“โรคกลัวการเข้าสังคม” ภัยเงียบที่เหนี่ยวรั้งชีวิต

posted: 1 year ago
“โรคกลัวการเข้าสังคม” ภัยเงียบที่เหนี่ยวรั้งชีวิต

comments

คุณเคยมีอาการกลัวคนแปลกหน้า หรือแม้กระทั่งคนเหล่านั้นคือญาติพี่น้อง คนรู้จัก กลัวที่จะแสดงความคิดเห็น ไม่กล้าสบตาใคร ไม่ชอบอยู่ในที่ที่มีคนเยอะ หรือไม่?

ถ้า “ใช่” คือคำตอบข้อใดข้อหนึ่งแล้วล่ะก็ แสดงว่าคุณมีโอกาสเสี่ยงที่จะเป็นโรคกลัวการเข้าสังคม หรือ Social Phobia เข้าแล้วล่ะค่ะ 

หลายๆ คนคงสงสัยกับอาการป่วยแบบนี้อยู่ แต่ไม่ได้คิดว่าสำคัญอะไร เพราะคิดว่ามันเป็นเรื่องปกติที่คนเราจะอายเวลาเจอคนแปลกหน้า หรือไม่ชอบอยู่ในที่มีคนเยอะ เพราะกลัวเป็นเป้าสายตาของคนอื่น

แต่ใครจะรู้กันล่ะคะว่าแท้จริงแล้ว อาการเหล่านี้ส่งผลกระทบต่อตนเองมากกว่าที่คิด แล้วเราต้องมีอาการประหม่าขั้นไหนกันถึงจะเข้าข่ายผู้ป่วย มาทำความรู้จักกับโรคกลัวการเข้าสังคมกันเถอะค่ะ


โรคกลัวการเข้าสังคม

โรคกลัวการเข้าสังคมคืออะไร?

โรคกลัวการเข้าสังคม หรือ Social Phobia คือโรควิตกกังวลประเภทหนึ่งที่สามารถเกิดขึ้นได้กับบุคคลทุกวัย ซึ่งผู้ป่วยจะค่อนกังวลว่าตัวเองจะเผลอทำอะไรเปิ่นๆ เชยๆ หรือทำอะไรผิดพลาดให้ได้รับความอับอาย จนถูกวิพากษ์วิจารณ์จากคนรอบข้าง ด้วยความวิตกกังวลเหล่านี้นั่นเองทำให้ผู้ป่วยไม่สามารถบังคับตัวเองให้เผชิญหน้ากับสังคมได้

ซึ่งสาเหตุของการป่วยนั้น นักจิตวิทยาได้กล่าวว่า

“สาเหตุของโรคกลัวการเข้าสังคมมีส่วนเกี่ยวข้องกับการเลี้ยงดูของครอบครัว แต่ก็ไม่สามารถพิสูจน์ได้แน่ชัดถึงสาเหตุที่แท้จริง เพราะบางกรณีโรคนี้ก็เกิดกับคนในครอบครัวเพียงแค่คนเดียว คนอื่นๆ ไม่มีอาการของโรคเลย

ทั้งนี้ อาจจะอธิบายในทางชีววิทยาได้ว่า นอกจากการเลี้ยงดูของครอบครัวแล้ว สาเหตุของโรคยังอาจเกี่ยวข้องกับระบบการทำงานของสมอง พันธุกรรม การประมวลผลในการกระทำของตัวเอง และการตอบสนองของบุคคลอื่น รวมไปถึงพฤติกรรมฝังใจตั้งแต่เด็กๆ ด้วย

โดยอาการของโรคจะเห็นเด่นชัดในช่วงวัยเด็ก ไปจนถึงช่วงวัยรุ่น ซึ่งอาจจะเป็นเพราะช่วงวัยนี้เป็นช่วงที่เริ่มต้องเข้าสังคมมากขึ้นนั่นเอง”


โรคกลัวการเข้าสังคม

โรคกลัวการเข้าสังคม มีผลกระทบกับชีวิตอย่างไรบ้าง ?

มาถึงตรงนี้หลายๆ ท่านคงกำลังสงสัยกัน ว่าถ้าหากโรคกลัวการเข้าสังคมถือเป็นอาการผิดปกติทางสุขภาพจิต ซึ่งหากใครเป็น ย่อมมีผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวันอย่างไม่ต้องสงสัย แล้วมันส่งผลกระทบต่ออะไรกันบ้างล่ะ ตามมาดูกันเลยดีกว่าค่ะ

 

  • ผลกระทบกับชีวิตงาน และการเรียน 

  1. ไม่กล้าไปสัมภาษณ์งาน
  2. มีปัญหากับการติดต่อประสานงานกับหัวหน้า หรือเพื่อนร่วมงาน
  3. ไม่กล้าแสดงออกในที่ประชุม หรือหน้าชั้นเรียน
  4. ลังเลที่จะตัดสินใจรับตำแหน่ง หรือหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย
  5. ประสิทธิภาพในการทำงาน และการเรียนถดถอย
  • ผลกระทบกับความสัมพันธ์ 

  1. มีปัญหาในการสานสัมพันธ์ ไม่ว่าจะเพื่อน หรือคนรักก็ตาม ทำให้คบกับใครได้ไม่นาน
  2. ไม่กล้าเปิดใจรับใครเข้ามา
  3. ไม่กล้าแชร์ความคิดเห็นร่วมกับผู้อื่น
  • ผลกระทบกับการทำกิจกรรมในชีวิตประจำวัน 

  1. เสียโอกาสในการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ คนใหม่ๆ ที่ทำให้ไม่ได้พัฒนาตัวเอง
  2. พลาดโอกาสดีๆ ในชีวิต เพราะกักขังตัวเองในโลกส่วนตัว


โรคกลัวการเข้าสังคม

แนวทางการรักษา โรคกลัวการเข้าสังคม

 

  • การรักษาด้วยจิตวิทยา

จิตแพทย์จะเยียวยาอาการกลัวสังคมด้วยวิธีบำบัดด้วยการรับรู้และพฤติกรรม หรือ (CBT) โดยจิตแพทย์จะพยายามโน้มน้าวผู้ป่วยให้เปลี่ยนความคิด ปรับพฤติกรรม และเรียนรู้ที่จะแก้ปัญหาอาการกลัวสังคมของตัวเอง

รวมทั้งเปิดโอกาสให้เขาเรียนรู้การเข้าสังคมมากขึ้น แต่ถ้าผู้ป่วยไม่พร้อมจะเข้ารับการรักษาแบบเดี่ยว จิตแพทย์ก็จะแนะนำให้เข้ารับการบำบัดแบบกลุ่ม เพื่อฝึกฝนทักษะการเข้าสังคมกับผู้ป่วยเคสอื่นๆ แทน

  • การรักษาด้วยยา

โดยส่วนมากจิตแพทย์จะสั่งยาลดอาการซึมเศร้า (Antidepressants) และยาระงับความวิตกกังวล (Anti-Anxiety) ซึ่งระดับความรุนแรงของยาสามารถจำแนกออกได้เป็น 3 ระดับ ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของอาการผู้ป่วยด้วย อย่างไรก็ตาม การใช้ยารักษาควรอยู่ภายใต้การวินิจฉัยของแพทย์อย่างเข้มงวด

  • ฝึกท้าทายความคิดในแง่ลบ

ผู้ป่วยโรคกลัวการเข้าสังคมส่วนมากเมื่อต้องตกเป็นเป้าสายตา หรืออยู่ในวงล้อมของคนอื่น มักจะกลัวว่าจะแสดงพฤติกรรมเปิ่นๆ ที่ดูงี่เง่าออกไป และคนอื่นจะต้องวิพากษ์วิจารณ์ การเยียวยาที่ควรทำคือต้องคิดอยู่ในใจเสมอว่า “ฉันต้องทำได้ การตกเป็นเป้าสายตาไม่มีอะไรให้ต้องกังวลเลยสักนิด”

  • โฟกัสที่สิ่งรอบตัว

หากไม่อยากจดจ่ออยู่กับความวิตกกังวล ผู้ป่วยควรหันเหความสนใจของตัวเองไปที่สิ่งแวดล้อมรอบตัว มองผู้คน และสิ่งที่เกิดขึ้นในขณะนั้น รวมถึงตั้งใจฟังในสิ่งที่ได้ยิน โดยไม่เอาความคิดด้านลบของตัวเองไปกลบเสียงรอบข้างนั้นจนหมด

  • ฝึกกำหนดลมหายใจ

การที่ผู้ป่วยฝึกกำหนดจิตใจทำให้สามารถควบคุมอารมณ์ของผู้ป่วยให้สงบได้มากขึ้น แม้ว่าขณะนั้นผู้ป่วยจะอยู่ท่ามกลางผู้คนก็ตาม นอกจากนี้ ผู้ป่วยยังสามารถฝึกสมาธิด้วยโยคะ หรือการนั่งสมาธิ เพื่อปรับลดความวิตกกังวลต่อสถานการณ์อื่นๆ ในชีวิตประจำวันได้อีกด้วย

  • เผชิญหน้ากับความกลัว

ความกลัวเป็นสิ่งที่เราสร้างขึ้นเอง ดังนั้น หากต้องการเอาชนะความกลัวก็ต้องเผชิญหน้ากับมันให้ได้ โดยเริ่มแรกอาจให้ผู้ป่วยลองทดสอบกับสถานการณ์เล็กๆ ที่คิดว่าน่าจะรับมือไหว แล้วเปิดโอกาสให้ตนเองเรียนรู้วิธีสานสัมพันธ์กับผู้อื่นไปเรื่อยๆ และในที่สุดก็จะเกิดความเคยชินกับการเริ่มต้นสานสัมพันธ์กับคนแปลกหน้าได้ในที่สุด


 

แม้โรคกล้วการเข้าสังคมจะดูไม่เป็นอันตรายกับสุขภาพของเราสักเท่าไหร่ แต่ก็เป็นสิ่งที่ทำร้ายสุขภาพจิตเลยนะคะ (ทำร้ายจิตใจพอๆ กับโรคร้ายแรงหลายชนิดเลยล่ะค่ะ) และก็มีผลกับการใช้ชีวิตประจำวันอยู่ไม่น้อยเหมือนกันนะคะ ดังนั้น หากคุณหรือคนรอบข้างมีความสุ่มเสี่ยงที่จะป่วยเป็นโรนี้ ก็ควรพบจิตแพทย์ เพื่อหาทางเยียวยาให้ไวที่สุดค่ะ


avatar
by I'm Duck
เป็ดที่เก่งไม่สุดสักทาง ปัจจุบันอยากเขียนบทความดีๆ อ่านแล้วเข้าใจง่าย ไม่ต้องใช้เวลาทำความเข้าใจเยอะ

เรื่องที่คุณอาจสนใจ

loading icon