกอนสักนิดว่าต้องใช้เงินประมาณเท่าไหร่ ทรัพย์สินที่นำมาค้ำประกันมีมูลค่าการประเมินอยู่ที่เท่าใด ซึ่งวงเงินที่ได้มาอยู่ราวๆ 10-30% ของราคาประเมิน หากไม่ใช้เงินเกินเปอร์เซ็นต์ราคาประเมินก็คุ้มที่จะเซ็นสัญญาไป

  • ต้องการความเสี่ยงน้อยที่จะเสียทรัพย์สิน

ไม่ว่าจะกู้เงิน หรือทำอะไรก็ตามที่ใช้ทรัพย์สินเป็นหลักค้ำประกัน ความกังวลใจในของการจะเสียทรัพย์สินไปต้องมีอยู่แล้ว และการจำนองความเสี่ยงก็มีน้อยอยู่เหมือนกัน เจ้าหนี้จะไม่มีสิทธิ์ในทรัพย์สินนั้นจนกว่าจะดำเนินขั้นตอนตามกฎหมาย หมายถึงว่าไม่ใช่เรื่องง่ายที่ทรัพย์สินจะไปตกอยู่ในมือของคนอื่น

  • เป็นเจ้าของจริงๆ ไม่แอบอ้าง

ความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้คือทรัพย์สินที่นำมาค้ำประกันผู้นั้นต้องเป็นเจ้าของด้วย ไม่ใช่หยิบยืมของผู้อื่นมา ถึงยืมมาได้ก็ใช้งานไม่ได้อยู่ดี เพราะว่าเราไม่มีสิทธิ์โดยชอบธรรมในทรัพย์สินนั้น

  • ยังอยากรักษาไว้ซึ่งความเป็นเจ้าของ

จำนองไม่ใช่การจำนำ และไม่ใช่การขาย อย่างที่บอกไปว่าถึงสัญญากันเป็นมั่นเหมาะแล้วว่าทรัพย์สินนั้นหากไม่นำเงินมาชดใช้จะตกเป็นของคนอื่น แต่ขณะที่อยู่ในช่วงเวลาขอสัญญา สิทธิทุกอย่างยังเป็นเจ้าของเหมือนเดิม ยังสามารถใช้ประโยชน์ทรัพย์สินนั้นได้ ถ้าไม่อยากเสียไปก็แค่ไถ่คืน แต่จำนำนั้นต่างกัน ได้เงินมาแต่ของก็ไม่ได้ใช้งาน

เมื่อกู้สินเชื่อผ่านสถาบันการเงินยังไงก็ไม่ผ่านสักที เงินนอกระบบก็ไม่กล้าเสี่ยงกับดอกเบี้ย และถึงแม้ดอกเบี้ยของเงินในระบบจะถูกกว่า แถมยังต้องใช้เงินแบบเร่งด่วน การจำนองจึงเป็นคำตอบที่ดีที่สุด กู้เงินในระบบไม่ผ่าน เงินนอกระบบก็กลัวดอกเบี้ย ทางออกสุดท้ายคือเดินทางสายกลางก็แล้วกัน

ขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก peejed.com 


avatar
by 9 Tails
เนกอยา กอเนกอ

เรื่องที่คุณอาจสนใจ

loading icon